xs
xsm
sm
md
lg

โอกาส ความท้าทายของ SMEไทย หลัง สงครามการค้า จีน – อเมริกา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หลังจาก ที่ประเทศมหาอำนาจ อย่าง ประเทศจีน และ สหรัฐอเมริกา ได้ ประกาศสงครามทางการค้า ประเทศทั่วโลกกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว และสำหรับประเทศไทย สิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อภาวะผลกระทบ ต่างๆ ก็จะมาตกอยู่ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะเป็นกลุ่มที่ ความอ่อนไหว ต่อผลกระทบต่างๆ ได้เร็ว

SME ครึ่งปีหลัง เผชิญความท้าทาย รอบด้าน ภายใน และภายนอก


สำหรับความท้าทาย ความเสี่ยงของผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ไม่ได้มีเฉพาะผลกระทบที่เกิดจากสงครามการค้า ระหว่างประเทศมหาอำนาจ เท่านั้น แต่ยังมีความท้าทายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาท ที่ผันผวน และ การพัฒนาทางเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือ แม้แต่เรื่องของผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า การทำธุรกิจของ เอสเอ็มอี ในช่วงครึ่งปีหลัง (2562) เอสเอ็มอี จะต้อง มีการศึกษาปัจจัยภายใน และภายนอก ซึ่งปัจจัยภายในที่ต้องศึกษา ประกอบไปด้วย การผลิตสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด โมเดลทางธุรกิจไม่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ขาดทักษะในการบริหารการเงิน เป็นต้น แต่ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนได้ ถ้าทุกคนยอมเปิดใจเรียนรู้ สสว.มีทีมงานพร้อมที่จะช่วยเหลือ



ส่วนปัจจัยนอก ที่เอสเอ็มอี ต้องให้ความสำคัญ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาด้านเทคโนโลยี ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อค่านิยม ไลฟ์สไตล์ พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป ทำให้สินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น และ การแข่งขันที่สูง จากการที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทัน เช่นกัน และกฎระเบียบรัฐที่มีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น กลุ่มอาหาร สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ที่มีผลโดยตรงต่อผู้บริโภค

นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกที่จะกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจโลก เช่น สงครามการค้าระหว่างอเมริกา และจีน การแข็งค่าของค่าเงิน โดย ผอ.สสว. ได้ให้ความเห็นถึงผลกระทบดังกล่าว ต่อเอสเอ็มอี ว่า จากสงครามการค้า จีน อเมริกา ส่งผลกระทบแบบเต็มๆ กับ เอสเอ็มอี ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่กระทบไปทั่วโลก ตลาดทุกอย่างจะถูกปรับอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ เอสเอ็มอี รายเล็ก จะต้องปรับตัว หรือ เอสเอ็มอีที่ส่งออกจะต้องมีความแข็งแรงมากขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างปัจจัยถ่วงดุลอำนาจ และกลุ่มเอสเอ็มอี จะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่าย เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง แต่เอสเอ็มอี ก็ยังมีข้อดี อยู่ตรงที่ว่า ธุรกิจขนาดเล็ก มีความยืดหยุ่น ปรับตัวอะไรก็ทำได้ง่าย กว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ เพียงแต่เอสเอ็มอี จะต้องมีความเร็ว ชัดเจน และใช่

ส่วนของค่าเงินบาทที่แข็งค่า ในช่วงที่ผ่านมา ผอ. สสว. เล็งเห็นว่า ตอนนี้ ไม่น่าจะกระทบอะไรมาก เพราะแม้ค่าเงินจะแข็งค่า แต่ไม่ผันผวน คงที่ ในระดับที่ผู้ประกอบการวางแผนได้ แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ เอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ แม้จะมีการทำตลาดส่งออกแล้ว แต่ไม่มีความรู้ และความเข้าใจ เรื่องของค่าเงิน เพียงพอ ส่วนใหญ่ไม่ได้ความสนใจ กับ การเข้าร่วมโครงการประกันความเสี่ยง เพราะต้องการจะสร้างกำไร จากค่าเงิน ถือว่าเป็นความคิดที่ผิด ซึ่งดูได้จาก ที่ผ่านมา แม้รัฐบาล จัดงบให้สสว. ทำโครงการประกันความเสี่ยง ค่าเงิน วงเงิน 500 ล้านบาท มีผู้สนใจน้อยมาก อยากให้เอสเอ็มอี ส่งออก หันมาให้ความสำคัญกับการประกันความเสี่ยงค่าเงินให้มากขึ้น


เวทีเสวนาโต๊ะกลม หัวข้อ สงครามการค้า จีน อเมริกา ฟ้าสว่าง หรือ ทางมืด หลังเวที G20  ที่จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าว ไทย จีน และ CIBA ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
สงครามการค้าจีน-อเมริกา ฟ้าสว่าง หลังเวที G20

นางสาวบุษฏี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง การประชุมผู้นำ G20 ที่ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ทั่วโลก ต่างจับตา และให้ความสำคัญการประชุมครั้งนี้ เพราะสงครามการค้าระหว่าง จีน – อเมริกา ที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำให้ประเทศทั่วโลกกังวล และการประชุม G20 ทำให้ทั้งสองประเทศได้มาขึ้นเวทีเดียวกัน

สำหรับความสัมพันธ์ ระหว่างจีน กับสหรัฐฯ มีสถาปนาความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 40 ปี ซึ่งมิติของความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ เปลี่ยนไปตามมิติของผู้นำ อย่าง สหรัฐอเมริกา ก็ต้องมาดูว่า ผู้นำในช่วงนั้นมาจากพรรคไหน และมีกลไกการทำงานอย่างไร ซึ่งทั้งสองประเทศ มีกรอบการหารือ ทั้ง ระดับผู้นำ และระดับรัฐมนตรี หลายต่อหลายครั้ง กรอบการหารือ มีหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทุกกรอบการหารือ จะเป็นเรื่องความมั่นคง และเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมเศรษฐกิจ สหรัฐ ก็ยังขาดดุลการค้ากับประเทศจีนอยู่มาก อย่างปี 2561 สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีน มากถึง 4.19 แสนดอลล่าร์สหรัฐ ในเรื่องการดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจกับจีน สหรัฐดำเนินการในหลายมิติ ไม่ว่า เพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนไปแล้วถึง 3 รอบ ซึ่งส่งผลให้ภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน สูงไปถึงร้อยละ 50 ถือว่าสูงมาก ในขณะที่ประเทศจีนตอบโต้สหรัฐ ด้วยการประกาศขึ้นภาษี สินค้านำเข้าจากสหรัฐ สูงถึงไปถึงร้อยละ 80 สุดท้ายทั้งสองประเทศ มีการเจรจา เพื่อยุติการตอบโต้ เรื่องภาษี กันเมื่อปลายปี 2561 จีนหันมาซื้อสินค้าสหรัฐมากขึ้น แต่ยุติได้แค่ชั่วคราว 90 วัน
นางสาวบุษฏี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ การประชุม G20 เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2562 ทั้งสองประเทศ ได้มีการเจรจากันอีกครั้ง โดยได้ข้อสรุป คือ การเจรจาอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน และเคารพซึ่งกันและกัน โดยทั้งจีนและสหรัฐ จะยังคงไม่มีมาตรการตอบโต้ทางภาษี โดย สหรัฐอเมริกา จะยังคงไม่ขึ้นภาษีนำเข้ามูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากสินค้าจีน สหรัฐจะอนุญาตให้บริษัทในประเทศสามารถทำธุรกิจกับ Huawai ได้ และจีนกลับมาสั่งซื้อสินค้าเกษตร จากสหรัฐ (มีผลทันที) แต่ยังไม่ได้พิจารณาว่า จะนำเข้าสินค้าเกษตรตัวไหน

ในส่วนของอาเซียนเอง ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศไทย ในฐานะผู้นำอาเซียน ผู้นำอาเซียนทุกประเทศ มีความกังวล ต่อบทบาท ของ มหาอำนาจทั้งสองประเทศ กับสงครามการค้า จีน อเมริกา ในการประชุม G20 ครั้งนี้ ไทยในฐานะประธานอาเซียน ได้รับเชิญการร่วมประชุมเวทีดังกล่าว และ "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" ในฐานะผู้นำอาเซียน ก็ได้มีการกล่าวถึงข้อกังวลของอาเซียน ในเรื่องสงครามการค้าจีน สหรัฐ ต่อที่ประชุมG20 ด้วย
 นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)
สถานการณ์ การส่งออก สินค้าไทย หลังสงครามการค้า จีน- อเมริกา

นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ สงครามการค้าจีน – อเมริกา หรือ Trade War Timeline ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าจากประเทศไทย ในสินค้าบางรายการ และได้เปรียบในบางรายการ ซึ่งจากตัวเลขการส่งออกในช่วง ต้นปี 2562 พบว่า ถ้าเป็นสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม สำคัญๆ ส่วนใหญ่ติดลบ เกือบทุกรายการ แต่ถ้าเป็นสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตร มีทั้งที่ติดลบ และ ที่เป็นบวก เช่น ผักสด ผลไม้แช่แข็ง กระป๋อง และแปรรูป และ ไก่สดแช่แข็ง ยังคงยอดการส่งออกเพิ่มขึ้น

สำหรับ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกจีน โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกตั้งกําแพงภาษีระหว่างสหรัฐและจีน เช่น ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาป ภายในแบบลูกสูบและอุปกรณ์ เนืองจากไทยเป็น Supply chain หรือห่วงโซ่การผลิตให้กับตลาดจีน ซึ่งเป็นสินค้าในกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นอย่างมากทีจะได้รับ ผลกระทบ

ปัจจุบัน ตั้งแต่ Q3/61ที่ผ่านมา ยอดการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ปรับตัวลดลง จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ตัวเลข ล่าสุด ประกอบด้วยยานพาหนะและ ส่วนประกอบ ลด48.9%ของใช้ในบ้านและออฟฟิศ ลด27.4%ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า ลด32.3% เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ลด 9.7% ในทางกลับกันจีนต้องมาทําตลาดในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น

ส่วนกลุ่มที่ส่งออกหลักไปจีน แต่ไม่ได้อยู่กลุ่มเสี่ยงของการตั้งกําแพงภาษี เช่น เคมีภัณฑ์ ผลไม้สด (ลดลงจากการหมดฤดูกาลผลไม้ของไทย) แช่เย็นแช่แข็ง อัญมณี และเครื่องประดับ ยางพารา (ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนืองในช่วงทีผ่านมาจากการที่จีนหันไปนําเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยแทน) เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ (ลดลงจาก การลดกําลังการผลิต เป็นต้น )

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสหรัฐอเมริกา ช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่สงครามการค้าเริ่มต้นขึ้น สหรัฐฯ มีการนําเข้า เพื่อทดแทนสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะนําเข้าจากกลุ่มประเทศพันธมิตร เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เกือบเท่าตัว โดยเฉพาะเพื่อนบ้านของไทยอย่าง เวียดนาม มูลค่าสูงกว่า 1.1 billion usd ขณะที่สหรัฐนําเข้าจากไทยเพียง 172 million usd

โดยประเทศที่สหรัฐ ให้ความสนใจ • เวียดนามและบังคลาเทศ เนืองจากมีค่าแรงที่ต่ำกว่าประเทศอื่น • ไต้หวันและเกาหลีใต้ มีสินค้า high-tech items เช่น เซมิคอนดัก เตอร์ หรือ สารกึ่งตัวนํา (ใช้ทําอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก) ทดแทนการ นําเข้าจากจีน เป็นต้น

สำหรับ สถานการณ์ ค่าเงินบาท ประธาน สรท. กล่าวว่า มีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยภายนอก คือ การที่เงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศจาก มุมมองการเป็น Safe heaven ของการลงทุนในช่วงสงคราม การค้า และ ทิศทางของประเทศต่างๆในการลดอัตราดอกเบี้ย นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศตน

โดยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)มีการติดตามค่าเงิน และมีการใช้มาตรการทางการเงินที่ เข้มข้นเพื่อควบคุมเสถียรภาพของค่าเงินและตลาดทุนเช่น การชะลอเงินทุนไหลเข้า แต่ไม่สามารถทําการแทรกแซงได้มาก เนื่องจากได้รับการจับตามองจากสหรัฐ ในส่วนประเทศ ที่แทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้าThai National Shipper’s Council ซึ่ง สรท.มีข้อกังวล เนื่องจากเงินลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเป็นเงินลงทุนระยะสั้น เพื่อเก็งกําไรในตลาดพันธบัตรและตลาดทุนซึ่งมีความเสี่ยงที่ จะถูกเทขายในอนาคต อาจทําให้เกิดความผันผวนต่อค่าเงิน และตลาดเงินได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายใน หรือ ปัจจัยภายนอก สุดท้าย เอสเอ็มอี ก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย และ ความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ในยุคที่การตลาดแข่งขันรุนแรง สิ่งที่เอสเอ็มอี จะเข้มแข็ง และยั่งยืนได้ จะต้องผลิตสินค้า ที่มีนวัตกรรม มีความแปลกใหม่ และต้องตอบโจทย์ความต้องการของตลาด





* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า “SMEs ผู้จัดการ” รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย คลิกที่นี่เลย!! * * *



กำลังโหลดความคิดเห็น...