xs
xsm
sm
md
lg

พลิกชีวิต ลูกชาวนายากจน สู่ผู้ส่งออกข้าวออแกนิก เงินล้าน … วัยเพียง 24 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นาย มานพ แก้วโกย  เจ้าของ



การทำธุรกิจ วันนี้ ไม่จำเป็นจะต้อง มีเงินหลายๆ ล้านบาทในการเริ่มต้นธุรกิจ แต่มีเงินเพียงหลักพันบาท ก็เป็นเจ้าของกิจการที่ทำรายได้หลักสิบล้านบาท ได้เช่น เดียว กับผู้ชายคนนี้ “มานพ แก้วโกย” เจ้าของ บริษัท Nature Food Products and Marketing จำกัด ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์การเกษตรอินทรีย์ ภายใต้แบรนด์ เนเจอร์ฟู้ด Nature Foods







ทิ้งอาชีพวิศวะ กลับบ้านเกิดเพื่อตอบแทนชุมชน


“มานพ” เล่าว่า ตนเอง เป็นคนจังหวัดสุรินทร์ มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน ทำนากันมาตั้งแต่ สมัย รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ตกทอดมาจนถึง รุ่นพ่อ แม่ ส่วนตัวเอง ได้ทุนจากชุมชนมาเรียน ระดับปริญญาตรี คณะวิศวอุตสาหกรรมเคมี ที่ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

หลังจากเรียนจบ ระดับปริญญาตรี ปี 2555 “มานพ” เริ่มทำธุรกิจ Nature food โดยกลับไปบ้านเกิด ที่จังหวัดสุรินทร์ และนำข้าวอินทรีย์ สินค้าหลักที่ชุมชนผลิตได้ มาขายตรงให้กับผู้บริโภค ในกรุงเทพ ฯ เพื่อตอบแทนชุมชน ที่ได้ส่งให้ตนเองได้เรียนจนจบ ซึ่งจุดเริ่มต้น ไม่ได้ง่าย แต่ ผมเลือกที่จะทำมัน แทนที่จะเลือกทำงานตามสายงานที่เรียนมา อาจจะได้เงินมาง่ายกว่า แต่เหตุผลสำคัญ ที่ผมเลือกที่จะช่วยชุมชน ขายข้าว นอกจากต้องการที่จะตอบแทน ชุมชนที่ได้ส่งให้ผมได้เรียนแล้ว



“เหตุผลที่ผมลงมาทำงานให้ชาวบ้าน เพราะผมเป็นลูกชาวนา เราเห็น ชาวนา เกษตรกร ที่เป็นญาติของเรา ทำงานกันหนักมาก แต่ผลตอบแทนที่ได้ กลับโดนเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า คนกลาง ราคาผลผลิตที่ตกต่ำ วันนี้ชาวนาทุกคน ยังคงต้องทำงานหนัก และมีหนี้สิน จากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้ กลับสวนทาง ผมได้ใช้เวลา กว่า 2 ปี ในการศึกษาตลาด ว่า จะช่วยหาช่องทางขายข้าว อย่างไร เพื่อให้ได้ราคาเพิ่มขึ้น”

ทั้งนี้ พบว่า ช่องทางขายข้าว ปัจจุบัน ถ้าจะให้ได้ราคา ต้องใช้ลักษณะขายตรงถึงผู้ซื้อ นั่นคือ การขายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งลูกค้า ส่วนใหญ่ต้องการข้าวเกรดพรีเมี่ยม ที่เป็นข้าวอินทรีย์ หรือข้าวออแกนิค และต้องซื้อตรงจากเกษตรกร หรือ ชาวนา มากกว่า ซื้อผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเรามีคุณสมบัติ เหล่านั้น คือ เป็นชาวนา และปลูกข้าวอินทรีย์ โดยเราเลือกเข้าถึงลูกค้าผ่านทุกช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม

ทำธุรกิจ แบบใช้ตลาดนำ การผลิต

“มานพ” เล่าว่า การทำงานของเขา เริ่มขึ้น ระหว่าง ที่เรียน ชั้นปีที่ 3 หลังจากได้ศึกษาถึงความต้องการของลูกค้า ได้ทำการลงพื้นที่ในชุมชนของตนเอง และในจังหวัดสุรินทร์ ก่อน ว่า มีแหล่งปลูกข้าวอินทรีย์ที่ไหนบ้าง เพราะถ้าอาศัยแค่ข้าวที่ปลูกได้ในชุมชนเราเองคงไม่เพียงพอ ผมเดินสายให้ความรู้แก่เกษตรกรที่ปลูกข้าว สร้างแรงจูงใจให้เขาหันมาปลูกข้าวออแกนิก ว่าดีอย่างไร พร้อมส่งเสริม และนำองค์ความรู้ที่ผมได้เรียนรู้มา ถ่ายทอดให้กับเกษตรกร ที่สนใจ เพื่อให้เขาหันมาปลูกข้าวออแกนิกกันเยอะๆ เพราะรู้ว่า ตลาดทั่วโลก สนใจ และต้องการข้าวออแกนิก และ ที่สำคัญ ต้องการสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง

สำหรับการทำงานของ เนเจอร์ฟู้ด ใช้หลักสำคัญ คือ ใช้การตลาดนำการผลิต คือ ดูความต้องการของตลาด และค่อยไปส่งเสริมให้เกษตรกรผลิต ผลผลิตอาจจะออกมา ล่าช้า แต่ชัวร์กว่า ซึ่งที่เกษตรกรไทยยังคงยากจน เพราะเขาไม่ได้ศึกษาตลาด พอใครนิยมปลูกอะไร และขายดี ก็จะแห่กันไปปลูกพืชชนิดนั้น สุดท้ายราคาก็ตก และขาดทุน เป็นหนี้เป็นสิน จนถึงทุกวัน นี้

พอเขาคิดว่าจะเริ่มช่วยชุมชนขายข้าว ได้เดินทางไปขอความรู้จากหน่วยงานต่างๆ เริ่มจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยทางกรมฯ แนะนำว่า ต้องศึกษาตลาดข้าวออแกนิก ก่อน โดยสามารถค้นหาได้จาก กูเกิล เทรนด์ เพื่อดูว่า ประเทศไหนต้องการสินค้าข้าวออแกนิก มากที่สุด พบว่าประเทศ ที่สนใจสินค้า ข้าวออแกนิก หลักจะเป็นประเทศในกลุ่มยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าไฮเอนท์ และการขายสินค้ากลุ่มลูกค้าไฮเอนท์ ช่วยทำให้สินค้าข้าวออแกนิก มีราคาสูงขึ้นกว่า ราคาขายตามท้องตลาด

และจากข้อมูลของกูเกิล ได้เลือกมา 5 ประเทศ ที่มีความต้องกาข้าวออแกนิก ได้แก่ ประเทศเยอรมัน นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และจีน โดยที่ ดูไบ จะมีห้างสรรพสินค้า ที่จำหน่ายสินค้าออแกนิก โดยเฉพาะใหญ่ที่สุดในดูไบ และสัดส่วนการส่งออกข้าวเนเจอร์ฟู้ด 50% ส่งไปตลาดนี้ และรองลงมา ประเทศเยอรมัน โดยสัดส่วนการส่งออกข้าวของเนเจอร์ฟู้ด อยู่ที่ประมาณ 40% ของยอดขายทั้งหมด จำนวน 21 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา (2561) ที่เหลือกว่า 50 % ขายในประเทศ

“ที่ผ่านมา ผมต้องขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ที่ให้การช่วยเหลือ มาตลอดจนผมสามารถประสบความสำเร็จได้จนถึงทุกวันนี้ แต่ถ้าเราต้องการให้เขาช่วย เราก็ต้องกล้าที่จะเดินเข้าไปหา และนอกจากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังได้รับการช่วยเหลือ จากทูตพาณิชยย์ ของแต่ละประเทศ ทั้ง 5 ประเทศ คอยแนะนำว่า เราจะทำการค้า ในประเทศ นั้น แบบไหน และยุคนี้ มีตัวช่วย เพราะสามารถติดต่อพูดคุยกันผ่านทางช่องทางออนไลน์ โดยผมเริ่มจากการส่งอีเมลล์ แนะนำตัวไปก่อน พร้อมกับขอความช่วยเหลือ ผมบอกว่า ผมมาจากครอบครัว ชาวนา ความตั้งใจผม คือ ต้องการอยากจะช่วยเหลือชุมชน ที่ผมอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ ให้สามารถขายข้าว ได้ในราคาที่เพิ่มขึ้น ได้รับความช่วยเหลืออย่างดี ช่วยให้ความฝันในการส่งออกข้าวออแกนิก ของผมเป็นความจริง”

นอกจากนี้ ยังได้รับเงินทุนสนับสนุน ในการเริ่มต้นธุรกิจ จาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D BANK) ให้การสนับสนุนสินเชื่อ วงเงิน 6 แสนบาท ต้องยอมรับว่า ถ้าไม่ได้ SME D BANK เขามาช่วยสนับสนุนเงินกู้ ก็คงไม่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้ เพราะช่วงเริ่มต้นธุรกิจ มีเงินเพียงหลักพันบาท ประมาณ 4.000 บาท ไปขอกู้เงินที่ไหนก็ไม่มีใครให้กู้ จนมาได้ ธนาคารรัฐบาลแห่งนี้ ให้กู้ และยังได้ส่งเราเข้าร่วมในโครงการสนับสนุนฟื้นฟูกิจการ และกองทุนสนับสนุนสินเชื่อระดับโต ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. และการเข้าร่วมกับสสว. ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นแรงหนุนอย่างดี เพราะสสว. ช่วยทำให้ยอดขายของเราเพิ่มแบบก้าวกระโดด จากยอดขายที่เคยได้หลักล้านบาท ต้นๆ เพียงปีเดียว กระโดดขึ้นไปถึง 21 ล้านบาท ในปี 2561 และสสว.ยังมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1 ล้านบาท มาเป็นทุน เพื่อรองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

การส่งออกต้องศึกษากฎแต่ละประเทศ ก่อน

สำหรับการทำตลาดส่งออก “มานพ” บอกว่า มีความละเอียดอ่อนมาก เขาใช้เวลาในการศึกษาหาข้อมูล โดยต้องอ่านให้มากๆ เพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะมาก โดยเฉพาะกฎหมาย กฎระเบียบ ใบรับรองมาตรฐานต่างๆ ของแต่ละประเทศต่างกันออกไป หรือ แม้แต่ของประเทศไทยเอง ก็ต้องศึกษา ซึ่งเครือข่ายเกษตรกร ที่เราเข้าไปดิว เขาก็จะทำมาตรฐานให้เป็นไปตามความต้องการของแต่ละประเทศ ซึ่งจะมีหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น ยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวมถึง หน่วยงานรับรองมาตรฐานออแกนิก จากประเทศไทย เข้าไปตรวจแหล่งเพาะปลูกก่อน ถึงออกใบรับรองมาตรฐานให้ จึงจะสามารถส่งออกได้

"มานพ" เล่าถึงความยากลำบากในการเริ่มต้นทำ เนเจอร์ฟู้ด ว่า ผมเริ่มธุรกิจมีเงินเพียงแค่ 4,000 บาท ได้รับการช่วยเหลือจากศูนย์บ่มเพาะ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แนะนำว่า จะต้องผลิตข้าวอย่างไร และ การทำตลาดอย่างไร เช่น การทำตลาดในเวบไซต์ จะต้องทำให้ลูกค้าเชื่อถือ ผ่านเรื่องเล่า โดยต้องสื่อสารกับลูกค้าตลอดการเพาะปลูก เพื่อสร้างความมั่นใจว่า เขาจะได้ข้าวที่เป็นออแกนิก จริงๆ พอได้ลูกค้า ก็จะไปนำข้าวที่สุรินทร์ นำมาแพค ที่ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง และหิ้วไปส่งตามบ้าน ทำแบบนี้ระยะหนึ่งในช่วงเริ่มต้น ระหว่างนั้นก็ได้พูดคุยกับคู่ค้าในต่างประเทศ ไปด้วย กว่าจะได้ลูกค้าต่างประเทศ แต่ละรายต้องใช้เวลานาน ถึง 2-3ปี ผ่านมาถึงวันนี้ เกือบ 7ปี เริ่มต้นจากรายได้ปีแรก แค่ 5 หมื่นบาท และค่อยขยับขึ้นมาหลักแสนบาท หลักล้านบาท จนเมื่อปีที่ผ่านมา โตแบบก้าวกระโดด 21 ล้านบาท โดยลูกค้าจากต่างประเทศ นอกจากการเจรจาทางออนไลน์ ก็ยังได้ลูกค้า ผ่านงาน THAIFEX จากการสนับสนุน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้ร่วมออกบูท และ ในครั้งนั้น เป็นครั้งแรกที่ได้ลูกค้าจากต่างประเทศ

สำหรับข้าวออแกนิคของเนเจอร์ฟู้ด ประกอบด้วย ข้าวอินทรีย์ ข้าวไรท์เบอรี่ ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวกล้องมะลิแดง ทั้งหมดเป็นการปลูกออแกนิก โดยมาจากเครือข่าย ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ สระบุรี นครสวรรค์ พิจิต ตาก เชียงราย ศรีษะเกษ และ ลำปาง ซึ่งปัจจุบัน ใช้การผลิต แบบ OEM จ้างโรงสีที่มีเครื่องมือพร้อม ช่วยผลิต ทำให้สามารถรับออเดอร์จำนวนมากได้

ทั้งนี้ นอกจากข้าว บริษัท มีแผนที่จะส่งออก ผลผลิตทางการเกษตรอื่น เช่น ผัก ผลไม้ แลละข้าวโพดหวาน กินดิบ ราชินีทับทิมสยาม โดยใช้เทคโนโลยีการ รีทอร์ช ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนำเข้าจากประเทศจีน ช่วยยืดอายุ ผัก ผลไม้ ให้มีอายุยืนยาวได้มากขึ้น ตัวช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งในช่วงที่ผลผลิต ออกมามาก ราคาตกต่ำ



“มานพ” ฝากทิ้งท้ายว่า หากผู้ที่ต้องการจะเริ่มต้นธุรกิจ เหมือนกับตนเอง อยากให้ศึกษา ค้นหาข้อมูลเยอะ เพื่อจะได้รู้ว่า ควรจะทำตลาดอย่างไร ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐ ที่ทุกคนสามารถขอความช่วยเหลือได้ ซึ่งในส่วนของคู่แข่ง โดยส่วนตัว มองว่า การที่เราเป็นรายเล็กสตาร์ทอัพ ก็มีข้อดีหลายอย่าง คล่องตัวในการทำงาน เสน่ห์รายเล็กที่สามารถพูดคุยกับลูกค้าได้โดยตรง และดูแลตอบคำถามลูกค้าอย่างใกล้ชิด และลูกค้าไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อครั้งละ มากๆ สั่งจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งยังเป็นจุดแข็ง ที่ทำให้ลูกค้า เลือก ที่จะซื้อสินค้าจากเรา และปัจจุบัน ลูกค้า พอใจที่จะซื้อโดยตรงจากเกษตรกรมากกว่า ซื้อจากพ่อค้าคนกลาง

สนใจโทร.09-1042-9022



* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า “SMEs ผู้จัดการ” รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย คลิกที่นี่เลย!! * * *




กำลังโหลดความคิดเห็น...