xs
xsm
sm
md
lg

SME เตรียมพร้อมรับมือ เศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะขึ้นอยู่กับประเด็นเสถียรภาพการเมืองหรือรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งเศรษฐกิจไทยทั้งปีมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียง 4.0%

4 กลุ่มธุรกิจ ที่มีแนวโน้มขยายตัว

1.ค้าปลีกออนไลน์
2.บริการทางการแพทย์
3.ก่อสร้าง
4.ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว

ภายใต้ปัจจัยการเมืองหลังการเลือกตั้งมีเสถียรภาพ และเศรษฐกิจไทยในปี 2562 เติบโต 4.0% ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ในปี 2562 ได้แก่ ค้าปลีกออนไลน์ (B2C E-Commerce) สุขภาพ ก่อสร้าง ท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงขนส่งซึ่งเป็นธุรกิจสนับสนุนค้าปลีกออนไลน์และร้านอาหาร เดลิเวอรี่ อย่างไรก็ดี ผลการดำการของผู้ประกอบการจะขึ้นอยู่กับศักยภาพการแข่งขันของแต่ละรายด้วย

ประเด็นที่ทำให้เกิด การชะลอตัวของเศรษฐกิจ

1.ประเด็นต่างประเทศ

- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (จากเดิมที่เคยระบุเมื่อปลายปี 2561 ว่าอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้) เนื่องจากเศรษฐกิจ สหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงในปี 2562 หลังผลบวกของนโยบายภาษีได้ถูกรับรู้ไปแล้วและจากผลกระทบ ของอัตราดอกเบี้ยที่ถูกปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในระยะที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเงินเฟ้อก็ไม่ได้เร่งตัวขึ้นทั้งนี้ เฟดได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีนี้มาที่ 2.1% จากเดิม 2.3% และปรับเพิ่มคาดการณ์ อัตราการว่างงานในปีนี้เป็น 3.7% จากเดิม 3.5% พร้อมทั้งลดคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้ลงมาที่ 1.8% จากเดิม 1.9% ด้วย

- การค้าระหว่างสหัฐฯและจีน เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการค้าโลก แม้ว่าภาพรวม การเจรจาของทั้งสองฝ่ายจะมีสัญญาณที่ดีกว่าที่คาด โดยมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และจีน จะสามารถบรรลุ ข้อตกลงร่วมกันได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 แต่ผลจากภาษีนำเข้าสินค้าที่ได้ปรับขึ้นไปแล้วเมื่อปีก่อนและต่อเนื่อง มาถึงในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้คาดว่าปริมาณการค้าโลกยังมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงในปี 2562 นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังน่าที่จะใช้ภาษีนำเข้าสินค้าเป็นเครื่องมือต่อรองกับจีนอีกในอนาคตหากจีนไม่ทำตามข้อตกลง

- การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ส่วนหนึ่งจากผลกระทบของสงครามการค้า โดย IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนจะเติบโต 6.2% ในปี 2562 ชะลอลงจากที่เติบโต 6.6% ในปี 2561 ขณะที่ทางการจีนตั้งเป้า การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2562 ไว้ที่ 6.0-6.5%

2.ประเด็นในประเทศ

- เสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่นักลงทุนและตลาดการเงินจะติดตาม เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2562 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เงื่อนไขสำคัญจะขึ้นอยู่กับการจับขั้ว ทางการเมืองที่ลงตัว ใน 2 เรื่อง คือ 1. การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ที่จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงในรัฐสภามากกว่า 375 เสียงจากทั้งหมด 750 เสียง (ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน) และ 2. รัฐบาลหรือสภาผู้แทนราษฎรที่มั่นคง จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงมากกว่า 250 เสียงเป็นอย่างน้อย

สำหรับผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ณ วันที่ 25 เมษายน 2562 สะท้อนว่า มีความเป็นไปได้สูง ที่แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะได้ที่นั่ง ส.ส. เกิน 250 คนมาไม่มาก ทำให้ประเด็นด้านเสถียรภาพการเมือง ในประเทศ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม

ทั้งนี้ หากรัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพ ไม่ว่าแกนนำจะมาจากพรรคใด เชื่อว่าจะมีการออกมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น อันจะสนับสนุนทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ให้มีโอกาสขยาย ตัวได้มากกว่า 4.0% จากที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกอาจขยายตัวไม่ถึง 4.0% และในกรณีนี้ นักลงทุนและภาคธุรกิจจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ขณะที่บรรยากาศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาเดินหน้า ได้ด้วยความราบรื่น

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย ที่หากรัฐบาลชุดใหม่ไม่มีเสถียรภาพมากพอ หรือแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีนโยบายที่นำมาสู่ความขัดแย้งกับฝ่ายความมั่นคง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็น การถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ การยุบสภาฯ หรือแม้แต่การรัฐประหาร อันจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและ ภาคธุรกิจ และจะส่งผลเชิงลบต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ให้อาจขยายตัวต่ำกว่า 4.0% ตามที่ประมาณการ ไว้ได

- เงินบาทมีแนวโน้มผันผวนแข็งค่า จากเงินดอลลาร์ฯที่ขาดปัจจัยหนุน จึงอาจไม่ใช่ปัจจัยที่เอื้อต่อ การส่งออกสินค้าของไทย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลการเลือกตั้งที่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของตลาด การเงินต่อไปด้วย

จากประเด็นเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ปัจจัยการเมืองในประเทศ เป็นประเด็นหลักที่จะมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยและธุรกิจ SME ในปี 2562 ขณะที่ประเด็นเศรษฐกิจต่างประเทศจะมี ผลต่อแนวโน้มการส่งออกของไทยซึ่งถูกคาดการณ์ว่าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงในปี 2562 อยู่แล้ว เมื่อประกอบกับ เงินบาทที่ผันผวนแข็งค่า อาจจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SME ที่ส่งออกโดยเฉพาะสินค้า ที่พึ่งพิงวัตถุดิบในประเทศมาก (Local-content) และต้องไปแข่งขันด้านราคาในตลาดที่มีคู่แข่งมากราย เช่น สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอาหาร เป็นต้น

ที่มา : ธนาคารกสิกรไทย
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า “SMEs ผู้จัดการ” รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย คลิกที่นี่เลย!! * * *

SMEs manager




กำลังโหลดความคิดเห็น...