xs
sm
md
lg

จะมองปัญหาที่กระบี่และเทพาอย่างไร / เลิศชาย ศิริชัย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


 
เลิศชาย  ศิริชัย
      
      
        
การคาดหวังให้โลกปัจจุบันอยู่รอดและสามารถพัฒนาต่อไปได้ ต้องพูดเรื่อง “การเปลี่ยนผ่าน” หมายถึงว่า ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ความรู้ในการพัฒนาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากวิธีคิดและความรู้ที่นำโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่มาเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้วนั้น ได้นำโลกมาสู่จุดที่ไม่สามารถจะไปแบบเดิมได้อีกแล้ว หากยังดันทุรังโลกก็จะล่มสลาย ทั้งเงื่อนไขที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และเงื่อนไขที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
 
เพราะการพัฒนาตามกระบวนทัศน์ดังกล่าว ได้นำไปสู่จุดสูงสุดของการเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การเกิดความขัดแย้งและความรุนแรง


ที่สำคัญคือ การทำลายทรัพยากรอย่างมหาศาล และการก่อความขัดแย้งไปทั่วดังกล่าว ผลประโยชน์กลับตกไปอยู่ในกระเป๋าของคนเพียงหยิบมือเดียว ทำให้เกิดปัญหาใหม่ที่ใหญ่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
 
ในปัจจุบันความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เรื่องของคนรวย คนจน ที่เราคุ้นๆ กันเท่านั้น แต่เป็นเรื่องถึงขนาดว่าทรัพย์สินบนโลกนี้เกือบทั้งหมด อยู่ในมือของคนไม่กี่คน และทรัพย์สินจะยิ่งหมุนเข้ากระเป๋ามหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง ในขณะที่คนส่วนใหญ่นอกจากรายได้จะไม่เพิ่มขึ้นแล้ ยังจะถดถอยลงอย่างรวดเร็วด้วย
ประเทศไทยเองก็สะท้อนภาพทั้งความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้ง และความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยติดอันดับ 3 ของโลก


เบื้องหลังที่ทำให้ทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทยต้องเข้าสู่มุมที่ยากจะก้าวไปข้างหน้า ก็คือการหลงเชื่อแนวทางการพัฒนาประเทศแบบมีทางเดียว และต้องตามไปเหมือนกันหมด เส้นทางดังกล่าวนี้เอาประเทศทางตะวันตกเป็นแบบอย่าง ด้วยเชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
 
ดังนั้นเมื่อวิกฤติการของโลกมาถึงจุดไปไม่ได้ดังกล่าว คำถามจึงไม่ใช่เป็นคำถามเชิงเทคนิควิธีที่ผิดพลาด แต่เป็นคำถามถึงวิธีคิดว่า เป็นความผิดพลาดทางวิธีคิดเกี่ยวกับการพัฒนา และต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่วิธีคิดใหม่ให้ได้
 
วิธีคิดเกี่ยวกับการพัฒนาที่เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ คือ การให้ความสำคัญต่อความหลากหลาย หมายถึงว่า การพัฒนาควรมีเส้นทางที่หลากหลายไปพร้อมๆ กันได้  ไม่ใช่มีเส้นทางเดียวแบบที่ผ่านมา
 
ที่จริงความคิดทำนองนี้มีคนไทยคิดมานานแล้ว แต่กลับถูกละเลย เพราะมัวไปยึดมั่นกับเส้นทางการพัฒนาแบบเส้นทางเดียว
 
คนไทยที่ว่านี้ก็คือ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙
 
ขออัญเชิญพระราชดำรัสที่พระองค์พระราชทานไว้ตั้งแต่ปี 2517 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
 
“คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แปลว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้”
 
ในปีที่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสนี้ เป็นช่วงที่ประเทศเรากำลังเดินหน้าพัฒนาประเทศให้เป็นแบบตะวันตกอย่างเต็มตัว จะมองไปทางไหน มองเรื่องอะไรก็เห็นได้ชัดเจน
 
แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า พระองค์จะทรงปฏิเสธเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่พระองค์ทรงเตือนว่า ต้องคิดหลายทางไปพร้อมกัน
 
หากพิจารณาพระราชดำรัสอีกบทหนึ่ง จะเห็นถึงความห่วงใยของพระองค์ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน คือ อย่าไปทางเดียว แต่ต้องไปได้หลายทาง


“....การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง...
 
...ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็มาบอกว่าล้าสมัย จริงอาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องการมีเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่าเป็นเศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าผลิตให้พอเพียงได้...
 
...ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไปทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แต่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้...” (พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลา      ดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต วันที่ 4 ธันวาคม 2540)   
 
เป็นที่น่าเสียดายว่า นายกรัฐมนตรีไม่เข้าใจเรื่องนี้ กลับแนวแน่ที่จะเดินซ้ำรอยไปบนความผิดพลาด คือผลักดันประเทศให้พัฒนาไปทางเดียวเหมือนเดิม แม้จะมีคำโก้ๆ มาพูดให้ดูใหม่ เช่น ไทยแลนด์ 4.0 แต่ในความเป็นจริงก็คือ ยังมุ่งพัฒนาประเทศไปตามประเทศโลกที่ 1 ที่ยังใช้ความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายการพัฒนา และยังคงการอธิบายผลสำเร็จด้วยภาพรวม ดังที่การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลว่า อีก 20 ปีคนไทยจะมีรายได้เฉลี่ยเท่ากับประเทศโลกที่ 1
 
เพื่อบรรลุผลดังกล่าว รัฐบาลก็ยังคงใช้วิธีการแบบเดิมๆ คือ เน้นการลงทุนจากต่างประเทศ โดยพยายามสร้างแรงจูงใจทุกอย่าง เราจึงได้เห็นนโยบายต่างๆ มากมาย ซึ่งล้วนแต่อวยประโยชน์ให้กลุ่มทุน เพราะหากไม่มีกลุ่มทุนสนใจ รัฐบาลนี้คงคิดต่อไปไม่ได้ว่าจะพัฒนาประเทศอย่างไร
 
ที่ภาคใต้มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนขณะนี้คือ การผลักดันเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่และที่เทพา โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของคนในพื้นที่
 
การอ้างเรื่องภาคใต้จะไม่มีไฟฟ้าใช้ กลายเป็นเหตุผลที่ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงภาคใต้ยังมีไฟฟ้าสำรองใช้ได้อีกนานเท่านั้น แต่ที่ชาวบ้านค้านไม่ใช่ค้านเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้า แต่ค้านเรื่องการใช้ถ่านหิน และนี่คือการเปลี่ยนความคิดที่ก้าวผ่านการใช้พลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะถ่านหินที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง ไปสู่พลังงานทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คน
 
ชาวบ้านเขามองเห็นความหลากหลาย และก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมไปได้ รัฐบาลต่างหากที่ยังคิดแต่ทางเดิม คือสร้างไฟฟ้าราคาถูกไว้ล่อใจนายทุนให้เข้ามาลงทุน และเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของนายทุนที่ลงทุนทำเหมืองถ่านหินและค้าขายถ่านหิน โดยเชื่อว่าการเติบโตของการลงทุนจะทำให้สังคมพัฒนาไปสู่ประเทศโลกที่ 1 ได้
 
ที่สำคัญรัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพของท้องถิ่น ที่สามารถสร้างทางเลือกการพัฒนาไปในทางอื่นได้
 
กระบี่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร จนยากที่พื้นที่อื่นจะเทียมได้ โดยเฉพาะทรัพยากรที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ข้อยืนยันก็คือ กระบี่ซึ่งได้รับฉายว่า “มรกตแห่งอันดามัน” มีรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ในอันดับ 5 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต และเชียงใหม่ ทั้งที่ไม่ต้องมีบานานาโบ๊ต เจ็ตสกีชายหาด และร่มหรือเตียงผ้าใบตามชายหาด
 
ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ทั้งทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และทรัพยากรบนบก ก็ช่วยให้คนประชาชนจำนวนมากสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และผลผลิตของเกษตรกรจำนวนมากก็สามารถเชื่อมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมในท้องถิ่นได้ เช่น ปาล์ม
 
รัฐบาลไม่ได้สนใจเลยว่าชาวกระบี่กำลังร่วมกันขับเคลื่อนกระบี่ไปในทางสร้างสรรค์ ยั่งยืนและเป็นธรรม เช่น การขับเคลื่อนเรื่อง “Krabi go green” ที่มีเป้าหมายให้กระบี่กลายเป็นจังหวัดสีเขียว ที่มุ่งไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน โดยทำให้การท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ เป็นกิจกรรมที่ไม่ทำลายธรรมชาติ และการใช้พลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ชาวกระบี่ตั้งเป้าว่า อีกไม่นานกระบี่ทั้งจังหวัดจะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และก๊าซชีวภาพจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
 
เทพาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร ตั้งแต่ในทะเลจนขึ้นมาบนบก มีสินค้าเฉพาะถิ่นที่คนต่างบ้านต่างเมืองรู้จักกันมานาน ในด้านวัฒนธรรมนั้นเทพาเป็นเมืองโบราณมาแต่อดีตอันยาวไกล มีหลักฐานย้อนไปถึงสมัยสุโขทัย และที่สำคัญคือ เมืองเทพาเป็นเมืองที่เติบโตมาด้วยการร่วมกันสร้างสรรค์ของคน 3 กลุ่มคือ คนไทยท้องถิ่น ชาวมุสลิมและชาวจีน ในปัจจุบันเทพาก็เป็นเมืองที่แสดงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคน 3 กลุ่มนี้
 
ที่ผ่านมาคนเทพาไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้แก่รัฐ ไม่เคยเรียกร้องให้รัฐต้องมาทำอะไรให้ พวกเขาสามารถต่อสู้และสร้างสรรค์ท้องถิ่นมาได้อย่างต่อเนื่อง
 
รัฐบาลควรสนับสนุนให้คนใน 2 พื้นที่นี้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ ในการนำบ้านเกิดเมืองนอนของตนก้าวไปข้างหน้า แล้วตั้งเป้าหมายไว้เลยว่า 2 พื้นที่นี้จะเป็นตัวอย่างของการพัฒนาแบบหลากหลาย
 
ไม่ใช่บังคับให้พวกเขาต้องรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน
 
จะหวังให้รัฐบาลนี้เข้าใจโลกยุคเปลี่ยนผ่าน และเคารพผู้คนในพื้นที่ คงเป็นเรื่องยาก แต่จะขออัญเชิญพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ตอนหนึ่งมาให้รัฐบาลพิจารณา แล้วคงจะได้เห็นกันว่า พระราชดำรัสของพระองค์ที่พระราชทานไว้ด้วยความห่วงใยประเทศชาตินั้น รัฐบาลนี้จะสนใจฟังหรือไม่
 
“ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญ เราต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้เปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่การระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว” (พระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2529)
 
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...