xs
xsm
sm
md
lg

12แบงก์แถวหน้าลงขันพัฒนาระบบชำระเงินบนบล็อกเชน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ยูบีเอส ผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาเงินดิจิตอลบนบล็อกเชนเพื่อปรับปรุงการชำระเงินระหว่างธนาคารให้รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แบงก์ใหญ่สุดของโลกกว่าสิบแห่งร่วมแผนลงทุน 50 ล้านดอลลาร์สร้างระบบเงินดิจิตอลที่อิงกับเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อจัดการธุรกรรมการเงินระหว่างกันให้โปร่งใส รวดเร็วทันใจ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีกำหนดเปิดตัวคร่าวๆ ปีหน้า ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับบล็อกเชนของอุตสาหกรรมการธนาคารกระแสหลัก

แผนการนี้ต่อยอดมาจากโครงการ “utility settlement coin” (USC) ที่นำเสนอครั้งแรกโดยยูบีเอส กรุ๊ปจากสวิตเซอร์แลนด์ และเคลียร์เมติกส์ สตาร์ทอัพเทคโนโลยีในลอนดอน เมื่อปี 2015 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำให้สกุลเงินทั่วไปกลายเป็นเงินดิจิตอลหรือคริปโตเคอร์เรนซี และใช้คริปโตนี้บนเครือข่ายบล็อกเชน เพื่อสร้างกลไกการชำระเงินระหว่างธนาคารที่โปร่งใสและรวดเร็วยิ่งขึ้น

แหล่งข่าววงในเผยว่า มีธนาคารราว 12 แห่งกำลังลงทุนในองค์กรใหม่ที่ชื่อว่า “Fnality” ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่จะเข้าดำเนินการโปรเจ็กต์ USC ที่มีกำหนดเปิดตัวในปี 2020 อย่างไรก็ตาม รายละเอียดต่างๆ ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากพันธมิตรทั้งหมดยังไม่ได้ตกลงกันในขั้นสุดท้าย

แม้ไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่า มีแบงก์ไหนบ้างที่เข้าร่วมโครงการ USC แต่เมื่อสองปีที่แล้วรอยเตอร์รายงานว่า ยูบีเอส, แบงโก แซนแทนเดอร์, แบงก์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน, สเตท สตรีท คอร์ป, เครดิต สวิส กรุ๊ป, บาร์เคลย์, เอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์, เอ็มยูเอฟจี, แคนาเดียน อิมพีเรียล แบงก์ ออฟ คอมเมิร์ซ และดอยช์ แบงก์ กำลังร่วมกันสร้างระบบเงินดิจิตอลที่จะช่วยให้ตลาดการเงินชำระเงินและส่งมอบธุรกรรมอย่างรวดเร็วผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน

โฆษกหญิงของบาร์เคลย์แถลงเมื่อไม่นานมานี้ว่า บาร์เคลย์เป็นสมาชิกยูเอสซี โปรเจ็กต์ พร้อมยืนยันว่า ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนากำลังจะสิ้นสุดลงเร็วๆ นี้

บล็อกเชน ซึ่งถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในฐานะซอฟต์แวร์เพื่อรองรับบิตคอยน์ คือบัญชีกระจายข้อมูลของธุรกรรมที่ดำเนินการโดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์

นอกจากโปรเจ็กต์ USC แล้ว ยังมีธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ อีกหลายแห่งที่ลงทุนเป็นร้อยล้านดอลลาร์ในการทดสอบระบบบล็อกเชนเพื่อลดต้นทุนและความซับซ้อนของกระบวนการที่อุ้ยอ้าย ซึ่งรวมถึงการชำระราคาและส่งมอบสินทรัพย์และการชำระเงินระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม USC ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ทะเยอทะยานที่สุดโดยประกอบด้วยเงินดิจิตอลที่แบงก์สามารถใช้จ่ายค่าธุรกรรม

คอยน์ของโปรเจ็กต์นี้จะเป็นเงินดิจิตอลเทียบเท่าสกุลเงินปกติที่ธนาคารกลางให้การสนับสนุน เช่น ดอลลาร์หรือยูโร และรันด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน สามารถแลกเปลี่ยนและค้ำประกันโดยสินทรัพย์ในรูปเงินสดมูลค่าเท่ากันที่เก็บรักษาไว้ในธนาคารกลาง

แบงก์พันธมิตรกลุ่ม USC เคยเปิดเผยว่า ได้หารือกับแบงก์ชาติและหน่วยงานควบคุมเพื่อให้แน่ใจว่า โครงสร้างของโครงการสอดคล้องตามกฎระเบียบ

ข่าวนี้มีขึ้นไม่กี่วันหลังจากเว็บไซต์ Newconomy รายงานว่า แบงโก แซนแทนเดอร์จากสเปน ประเมินว่า ธนาคารต่างๆ สามารถลดต้นทุนเกี่ยวกับการชำระเงินข้ามพรมแดน การซื้อขายหลักทรัพย์ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ถึงปีละ 15,000-20,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนั้นยังมีแผนการริเริ่มอื่นๆ ในวอลล์สตรีทที่กำลังทดสอบเงินดิจิตอลซึ่งจะรันบนบล็อกเชน เช่น โครงการของเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โคที่ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ว่า กำลังดำเนินการเพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันการชำระราคาผ่านระบบชำระเงินบนบล็อกเชนที่ชื่อว่า “Interbank Information Network” (IIN)

ปัจจุบัน มีธนาคารและสถาบันรวมกว่า 200 แห่งเข้าร่วมใน IIN

เดือนเมษายน จอห์น ฮันเตอร์ หัวหน้าแผนกชำระบัญชีทั่วโลกของมอร์แกน กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะปรับปรุงการไหลเวียนในการประมวลผลของแบงก์ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังคงอืดอาด เน้นหนักการใช้กระดาษ ต้องใช้พนักงานในการดำเนินการ และมีความโน้มเอียงที่จะเกิดความผิดพลาดในส่วนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยมอร์แกนหวังว่า IIN จะนำเสนอการตรวจยืนยันแบบเรียลไทม์ซึ่งทำให้ธุรกรรมมีความถูกต้องแม่นยำ
IIN ยังทำงานร่วมกับ “เจพีเอ็ม คอยน์” หรือสเตเบิลคอยน์ที่เจพี มอร์แกนสร้างขึ้นโดยอิงกับเงินควอรัม เพื่อใช้ในการถ่ายโอนการชำระเงินด่วนทันทีระหว่างสถาบันการเงิน โดยคาดว่า จะเริ่มใช้ในอีกไม่กี่เดือนนี้

นอกจากนั้น R3 กิจการค้าร่วมด้านซอฟต์แวร์ยังประกาศเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมว่า ธนาคารชั้นนำกลุ่มหนึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการทดสอบ “โวลตรอน” หรือแอปการเงินที่ใช้เทคโนโลยีการกระจายข้อมูลคอร์ดา

โวลตรอนมีเป้าหมายในการปรับปรุงกระบวนการเกี่ยวกับการทำธุรกรรม Letter of Credit (LC) ซึ่งมีสถาบันเข้าร่วม 50 แห่งจากกว่า 25 ประเทศ โดยมีแบงก์ยักษ์ใหญ่อย่างอัลฟา แบงก์, ING และโซซิเอเต เจเนราล ร่วมกันทดสอบแอประหว่างช่วงนำร่อง
R3 แถลงว่า การทดลองประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน โดยโวลตรอนใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อลดเวลาที่ต้องใช้ในกระบวนการ LC ที่ใช้กระดาษทั้งหมดจาก 5-10 วัน เหลือไม่ถึง 24 ชั่วโมง และ 96% ของผู้เข้าร่วมลงความเห็นว่า โวลตรอนช่วยเร่งรัดกระบวนการ LC ปรับปรุงประสิทธิภาพ และลดต้นทุน

ทั้งสามโครงการที่กล่าวมาคือ Fnality, IIN และโวลตรอน คือข้อสรุปชัดเจนว่า แบงก์ใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่งเชื่อมั่นและกำลังวางเดิมพันกับบล็อกเชน
กำลังโหลดความคิดเห็น...