xs
xsm
sm
md
lg

“ท่านผู้นำ” โปรดอย่าฉวยความผิดพลาดโจรใต้ไปสร้างความดีความชอบเกินงาม?! / ไชยยงค์ มณีพิลึก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

แฟ้มภาพ
 
คอลัมน์  :  จุดคบไฟใต้
โดย...ไชยยงค์  มณีพิลึก
--------------------------------------------------------------------------------
 
ถ้า “อาร์เคเคชุดที่ปฏิบัติการปล้นรถยนต์จาก เต็นท์รถวังโต้ คาร์เซ็นเตอร์ ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา สามารถ “ยิงทิ้ง เจ้าของเต็นท์รถ และลูกจ้างรวม 4 ชีวิตได้สำเร็จตามแผนการ เชื่อว่าเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา เสียงกัมปนาทจาก “คาร์บอมบ์” รวม 7 คัน จะต้องดังสนั่นเมืองในพื้นที่ของทั้ง จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา อย่างไม่ต้องสงสัย
 
แต่เป็นเพราะพระสยามเทวาธิราชมีจริง จึงทำให้ “แผนการยิงทิ้งล้มเหลว” ทำให้เจ้าของเต็นท์รถ และลูกจ้างวิ่งหนีตายไปได้ 2 คน แล้วได้ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ จึงทำให้มีเวลาในการ “ติดตามไล่ล่า” จนอาร์เคเคทั้งหมดต้อง “ทิ้งรถ” และ “ระเบิดรถทิ้ง” เพื่อหนีเอาชีวิตรอด แถมยังต้องสูญเสียไป 1 ชีวิต จากการต่อสู่กับเจ้าหน้าที่บริเวณจุดตรวจบ้านเกาะหม้อแกง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
 
ครับผู้เขียนกำลังเขียนกล่าวถึงเหตุการณ์ก่อการรายครั้งใหญ่ และยังต้องถือเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ของการเกิดเหตุความรุนแรงละลอกใหม่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือ การที่ “อาร์เคเค” หรือ “โจรใต้หรือ “แนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็นฯ” นำกำลังที่แต่งกายเลียนแบบทหารเข้า “ปล้นเต็นท์รถยนต์มือสอง” ที่บ้านวังโต้ ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา แล้วนำรถยนต์ที่ปล้นไปได้ถึง 6 คัน พร้อมจับตัวเจ้าของเต็นท์รถ และลูกจ้างไปเป็นตัวประกันรวม 4 คน ก่อนที่จะไปยิงทิ้งในพื้นที่  ต.ห้วยปริง อ.เทพา จ.สงขลา
 
แม้ว่าแผนการก่อวินาศกรรมใหญ่ครั้งนี้จะไม่สำเร็จ แต่ก็ถือว่าเป็น “แผนการใหม่” และเป็นการ “คิดใหญ่” ของอาร์เคเคที่ไม่เคยมีมาก่อน
 
แม้ว่าในครั้งนี้การสูญเสียของเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนจะเกิดขึ้นไม่มากนัก กล่าวคือ ลูกจ้างเจ้าของเต็นท์รถเสียชีวิตไป 1 ราย รถยนต์ถูกประกอบเป็นคาร์บอมบ์ และระเบิดไป 2 คัน บ้านพักตำรวจ สภ.มายอ จ.ปัตตานี ถูกคาร์บอมบ์เสียหายไปหลายหลัง พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บเล็กน้อย 4-5 นาย ส่วนอาร์เคเคเสียชีวิตไป 1 ราย
 
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต้องถือว่าเป็น “ความเสียหายอย่างมหันต์” ของฝ่ายความมั่นคง และต้องมีการ “วิเคราะห์” ถึงปฏิบัติการครั้งนี้ของอาร์เคเคอย่างละเอียด เพื่อจะได้หาทาง “ป้องกัน” ไม่ให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีกในภายภาคหน้า
 
เพราะอย่างที่จั่วหัวไว้ก่อนหน้านี้ คือ ถ้าอาร์เคเคชุดนี้สามารถ “ยิงทิ้งเจ้าของเต็นท์รถและลูกจ้าง” ทั้ง 4 ตามแผนการที่วางไว้ได้สำเร็จ กว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะรู้ว่ามีเหตุปล้นรถยนต์ และฆ่าคนตายเกิดขึ้นคงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง และ “รถยนต์ทั้ง 7 คัน” ก็คงจะประกอบเป็นคาร์บอมบ์นำไป “ระเบิดเป้าหมาย” ทั้งที่เมืองยะลา และเมืองปัตตานีได้สำเร็จ ซึ่งคงจะดูไม่จืดอีกครั้งอย่างแน่นอน
 
ดังนั้น “ความสำเร็จ” ในการป้องกันเหตุครั้งนี้จึงไม่ใช่ “เจ้าหน้าที่เก่ง” แต่เป็นเพราะ “โจรทำงานพลาด” ต่างหากที่ทำให้รอดพ้นจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ไปได้
 
แต่ก็ต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังรับแจ้งเหตุได้ใช้วิธีการทั้งในด้าน “เทคนิค ในการค้นหารถยนต์ที่ถูกปล้น รวมทั้งการติดตาม ไล่ล่า สกัดเส้นทางหลบหนีของอาร์เคเค จนทำให้ “โจรจนมุม รถยนต์จำนวนหนึ่งไม่สามารถนำรถไปประกอบคาร์บอมบ์ได้สำเร็จ แถมที่ประกอบเป็นคาร์บอมบ์แล้วยังถูกบีบให้ระเบิดรถทิ้ง และทิ้งรถที่ปล้นมาทั้งหมด แม้ว่าจะยังติดตามจับกุมกลุ่มโจรใต้เหล่านี้ไม่ได้ แต่ก็สามารถลดความสูญเสียไม่ให้เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
 
ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปล้นรถยนต์แบบแทบจะยกเต็นท์ในครั้งนี้ ถ้ายังจำกันได้ก็จะเห็นว่า “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ได้มีการ “แจ้งเตือน” กองกำลังในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ให้ระวังและป้องกันการก่อเหตุตั้งแต่วันที่ 1-15 ส.ค. เพราะมีงานการข่าวยืนยันว่า พบแผนการก่อเหตุของแนวร่วม หรือโจรใต้ที่จะปฏิบัติการในพื้นที่
 
อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่มีการแจ้งเตือนโจรใต้กลับ “นิ่งเงียบอย่างผิดปกติ” แต่กลับฉวยโอกาสปฏิบัติการในวันที่ 16 ส.ค.ในทันที ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังวันที่มีการระบุไว้ในการแจ้งเตือน อาจเป็นเพราะโจรใต้เชื่อว่าหลังจากวันที่ 15 ส.ค.แล้ว การป้องกันของเจ้าหน้าที่คงจะ “ผ่อนคลายความเข้มงวด” ในเรื่องของจุดตรวจ จุดสกัด และการลาดตระเวน
 
ส่วนที่โจรใต้เลือกเอาเต็นท์รถมือสองในพื้นที่ อ.นาทวี เป็นเป้าหมายในการปล้น น่าจะเป็นเพราะในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา นั้น อ.นาทวีถือเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุความรุนแรง “น้อยที่สุด” และเจ้าหน้าที่เองก็เชื่อมั่นว่าเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” จากการปฏิบัติการของขบวนการบีอาร์เอ็น ดังนั้น การป้องกันจุดตรวจ จุดสกัด และการลาดตระเวนในพื้นที่จึงไม่น่าจะเข้มแข็งเหมือกับในพื้นที่อื่นๆ
 
ก่อนหน้าที่จะปฏิบัติการปล้นเต็นท์รถมือสองในครั้งนี้ โจรใต้ได้ส่งคนเข้าทำทีเป็นลูกค้าขอซื้อรถยนต์ในเต็นท์รถแห่งนี้หลายครั้ง จนสามารถ “จำลองพื้นที่” และมีการ “ตรวจสอบเส้นทาง” อีกทั้งมีการ “กำหนดจุดสังหาร” เจ้าของเต็นท์ และลูกจ้าง รวมทั้ง “จุดรับของซึ่งก็คือ “ถังแก๊ส” และ “น้ำมันเบนซิน” ที่ใช้ในการประกอบเป็นคาร์บอมบ์ในแต่ละจุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 
อันจะเป็นได้ชัดเจนว่า รถยนต์คันที่ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าไปจนมุมที่ใกล้กับจุดตรวจบ้านเกาะหม้อแกง ช่วงเวลาเพียงไม่นานกลับมีทั้ง “ถังแก๊สที่ถูกทำเป็นระเบิด” ไว้แล้ว แถมมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม และ “แกลลอนน้ำมันเบนซิน” อีกจำนวนหนึ่ง หรือแม้แต่รถยนต์อีกคันที่โจรใต้ระเบิดทิ้งในจุดใกล้กับสะพานบ้านยาบี อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ก็ถูกประกอบเป็นคาร์บอมบ์หลังปล้นไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
 
จุดอ่อนของปฏิบัติการครั้งนี้ของอาร์เคเค หรือโจรใต้จึงสามารถสรุปได้ว่า เกิดจากที่กำลังคนที่ไปปล้นรถยนต์จากเต็นท์รถมือสอง “มีจำนวนน้อยเกินไป” เมื่อปล้นรถยนต์ไปได้ถึง 6 คัน จึงต้องกระจายกำลังกันไปขับรถยนต์ที่ปล้นไปยังจุดนัดหมาย แต่รถที่ปล้นมาได้อีกคันกลับ “น้ำมันหมด” จึงต้องทิ้งรถไป และจำนวนคนที่น้อยนี่เอง จึงทำให้การ “ควบคุมตัวเหยื่อหละหลวม” จึงเปิดโอกาสให้เจ้าของเต็นท์รถ และลูกจ้างกระโดดวิ่งหนีไปได้สำเร็จ
 
นอกจากนี้ ยังมีอีกจุดอ่อน คือ อาร์เคเคชุดนี้เป็นกลุ่ม “คนหน้าขาว” กล่าวคือ เป็น “แนวร่วมรุ่นใหม่” ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาทดแทนแนวร่วมรุ่นเก่าที่เจ้าหน้าที่มีประวัติ และมีหมายจับอยู่แล้ว ซึ่งคำว่า “หน้าขาว” หมายถึงคนเหล่านี้ยังต้องถือเป็น “มือใหม่” ที่ยังแทบไม่เคยก่อเหตุมาก่อน เจ้าหน้าที่จึงยังไม่รู้จัก และยังไม่มีประวัติในแฟ้มของหน่วยงานความมั่นคง
 
แม้พวกคนหน้าขาวจะมี “ใจเกินร้อย” หรือ “หัวใจใหญ่กว่าตับ” แต่ประสบการณ์ในการก่อการร้ายยังมีไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดความผิดพลาดดั่งที่ปรากฏ จนกลายเป็น “ผลดี” และสร้างปรากฏการณ์ความ “ได้หน้า” ต่อฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั่นเอง
 
อย่างไรก็ดี นับเป็นโชคช่วยที่เจ้าหน้าที่รัฐจะสามารถที่จะ “ต่อยอด” การสืบสวนสอบสวนจากปฏิบัติการครั้งนี้ไปได้ด้วย เพื่อเข้าไปให้ถึงกลุ่มหน้าขาวเหล่านี้ให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ “รู้เขา รู้เรา เพื่อใช้ในการ “รุกรบ กับขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ต่อไป
 
สำหรับเรื่องของ “ขบวนการบีอาร์เอ็นโคออดิเน็ต” วันนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่ “ความลับอีกต่อไปแล้ว เพราะล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ออกมาพูดชัดเจนว่า ปฏิบัติการที่ชายแดนใต้ครั้งนี้เป็นฝีมือของบีอาร์เอ็นฯ ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนหน้านี้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท ผบ.ทบ. ก็เคยท้ารบกับ “ดูลเลาะ แวมะนอ” ผู้นำบีอาร์เอ็นฯ มาแล้วเมื่อครั้งที่มีเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่ห้างบิ๊กซี จ.ปัตตานี
 
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็นอกจาก “ผู้นำในพื้นที่” เท่านั้นที่พยายามปฏิเสธว่า การก่อการร้ายที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่ฝีมือบีอาร์เอ็นฯ” และพยายามอย่างยิ่งที่จะบอกต่อสาธารณชน ว่า “บีอาร์เอ็นฯ ไม่มีอยู่แล้ว” ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเรื่องแค่อยากจะลับลวงพราง
 
ถึงวันนี้ผู้นำหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ควรต้องบอกต่อประชาชนได้แล้วว่า “บีอาร์เอ็นฯ มีอยู่จริง” พร้อมกับต้องยอมรับด้วยว่า “อาร์เคเค” และ “ฮารีเมา” คือกองกำลังรบของบีอาร์เอ็นฯ
 
ไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องบอกประชาชนด้วยว่า บีอร์เอ็นฯ มีการวางกำลัง “ฝ่ายการเมือง” ไว้ตำบลละ 6 คน มีหน้าที่ 6 ประการเพื่อการก่อการร้าย และแบ่งแยกดินแดน “โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม” และ “ปอเนาะ” จำนวนหนึ่งยังเป็นที่ “บ่มเพาะ” คนเข้าสู่ขบวนการ
 
เรื่องราวอย่างนี้มีแต่ต้องบอกให้สังคมไทย และคนทั้งโลกรับรู้ถึง “แผนการแบ่งแยกดินแดน” ของบีอาร์เอ็นฯ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการที่จะ “ทำลายล้างศัตรูของแผ่นดิน” ให้ย่อยยับโดยที่ไม่ถูกประชาชนคนไทยด้วยกัน รวมถึงชาวโลกลุกขึ้นต่อต้าน
 
ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้อง “ปกปิด ความชั่วร้ายของบีอาร์เอ็นฯ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไป “ยกย่อง” อาร์เคเค และแน่นอนว่า อาร์เคเคที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญเสียชีวิตไป 1 ศพ เขาไม่ใช้แค่ “ผู้หลงผิด ที่ไม่ได้ถูกบังคับให้เข้าสู่ร่มชายคาของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ
 
เพราะอาร์เคเคคนนี้เรียนจบ “ศาสนาชั้น 12” ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในพื้นที่ จึงต้องถือเป็น “ผู้ที่มีจิตวิญญาณ” โดยอาจจะมีความคับแค้นใจจากการที่ญาติๆ ซึ่งทำ “ธุรกิจมือถือ ถูกฝ่ายความมั่นคงนำตัวไป “สอบสวนและ “ซักถามหลายต่อหลายครั้ง แถมยังมี “แนวคิดฝั่งแน่น” ว่าหลายต่อหลายเหตุการณ์ในพื้นที่มีสาเหตุมาจาก “ความอยุติธรรม ทั้งหมดจึงผลักดันให้เดินเข้าสู่ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ อย่างเต็มตัวนั่นเอง
 
บุคคลเช่นนี้จึงคือคนที่ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ “ต้องการ” เพราะเรียนจบศาสนาชั้นสูง เป็นคนดีในสายตาของคนในพื้นที่ มีอาชีพในการเป็นพ่อค้าปลา เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน เคร่งครัดในเรื่องของศาสนา ซึ่งถ้าไม่ “เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ” แบบ “คาหนังคาเขา ชาวบ้านร้านตลาดอาจจะไม่เชื่อ หรือถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไปจับกุมตัวก็อาจจะถูกกล่าวหาว่า “จับแพะ” จนกลายเป็น “เงื่อนไข” ทางมวลชนไปในที่สุด
 
ดังนั้น เหตุการณ์เหล่านี้จึงคือเรื่องที่หน่วยงานความมั่นคงต้อง “นำมาตีแผ่ ให้สังคมได้รับรู้ เพราะการให้สังคมรับรู้ข้อเท็จจริง อันจะทำให้ได้รับ “การสนับสนุนจากประชาชน” ทั้งในด้าน “การเมืองและ “การทหาร โดยเฉพาะเวลาต้อง “วิสามัญโจรใต้” ก็จะได้ไม่มีแรงต้าน หรือเวลาจับกุมคนที่เปลือกนอกเป็นคนดี เป็นนักการศาสนาก็จะได้ไม่มีแรงต้านจากภาคประชาสังคม
 
ขอเน้นย้ำว่า ณ ที่นี้เราไม่ได้ต้องการบอกว่า การ “ดับไฟใต้ต้องใช้ “ความรุนแรง” แต่บนสภาพของสังคม รวมถึงของข้อเท็จจริงของแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ เวลานี้ “ถุงมือกำมะหยี่” เพียงอย่างเดียวยังใช้กับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ โดยเฉพาะกับในคนบางกลุ่ม หรือบางจังหวะ “กำปั้นเหล็ก จึงยังจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ เพื่อทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย
 
และสุดท้ายนี้ถือว่าเป็นข้อเสนอต่อ “คณะทำงานพูดคุยสันติสุขที่จะต้องร่วมโต๊ะกับ “กลุ่มมาราปาตานีกล่าวคือ อยากขอให้เปลี่ยนพื้นที่ “เซฟตี้โซน จากการนำเอาพื้นที่ 3 จังหวัดไปเป็น 4 อำเภอของ จ.สงขลาแทน ทั้งนี้ ก็จะได้เพื่อทำให้พื้นที่ จ.สงขลา เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ทั้งจังหวัด เพราะน่าจะเป็น “ผลดี” กว่าการไปกำหนดพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดใน 3 จังหวัดดังที่แล้วมา
 
เนื่องเพราะพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา อันได้แก่ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย เป็นพื้นที่ที่มีการก่อเหตุน้อยที่สุด แถมงานด้านการเมือง และการทหารของบีอาร์เอ็นฯ ก็ไม่เข้มข้นเหมือนกับพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส
 
ทว่า ที่สำคัญที่สุดเป็นจะเป็น จ.สงขลา เป็น “ศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว” ของภาคใต้ ซึ่งน่าจะสามารถประกาศให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” หรือ “เซฟตี้โซน” ได้ทั้งจังหวัด อันน่าจะมีแต่เป็นผลดีอย่างยิ่งเท่านั้น
 
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...