xs
xsm
sm
md
lg

นิสิต รั้วมหาวิทยาลัย กับเส้นทางเกษตรกร “เลี้ยงตะพาบน้ำ” สร้างรายได้ยั่งยืน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




ช่วงนี้ อาจจะได้ยินข่าวความกังวลของภาครัฐ จากสถานการณ์การว่างงานของนิสิต นักศึกษา ที่เพิ่งจบจากรั้วมหาวิทยาลัย วันนี้ มีตัวอย่างของ น้องอดีตนักศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ประสบความสำเร็จจากกิจการส่วนตัว นั่น คือ การเลี้ยงตะพาบน้ำ จับเงินแสน เงินล้านพร้อมอาชีพที่ยั่งยืน


นางสาวณธิดา นิ่มสาย
2 นิสิตรั้ว ม.หอการค้าฯ เมื่อต้องมาสานต่ออาชีพเกษตรกรรม


นางสาวณธิดา นิ่มสาย และ นายทวีพงษ์ กุลวัฒนวิภาต ทั้งคู่เรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หลังจากเรียนจบทั้งสองคน ได้มาสานต่อกิจการของครอบครัว คือ การเลี้ยงตะพาบน้ำในบ่อซีเมนต์ ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เดิมครอบครัว ของ “ทวีพงษ์” (เอก) ทำฟาร์มเลี้ยงหมู แต่ระยะหลังการเลี้ยงหมูต้องแข่งขันกับฟาร์มขนาดใหญ่ และเริ่มเลี้ยงยากมากขึ้น จึงได้เปลี่ยนฟาร์มหมู มาเลี้ยงตะพาบน้ำ เพราะเห็นว่าราคาสูง และผลตอบแทนค่อนข้างดี และเหตุผลที่เกษตรกรไม่นิยมเลี้ยง เพราะต้องใช้ทุนสูงและระยะเวลาในการเลี้ยงนานถึง 3 ปี

นางสาวณธิดา (จูน) เล่าว่า เธอและสามี ได้มารับช่วงต่อกิจการของครอบครัวในการเลี้ยงตะพาบน้ำ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัย เราทั้งสองไม่ได้มีโอกาสไปหางานทำ เพราะเลือกที่จะทำกิจการต่อจากครอบครัว พอทำมาได้ระยะหนึ่งเห็นว่า เป็นอาชีพอิสระวางแผนชีวิตตัวเราได้ และการทำเกษตรในยุคนี้ ไม่เหมือนในอดีต เพราะราคาสินค้าเกษตรทำให้เรามีรายได้ ที่อาจจะมากกว่าการทำงานประจำ เราทั้งสองคนจึงเลือกทำเกษตรอยู่กับบ้าน และการเลี้ยงตะพาบน้ำไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ

ทั้งนี้ เดิมครอบครัวไม่ได้เลี้ยงตะพาบน้ำอย่างเดียว แต่ยังเลี้ยงไก่ และเลี้ยงจระเข้ ซึ่งหลังจากเลิกทำฟาร์มหมู พ่อของเอกก็เอาฟาร์มหมูดัดแปลงเป็นบ่อเลี้ยงตะพาบน้ำและแบ่งพื้นที่บางส่วนเลี้ยงไก่ไข่ และขุดบ่อเพิ่มเพื่อเลี้ยงจระเข้ ภายในพื้นที่บริเวณบ้านไม่กี่ตารางวา แต่สุดท้ายพบว่า สิ่งที่ให้ผลตอบแทนดี และเลี้ยงง่ายที่สุด คือ การเลี้ยงตะพาบน้ำ


ผลตอบแทนการเลี้ยงตะพาบน้ำ

สำหรับรายได้จากการเลี้ยงตะพาบน้ำ ขึ้นอยู่กับจำนวนที่เลี้ยง ขนาดของตะพาบน้ำ ราคาตะพาบน้ำ มีราคาตั้งแต่ 320 บาท ไปจนถึง 400 บาท สำหรับตะพาบน้ำที่ผ่านเลี้ยงมา 2- 3 ปี และน้ำหนักตัวตั้งแต่ 1.5 กิโลกรัม ขึ้นไป แต่ตะพาบน้ำที่บ่อเลี้ยงของ จูน ตัวหนึ่งที่จับขายไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม ระยะเวลาการเลี้ยง 3 ปี

“ณธิดา” บอกว่า ปัจจุบันเธอและสามีเลี้ยงตะพาบน้ำ อยู่ที่ประมาณ 600 ตัว ในบ่อเลี้ยงจำนวน 3 บ่อ ซึ่งแต่ละปี มีรายได้ตั้งแต่ 3 แสนบาทไปจนถึง 5 แสนบาท ต้นทุนการเลี้ยงจะไปอยู่ที่การซื้อลูกพันธุ์ตะพาบน้ำ ราคาค่อนข้างสูง ลูกตะพาบน้ำที่ซื้อมาเลี้ยงจะมีอายุตั้งแต่ 2-3 เดือน ไม่ซื้อตะพาบน้ำเกิดใหม่มาเลี้ยงเพราะโอกาสตายมีสูง เลือกตัวที่แข็งแรง ราคาลูกตะพาบน้ำที่เราซื้อมาจึงราคาค่อนข้างสูง อยู่ที่ตัวละ 250 บาท แต่เราจะได้ลูกตะพาบน้ำที่แข็งแรง และโอกาสรอดมีสูงมาก ซึ่งบ่อของเราตะพาบน้ำที่ตายระหว่างการเลี้ยงแทบจะไม่มีเลย

เมื่อคำนวณ จากการบอกเล่าของ เจ้าของบ่อเลี้ยงตะพาบน้ำ ซึ่งมีค่าอาหาร ค่ายา ค่าลูกพันธุ์ ตลอดระยะเวลา 3 ปี สำหรับการเลี้ยงตะพาบน้ำ 600 ตัว อยู่ประมาณ เกือบ 2 แสนบาท ขณะที่รายได้ คำนวณจากจำนวนตะพาบน้ำที่ คุณจูน จับขายมีน้ำหนักตั้งแต่ 2-3 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาตะพาบน้ำกิโลกรัมละ 400 บาท ตกราคาขายตัวละ 1,000-1,200 บาท เมื่อคำนวณรายได้ประมาณ 600,000 บาท ถึง 700,000 บาท หักค่าใช้จ่ายการเลี้ยง 200,000 บาท เหลือกำไรประมาณ 400,000 -500,000 บาท และต้องเลี้ยง 3 ปี กำไรต่อปี ประมาณแสนกว่าบาท บนพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรในการเลี้ยง

ในส่วนของต้นทุนการเลี้ยงตะพาบน้ำ ต้นทุน ด้านอาหารและยา ถือว่าไม่สูง ตะพาบน้ำเลี้ยงง่ายอาหารที่ซื้อมาเลี้ยงจะเป็นอาหารเม็ดที่เลี้ยงปลาดุก และโครงไก่สดสลับให้บ้าง โดยค่าใช้จ่ายต่อเดือนสำหรับตะพาบน้ำ 600 ตัว เสียเงินค่าอาหารเม็ดเดือนละ ไม่เกิน 1,000 บาท ต้นทุนโครงไก่สดสัปดาห์ละ 170 บาท และถ้าจะให้ประหยัดผสมข้าวสวยร่วมไปกับอาหารเม็ดด้วยก็ได้


วิธีการเลี้ยงตะพาบน้ำ

สำหรับการเลี้ยงตะพาบน้ำ นั้น สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อปูน และบ่อดินตามธรรมชาติ แต่ข้อดีของเลี้ยงตะพาบน้ำในบ่อปูน คือ เลือกขายตัวที่มีขนาดใหญ่ได้ ส่วนที่ตัวเล็กก็เก็บไว้ขาย ครั้งถัดไป ไม่จำเป็นจะต้องขายที่เดียว ทำให้ขายได้ราคาสูง ต่างจากบ่อดินที่ต้องวิดเอาน้ำออกและจับขายครั้งเดียว ซึ่งได้ตะพาบน้ำที่มีขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง ราคาก็จะขึ้นอยู่กับขนาดด้วย ถ้าตัวเล็กขายได้ราคาถูก แต่ที่ฟาร์มคุณจูน พ่อค้าจะเลือกจับขนาดที่เขาต้องการ ทำให้เขาขายได้ราคาแน่นอน คือ กิโลกรัมละ 400 บาท

อย่างไรก็ดี การเลี้ยงในบ่อปูนในโรงอาคารที่มีหลังคา จำเป็นที่จะต้องเจาะหลังคาให้แสงแดดส่องลงมา เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ เนื่องจากตะพาบน้ำชอบอยู่ในโคลนที่มีตะไคร้น้ำ แสงแดดส่องมาจะช่วยสร้างให้เกิดตะไคร้น้ำได้

ส่วนขนาดของบ่อเลี้ยงตะพาบน้ำ ขึ้นอยู่กับจำนวนการเลี้ยง แต่ขนาดทั่วไป คือ 15x20 เมตรต่อ 1บ่อ และปล่อยน้ำลงไปในระดับ 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร การให้อาหาร ควรวางด้านใดด้านหนึ่งของบ่อ หรือด้านที่วิดน้ำออก และให้พ้นจากผิวน้ำ 1-2 เซนติเมตร คอยสังเกตดู ซึ่งตะพาบจะกินอาหารหมดภายใน 2-3 ชั่วโมง ถ้าหมดก่อนเวลาที่กำหนด ควรเพิ่มอาหาร หรือหมดหลังจาก 3 ชั่วโมง ควรลดปริมาณอาหารลง มิเช่นนั้นน้ำในบ่อ อาจเกิดการเน่าเสียจากอาหารที่ให้มากไปเกินไปได้

สำหรับตะพาบน้ำ จะมีอาการป่วยและอ่อนแอในช่วงฤดูฝน รู้ว่าช่วงฝนจะมา เราอาจจะต้องให้ยากันไว้ก่อน โดยให้อาทิตย์เว้นอาทิตย์ และช่วงที่น่าเป็นห่วงอีกที ช่วงฤดูหนาวตะพาบจะเจริญเติบโตช้า เนื่องจากกินอาหารได้น้อยลง เมื่อเติบโตช้าทำให้แบคทีเรียเข้าไปได้ง่าย อาจทำให้ตะพาบอ่อนแอและตายได้


ตลาดตะพาบน้ำ ส่งออกปท.จีน ร้านอาหาร ภัตตาคาร

ในส่วนของตลาดตะพาบน้ำ ที่ผ่านมาจะมีพ่อค้าคนกลางมารับไปจำหน่าย ส่งร้านอาหารภัตตาคารในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน นิยมรับประทานตะพาบน้ำ เพราะเชื่อว่าเป็นยาป้องกันโรคได้ และร้านยาสมุนไพรจีน ก็จะมีการนำส่วนของตะพาบน้ำ ที่เรียกว่าดี ไปเป็นส่วนผสมในยาสมุนไพรจีน เช่นเดียวกับแพทย์แผนไทย ที่นำดีของตะพาบน้ำมาเป็นเครื่องยา ในสมัยโบราณนำมาแก้ไข้สันนิบาต แก้พิษกาฬโรค เป็นต้น

“ณธิดา” บอกว่า ที่ฟาร์มของเธอ เลี้ยงตะพาบน้ำเพื่อขายให้กับเกษตรกรที่สนใจนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ เพราะตะพาบน้ำของเรามีขนาดที่สมบูรณ์พร้อมจะเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งการขายพ่อแม่พันธุ์ตะพาบน้ำที่ผ่านมา ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง เช่นเดียวกับ ตะพาบน้ำที่ขายเพื่อนำไปทำอาหาร แต่ระยะหลังเจอสถานการณ์โรคโควิด-19 ทำให้พ่อค้าคนกลางที่เคยรับซื้อเพื่อนำไปส่งขายต่างประเทศ ต้องสะดุดลง เพราะส่งออกไม่ได้ ออเดอร์ต่างประเทศลดลงแบบที่เรียกว่าหายไปเลย ทำให้เราต้องหันมาขายตะพาบน้ำเพื่อนำไปทำเป็นพ่อแม่พันธุ์เสียเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงตะพาบน้ำ ทำให้เรามีเวลาว่างสามารถทำอาชีพอื่นๆ ซึ่งจูนและสามีมีอีกอาชีพ คือ การขายของเก่าโบราณ ซึ่งช่องทางการขาย เปิดร้านตลาดเพลย์กราวด์ หน้าตึกแดงที่จตุจักร และขายออนไลน์ รายได้จากการขายของเก่าโบราณ ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า และสินค้าที่เราหาได้ รายได้ต่อเดือนประมาณ 20,000 บาท ช่วยทำให้เรามีรายได้ 2 ทาง ในระหว่างที่รอเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการเลี้ยงตะพาบน้ำ


ลักษณะของตะพาบน้ำพร้อมผสมพันธุ์

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ ลักษณะทั่วไปของตะพาบน้ำตัวผู้จะมีลักษณะลำตัวเรียวยาว และบางกว่าตัวเมีย รวมถึงส่วนหางจะยาวกว่าตัวเมีย ส่วนตัวเมียจะลำตัวอ้วนใหญ่ และมีกระดองที่สากกว่า แต่มีส่วนหางที่สั้นกว่าตัวผู้ การเจริญพันธุ์ ตะพาบน้ำตัวเมียเริ่มให้ไข่ได้เมื่ออายุประมาณปีเศษ แต่จะให้ไข่ที่สมบูรณ์ และฟักออกมาเป็นตัวได้ดีเมื่ออายุ 1.8 ปี ขึ้นไป หากไข่ผสมเมื่ออายุต่ำกว่านี้ ไข่จะไม่ค่อยสมบูรณ์ การฟักจะมีไข่เสียมาก

การผสมพันธุ์ของตะพาบน้ำจะใช้ตะพาบน้ำตัวผู้น้อยกว่าตะพาบน้ำตัวเมีย ในอัตราส่วน 1 : 5 และอายุของตะพาบน้ำเพียงปีเศษก็เริ่มให้ไข่แล้ว แต่ในระยะดังกล่าวจะให้ไข่ในปริมาณที่น้อย ซึ่งตะพาบน้ำจะสมบูรณ์ให้ไข่เต็มที่ในช่วงอายุ 2 ปี ขึ้นไป และวางไข่ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน โดยตัวเมียที่เริ่มวางไข่จะขึ้นมาบนบก และหาเนินทรายใช้เท้าหลังขุดหลุมลึกประมาณ 20 ซม. หลุมกว้างประมาณ 25 ซม. ช่วงฤดูวางไข่จะวางไข่ได้ประมาณ 100-200 ฟอง ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์เพศของตัวเมีย หลังจากวางไข่แล้ว ไข่จะฟักเป็นตัวประมาณ 90 วัน

สำหรับ สายพันธุ์ตะพาบน้ำมีมากว่า 36 ชนิด แต่พบในประเทศไทยเพียง 6 ชนิด คือ ตะพาบสวน และปลาฝา (ภาคเหนือ) เป็นตะพาบชนิดที่พบมากที่สุดในประเทศไทย และพบได้ในทุกภาค ตะพาบข้าวตอก หรือ ตะพาบดาว เป็นชนิดที่พบได้น้อย และพบได้เฉพาะในภาคใต้เท่านั้น และ ตะพาบแก้มแดง หรือภาคอีสานมักเรียกเหมือนตะพาบน้ำของภาคเหนือว่า ปลาฝา ถือเป็นตะพาบน้ำที่มีขนาดลำตัวเล็กที่สุด พบได้มากในภาคใต้ ภาคตะวันตก และภาคอีสาน ซึ่งในภาคอีสานจะมีสีคล้ำกว่าทางภาคใต้

ติดต่อ FB:Nathida Nimsai
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมายคลิกที่นี่เลย!! * * *

SMEs manager



กำลังโหลดความคิดเห็น