xs
xsm
sm
md
lg

“เคได ซายูร์” ผู้บุกเบิกแผงลอยยุคดิจิตอล

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

รถส่งผักยุคดิจิตอล (ภาพจากเว็บไซต์เคได ซายูร์)
ภายใต้ภารกิจในการนำหาบเร่แผงลอยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอล เคได ซายูร์ (Kedai Sayur) เริ่มต้นด้วยการเปิดตัวแอปที่ช่วยให้ผู้ค้าซื้อผักในราคาถูกลงและรับออร์เดอร์ส่งของให้ลูกค้าโดยตรง สตาร์ทอัพแดนอิเหนาแห่งนี้ยังกำลังเจรจากับบริษัทจัดส่งพัสดุภัณฑ์เพื่อเพิ่มช่องทางรายได้ให้ผู้ค้าเร่

สิ่งที่เคได ซายูร์หรือร้านขายผักในภาษาอินโดนีเซีย สนใจมากที่สุดคือ การช่วยให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยได้สินค้าราคาถูกลง จากปัจจุบันที่ต้องสั่งซื้อผ่านคนกลางหลายทอดซึ่งบวกต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังทำให้ความสดของผักลดลงตามไปด้วย

วิธีแก้ของสตาร์ทอัพที่มีอายุแค่ 6 เดือนแห่งนี้คือ รวมคำสั่งซื้อทั้งหมดเพื่อให้ผู้ค้าหาบเร่ได้ราคาถูกลง จากเดิมที่ผู้ค้าสั่งซื้อผักหลายชนิดๆ ละไม่มากนัก ทำให้ได้ราคาขายปลีก ไม่ใช่ขายส่ง

ผู้ค้าเหล่านี้สามารถสั่งผ่านแอปซึ่งจะเปิดรับออร์เดอร์จนถึง 6 โมงเย็นของทุกวัน และส่งผักให้ผู้ขายตอนตี 5 วันรุ่งขึ้น

สตาร์ทอัพแห่งนี้ยังให้ความช่วยเหลือทางการเงินด้วยการยอมให้ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เพื่อให้ผู้ค้าสั่งซื้อเพิ่มในจำนวนที่คิดว่าจะขายได้ในวันนั้นๆ โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องจ่ายค่าของเต็มจำนวนก่อนสั่งซื้อครั้งใหม่

เคได ซายูร์ปรับปรุงการจัดจำหน่ายให้ทันสมัยขึ้นด้วยการเสนอแอปสั่งซื้อผักเพื่อให้ผู้ค้าหาบเร่นำไปส่งลูกค้าโดยตรง ซึ่งเอเดรียน เฮอร์นันโต ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท บอกว่า ช่องทางขายใหม่นี้ประกอบกับความช่วยเหลือในส่วนเงินทุนดำเนินการจากการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ทำให้ผู้ค้าบางรายมีกำไรเพิ่มขึ้น 3-4 เท่า

การนำเสนอที่ชัดเจนที่สุดของเคได ซายูร์คือการปรับปรุงวิธีการขนส่งด้วยรถสามล้อติดแบรนด์บริษัทและตู้เก็บความเย็นเพื่อให้ผักสดใหม่นานขึ้น ซึ่งผู้ค้าสามารถเช่าไปใช้แทนซาเล้งที่ใช้อยู่ทุกวันนี้

เฮอร์นันโตบอกว่า นอกจากความสวยงามแล้ว พาหนะแบบใหม่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ค้า เนื่องจากส่วนจัดเก็บผักสามารถถอดออกมาจัดวางเป็นแผงขายกาแฟ ขนมปัง หรือสินค้าอื่นๆ บนถนนหรือตลาดกลางคืนได้หลังจากขายผักหมดแล้ว

เคได ซายูร์ยังกำลังคุยกับว่าที่หุ้นส่วนเกี่ยวกับการจัดส่งพัสดุภัณฑ์แบบ last-mile delivery หรือการจัดส่งถึงมือผู้ใช้ปลายทาง เนื่องจากผู้ค้าผักมีรถอยู่แล้วและรู้จักละแวกที่อยู่เป็นอย่างดี

แต่ส่วนหนึ่งที่สตาร์ทอัพแห่งนี้ยังไม่ได้ทำคือ การชำระเงินแบบดิจิตอล เนื่องจากการทำธุรกรรมส่วนใหญ่ใช้เงินสด แม้ว่าในอินโดนีเซียมีโมบายวอลเล็ตใช้แพร่หลายจากค่ายต่างๆ รวมถึงสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นอย่างแกร็บและโก-เจ็คก็ตาม

ผู้ค้าแผงลอยส่วนใหญ่ถนัดใช้เงินสดมากกว่า ทำให้เคได ซายูร์ต้องส่งพนักงานไปเก็บค่าผักที่สั่งซื้อ แต่ในอนาคต บริษัทมีแผนเพิ่มบริการชำระเงินระบบดิจิตอล เช่น โอโวที่แกร็บร่วมถือหุ้น และโก-เพย์ของโก-เจ็ค เพื่อให้เก็บเงินง่ายขึ้นและยังทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าสะดวกขึ้นด้วย

เช่นเดียวกับสตาร์ทอัพในขั้นเริ่มต้นแห่งอื่นๆ เคได ซายูร์ขณะนี้อยู่ในโหมดการเติบโตเฮอร์นันโตเชื่อว่า บริษัทจะมีรายได้แบบยั่งยืนจากส่วนต่างประมาณ 20-30% ของราคาผักที่ขายให้พ่อค้าแม่ค้ากับราคาที่รับมาจากแหล่งผลิต รวมถึงค่าจัดส่งให้แก่ผู้ค้า ในอนาคตบริษัทยังเล็งเพิ่มตัวเลือกทางการเงิน เช่น เงินกู้ ให้แก่ผู้ค้าซึ่งจะเป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ให้บริษัทในตัว

หลังจากเปิดดำเนินการในจาการ์ตา 6 เดือน เคได ซายูร์เข้าถึงพ่อค้าแม่ค้ากว่า 2,000 ราย โดยมีอัตราเติบโตเดือนละ 60% และปริมาณสินค้าที่ขายให้ผู้ค้าทั้งหมดเพิ่มขึ้น 5 เท่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ปลายเดือนพฤษภาคมบริษัทยังประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ seed (ช่วงที่สตาร์ทอัพเริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรก) 1.3 ล้านดอลลาร์จากอีสต์ เวนเจอร์ส

วิลสัน คัวซา ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของอีสต์ เวนเจอร์ ซึ่งเป็นเวนเจอร์แคปิตอลที่อยู่เบื้องหลังโครงการช่วยเหลือให้พ่อค้าแม่ค้าริมทางเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิตอล กล่าวว่า รถเข็นขายผักเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนอินโดนีเซียมาเป็นร้อยปีแม้กระทั่งตอนนี้ที่มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยใหม่และร้านค้าสะดวกซื้อ เนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวกสะบายที่สุดที่ลูกค้าจะซื้อหาสินค้าในแต่ละวัน และอีสต์ เวนเจอร์ต้องการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยเพื่อให้ผู้ค้าเหล่านี้คงอยู่ต่อไป

เขาเสริมว่าเคได ซายูร์สอดคล้องกับสมมติฐานสองข้อของอีสต์ เวนเจอร์สคือ การเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้ค้าเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการประกอบอาชีพ และสอง การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานในอินโดนีเซีย

ขณะเดียวกัน เฮอร์นันโตมองแง่ดีว่า ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปีหน้าเคได ซายูร์ยังเล็งขยายตัวใน 3 เมืองใหม่ในอินโดนีเซียเพื่อสะสมประสบการณ์ก่อนบุกตลาดต่างแดนในอนาคต
กำลังโหลดความคิดเห็น...