xs
xsm
sm
md
lg

บทสรุป ครม.สัญจรใต้! “พญาตู่” สะดุดขาตัวเองคว่ำไม่เป็นท่า - “หญ้าแพรก” ยังแหลกลาญ - ไม่มีสาระ “ดับไฟใต้” - ประโยชน์ได้ “บีอาร์เอ็นฯ” ไปเต็มๆ / ไชยยงค์ มณีพิลึก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


 
คอลัมน์  :  จุดคบไฟใต้
โดย...ไชยยงค์  มณีพิลึก
----------------------------------------------------------------------------------------
 
ปรากฏการณ์ “ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ซึ่งนำคณะ ครม.มาประชุมในภาคใต้ในพื้นที่ จ.ปัตตานี และ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย.ที่ผ่านมา ควรจะเป็นการประชุมที่มี “คุณูประการ” ต่อคนใต้และต่อภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง
 
หากไม่มีเรื่องการ “วิวาทะ” ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ “ตัวแทนชาวประมง” เกิดขึ้นที่ จ.ปัตตานี และต่อด้วยการ “จับกุม” กลุ่มคนผู้เห็นต่างกับ “โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา”
 
แต่สุดท้ายเรื่องการประชุม ครม.สัญจรที่เกิดขึ้นใน จ.สงขลา และการไปติดตามโครงการสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เนื้อหาเป็นอย่างไรนั้น ประชาชนเกือบจะไม่มีโอกาส “รับรู้” เนื่องจากพื้นที่ในสื่อทุกแขนง โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียต่างร้อนระอุด้วยเนื้อหาของ “ข่าวเชิงลบ
 
อันเกิดจากคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของนายกรัฐมนตรีต่อผู้ประกอบการประมง และต่อเนื่องด้วยการแย่งซีนจากกลุ่มผู้เห็นต่างที่เดินทางจาก อ.เทพา จ.สงขลา มายังบริเวณที่ประชุม ครม.สัญจร เพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีแสดงความไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา
 
กรณีฝ่ายความมั่นคงที่ต้องการ “เอาใจนาย” โดยใช้กฎหมายเข้าจัดการ จนกลายเป็นว่าพื้นที่ในการนำเสนอข่าวของสื่อทุกสื่อมีแต่ข่าวการจับกุมกลุ่มผู้เห็นต่าง จนการประชุม ครม.สัญจรที่เกิดขึ้นมีแต่ “ข่าวลบ” และ “ข่าวร้าย” โดยเฉพาะการที่ปากกา ดินสอและคีบอร์ดต่างพุ่งเป้าใส่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งในเรื่อง “ความเหมาะสม” การใช้อำนาจ และการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชน “เข้าไม่ถึง” และเห็นว่า “ไม่ให้ความสำคัญกับประชาชน” ผู้ที่ได้รับเดือดร้อน ปรากฏการณ์นี้น่าจับตายิ่งนัก
 
เพราะก่อนหน้าที่ ครม.สัญจรจะเดินทางมาประชุมที่ จ.สงขลานั้น ชาวสวนยางภาคใต้และประมงใน จ.ปัตตานีมีการเคลื่อนไหวมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยต้องการขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้แก้ปัญหาราคายางที่ตกต่ำ แก้กฎหมายประมงที่เข้มงวดจนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบอาชีพ รวมทั้งกลุ่มต่อต้านโรงไฟฟ้าเทพาก็แสดงเจตนาที่ชัดเจนเช่นกัน ในการขอพบนายกรัฐมนตรี
 
หากรับผิดชอบในการจัดประชุม ครม.สัญจรมีความเข้าใจในเรื่อง “มวลชน” และเรื่อง “สังคมจิตวิทยา” อยู่บ้างก็ควรมีวิธีการรับมือและช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้ เรื่องราวที่เป็นภาพ “ติดลบ” ต่อนายกรัฐมนตรีก็จะไม่เกิดขึ้น
 
โดยเฉพาะการขับเคลื่อนของกลุ่มผู้ที่ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้น ต้องเข้าใจว่าเขาต้องการโอกาสที่นายกรัฐมนตรีมาประชุม ครม.สัญจรในการทำกิจกรรมแสดงความไม่เห็นด้วย เพื่อผลการสร้างความสั่นสะเทือนถึงการรับรู้ของประชาชนวงกว้างให้เกิดขึ้น จึงต้องมี “กลยุทธ์” ต่างๆ ในการสร้างข่าวแย่งซีน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเอ็นจีโอที่หน่วยงานความมั่นคงต้องเข้าใจ และต้องมี “ยุทธวิธี” ในการรับมือกับ “กลยุทธ” นี้ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ระดับสั่งการเข้าใจตรงนี้ เหตุการณ์ก็อาจจะไม่บานปลาย
 
แต่ในการแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง กลับการเลือกที่จะ “กดดัน” ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งยิ่งเป็นการสร้างความรู้สึกที่ “คับแค้น” ให้เกิดขึ้นกับกลุ่มคนเห็นต่าง

และสุดท้ายหลังจากที่ใช้วิธีการ “บีบ” และ “กด” ไม่ได้ผล ความที่ไม่ต้องการให้ “กลุ่มคนธงเขียว” ไปปรากฏกายให้เกะกะสายตานายกรัฐมนตรี จึงใช้กฎหมายเข้า “สลายการชุมนุม” ด้วยการจับกุมส่งเข้าที่คุมขังแล้วแจ้งข้อกล่าวหา โดยยึดหลักนิติศาสตร์เป็นหลัก
 
ทั้งนี้อาจจะมี “ความสะใจ” และต้องการ “เอาใจนาย” เป็นที่ตั้ง แต่กลับลืมประเมินสถานการณ์หลังจากการ จับกุมว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา
 
การจัดการกับกลุ่มผู้ที่เดินเท้าเพื่อขอพบนายกฯ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงมีด้วยการใช้กฎหมายอย่างเต็มอัตรา ทั้งการแจ้งข้อหาหลายข้อหาเท่าที่ “จะหาได้” และการ “พันธนาการ” ด้วย “โซ่ตรวน” โดยมี “สื่อ” ทุกแขนงนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการ “เรียกแขก” จากทุกสารทิศ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ ให้เข้ามามีส่วนร่วมไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่เจ้าหน้าที่ใช้ดำเนินการ
 
ไม่เพียงเท่านั้นยังกดดันให้นายกรัฐมนตรียุติการ “เอาผิด” กลับกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมจำนวน 16 คน โดย “ปราศจากเงื่อนไข” ใดๆ ทั้งสิ้น


ไม่บ่อยนักที่ภาคประชาสังคม องค์กรนักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวต่างๆ จะออกมาอย่างอย่างพร้อมเพรียงกัน แม้กระทั้ง “คณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ” ของไทยและ “ยูเอ็นเอซซีอาร์” แห่งสหประชาชาติต่างก็ไม่นิ่งดูดายกับเรื่องที่เกิดขึ้น ที่สำคัญ “กลุ่มมาราปาตานี” ก็ฉกฉวยโอกาสแสดงเจตนาในการยืนเคียงข้างประชาชนที่ถูกดำเนินคดีในครั้งนี้
 
นี่คือปรากฏการณ์ของการ “เรียกแขก” ครั้งใหญ่ที่ตามมากับเวที ครม.สัญจรภาคใต้ในครั้งนี้
 
สาเหตุที่รัฐบาล คสช.ต้องจัดการกับกลุ่มคนคัดค้านโครงการโรงฟ้าถ่านหิน เนื่องจากมีความเชื่อเป็นทุนอยู่แล้วว่า คนเหล่านี้มี “เจตนาไม่บริสุทธิ์” เป็นกลุ่มคนที่ “ถูกสนตะพาย” จากเอ็นจีโอ ต้องการ “ก่อกวน” ไม่ใช่เป็นการเคลื่อนไหวด้วย “สำนึกรักบ้านเกิด”
 
ที่สำคัญภาครัฐมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช้คนที่ “อุดมปัญญา”
 
ดังนั้นเมื่อหลักคิดเป็นอย่างนี้ สายตาที่มองก็ต้องเห็นว่าเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” เป็น “ศัตรู” วิธีคิดและวิธีการในการจัดการจึงต้องเป็นไปอย่างที่เห็น เพราะหลักการจัดการกับคนที่เชื่อว่าถูกสนตะพาย กับหลักการที่ใช้จัดการกับกลุ่มปัญญาชน ย่อมไม่เหมือนกัน จึงไม่แปลกที่ผลลัทธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นอย่างที่เป็น


ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงเอ็นจีโอมีกาวางกับดักด้วยกลยุทธ์ที่เหนือกว่า และรอให้เจ้าหน้าที่เดินเข้าสู่กับดัก ซึ่ง กว่าที่เจ้าหน้าที่จะรู้ตัวก็เดินเข้าไปในวังวนของกับดักเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนเอ็นจีโอไปแล้ว
 
ดังนั้นจึงอย่าได้สงสัยเลยว่า 13 ปีที่สู้รบกับ “บีอาร์เอ็นฯ” เจ้าหน้าที่รัฐจึงมีแต่ “เพลี่ยงพล้ำ” มากกว่าจะได้คว้า “ชัยชนะ” นั่นเอง
 
จึงน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่การเดินทางมาประชุม ครม.สัญจรภาคใต้ของรัฐบาลในครั้งนี้ นอกจากคนในพื้นที่ไม่รู้สึกถึงประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการพัฒนาทั้งในกลุ่ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และในกลุ่มภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และกลุ่มภาคใต้ฝั่งอันดามันแล้ว ยังกลายเป็นว่าผลจากการสัญจรมาภาคใต้ของ ครม. ยังถูกนำไป “ขยายความ” ให้เห็นและนำไปสู่ปัญหาต่างๆ อีกมากมาย
 
เพราะปัญหาของผู้ชุมนุมที่ถูกจับไม่ได้หยุดอยู่ที่การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องเดินหน้าต่อไปในการจับกุมผู้ทำผิดที่ยังจับไม่ได้ ในขณะที่เอ็นจีโอที่เป็นผู้นำก็ต้องทำทุกวิธีในการขับเคลื่อนงาน ทั้งด้านกฎหมายและมวลชน โดยมีภาคประชาสังคมทั่วประเทศสนับสนุน
 
นี่คือความ “ร้าวลึก” ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และที่สำคัญหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มๆ คือ “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)” ที่ทำให้เรื่องที่ต้องทำยากอยู่แล้ว กลับยิ่งเป็นงานหินมากขึ้นกว่าเดิม


โดยข้อเท็จจริงภาคใต้ควรจะเป็นภาคที่ประชาชนให้การต้อนรับและชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์มากว่าภาคอื่นๆ เพราะในการเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากมวลมหาประชาชนจากภาคใต้เป็นด้านหลัก


แต่สุดท้ายการประชุม ครม.สัญจรที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายของ ครม.ประยุทธ์ 4 กลับสร้าง “ความบอบช้ำ” ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ และสร้างเงื่อนไขเพิ่มในพื้นที่ในหลายกรณี แม้แต่เรื่องการประกาศต่ออายุ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา กับ 1 อำเภอของ จ.ปัตตานี ก็ถูก “สื่อ” นำไปขยายความว่า เป็นการประกาศใช้กฎหมายเพื่อ “กดหัวมวลชน” ที่ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา


และแม้กระทั่งในเรื่องการเปลี่ยนตัว “หัวหน้าคณะ ครม.ส่วนหน้า” จาก พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร มาเป็น พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงค์ ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็น “นโยบายสมบัติผลัดกันชม” เฉกเช่นเดียวกับวิธีการของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ซึ่งถูกรัฐบาล คสช.ชุดนี้เองที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ “แสวงหาประโยชน์เข้าพกเข้าห่อ”
 
ทั้งหมดทั้งปวงคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับการเดินทางมาของ ครม.สัญจรภาคใต้ ซึ่งในที่สุดแล้วปัญหาที่ชาวบ้านต้องการเห็นคือ การแก้ปัญหาเรื่องราคายางพาราตกต่ำ เรื่องปากท้อง เรื่องความยากจน ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ประชาชนต้องการรู้ ต้องการเห็น แต่กลับไม่ได้เห็น
 
เนื่องจากในความรู้สึกของประชาชนที่เป็น “ชาวบ้าน” ย่อมไม่เข้าใจในภาพการพัฒนาเศรษฐกิจ เรื่อง สามเหลี่ยมเศรษฐกิจมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน หรือเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลนำมาเป็นผลงานในการ แก้ปัญหา เศรษฐกิจของภาคใต้


บทสรุปจากปรากฏการณ์ “ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง” ในครั้งนี้จึงคือ “การสะดุดขาตนเอง” จนล้มคว่ำไม่เป็นท่า
 
โดยที่ “รากหญ้า” หรือ “หญ้าแพรก” คือผู้ที่แหลกลาญ

ในขณะ กฟผ.เหมือนโดนเตะก้านคอ

แต่คนที่ได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ คือ กลุ่มผู้ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ส่วนคนที่นั่งยิ้มและได้กำไรกว่าผู้อื่นใดคือ “ดูนเลาะ แวมะนอ” ผู้นำบีอาร์เอ็นฯ


เนื่องเพราะ ครม.สัญจรภาคใต้ครั้งนี้ นอกจาก “ไม่มีสาระ” ของการ “ดับไฟใต้” แล้ว ยังเป็นการเพิ่ม “มวลชน” ให้กับขบวนการโดยที่ไม่ต้องลงทุน
 
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...