xs
xsm
sm
md
lg

ศก.อาเซียนล่อเป้าแฮกเกอร์ โอกาสทองสตาร์ทอัพท้องถิ่น

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในอาเซียนกลายเป็นโอกาสทองสำหรับสตาร์ทอัพท้องถิ่นที่พร้อมเติมเต็มความต้องการในตลาดนี้
แม้อี-คอมเมิร์ซเป็นอุตสาหกรรมที่โตเร็วที่สุด แต่ยังมีอีกอุตสาหกรรมที่มีช่องทางขยายตัวได้อีกมาก นั่นคือการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพราะสถานะเศรษฐกิจดิจิตอลที่โตเร็วที่สุดในโลกของอาเซียน ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นเป้าใหญ่ของเหล่าอาชญากรไซเบอร์โดยปริยาย

จากรายงานเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ของเอที เคียร์นีย์ พบว่า ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ปลอดภัยซึ่งคอมพิวเตอร์มากมายเสี่ยงติดไวรัสได้ง่ายๆ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการโจมตีขนาดใหญ่ นอกจากนั้นอาเซียนยังถูกใช้เป็นฮับการโจมตีเพื่อทะลุทะลวงถึงเครือข่ายการเชื่อมโยงทั่วโลก

รายงานยังพบว่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนามเป็นฐานปฏิบัติการระดับโลกสำหรับกิจกรรมบนเว็บต้องสงสัยที่ถูกบล็อก หรือมากกว่าอัตรามาตรฐานถึง 3.5 เท่า ทำให้ประเทศเหล่านี้กลายเป็นฮับสำหรับเปิดการโจมตีด้วยมัลแวร์

เมื่อไม่นานมานี้ คอมแพริเทค บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีของสหราชอาณาจักร ออกรายงานระบุว่า อินโดนีเซียและเวียดนามติดอันดับ 2 และ 3 ของประเทศที่มีการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์หละหลวมที่สุดในบรรดา 60 ประเทศที่ทำการศึกษา
ตรงข้ามกับสิงคโปร์ที่เป็นหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ติดกลุ่มท็อป 10 ในแง่ประเทศที่มีการรักษาความปลอดภัยด้านนี้เข้มแข็งที่สุด อย่างไรก็ตาม รายงานจากเทรนด์ ไมโครพบว่า 68% ของการโจมตีทางไซเบอร์มีต้นทางจากสิงคโปร์ และ 27% ของอีเมลธุรกิจที่ถูกใช้เป็นช่องทางในการโจมตีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นในแดนลอดช่อง

รายงานความเสี่ยงทั่วโลกของเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัมประจำปีปัจจุบันระบุว่า การโจมตีทางไซเบอร์และการล่วงละเมิดข้อมูลเป็นความเสี่ยงร้ายแรงอันดับ 4 และ 5 ที่โลกเผชิญอยู่ในขณะนี้ และเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ภัยคุกคามสองประเภทนี้ติดกลุ่มท็อป 5 ในตาราง

ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่า การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ยังมีช่องทางขยายตัวได้อีกมาก

ขณะเดียวกัน วงการสตาร์ทอัพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้เล่นระดับโลกน้ำตาเช็ดหัวเข่ามานักต่อนัก ยกตัวอย่างเช่นแกร็บ ผู้ให้บริการไรด์เฮลลิ่งจากสิงคโปร์ ที่เป็นต้นเหตุให้อูเบอร์ของอเมริกาต้องหอบผ้าหนีเตลิดจากภูมิภาคนี้เมื่อต้นปีที่แล้ว

รวมถึงหนึ่งในสตาร์ทอัพที่เป็นที่กล่าวขานถึงมากที่สุดอย่างโกเจ็คของอินโดนีเซีย ซึ่งเริ่มต้นจากการให้บริการแอปเรียกมอเตอร์ไซค์ก่อนจะกลายมาเป็นผู้ให้บริการตามสั่งเต็มตัวที่นำเสนอตั้งแต่การจองตั๋ว รับส่งพัสดุจนถึงบริการทำความสะอาด

โกเจ็คให้บริการใน 50 เมืองแดนอิเหนา และกำลังขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียอาคเนย์

แม้ผู้สังเกตการณ์ภายนอกจำนวนมากมักมองว่า สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน เป็นฮับนวัตกรรมเทคโนโลยีของเอเชีย แต่ความที่มีสตาร์ทอัพผุดขึ้นมากมายจากทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศเหล่านี้จึงแข่งขันกันกลายๆ ในการเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีแบบเดียวกับซิลิคอนแวลลีย์ของอเมริกา

สิงคโปร์นั้นเกือบเรียกได้ว่า โดดเด่นที่สุดในสนามสตาร์ทอัพแห่งภูมิภาค แต่อินโดนีเซียก็ไม่ยอมน้อยหน้า เพราะมี “ยูนิคอร์น” หรือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไปถึง 4 แห่งด้วยกัน แถมยังเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 2 ของเงินทุนจากเหล่าเวนเจอร์แคปิตอล

ขณะเดียวกัน อาเซียนกำลังจะกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า การเติบโตของภูมิภาคนี้ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นหลัก ยิ่งไปกว่านั้น การขยายตัวของชนชั้นกลาง และการที่คนจำนวนมากขึ้นเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังหมายความถึงการบูมของเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนการก่อกำเนิดของสตาร์ทอัพท้องถิ่นอย่างโกเจ็ค

ความสำเร็จของภูมิภาคนี้ยังผูกโยงกับการปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น ซึ่งเป็นคำอธิบายว่า เหตุใดสตาร์ทอัพท้องถิ่นหลายแห่งจึงหาญกล้าล้มยักษ์ต่างแดน

กระนั้น แม้ภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์มีมูลค่ามหาศาล แต่กลับมีผู้บริหารเพียง 42% ในภูมิภาคนี้ที่กำหนดให้การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นเป้าหมายสำคัญอันดับต้นๆ ทว่า ในทางกลับกัน นี่อาจหมายถึงตลาดที่ยังเติมไม่เต็มและโอกาสทองสำหรับสตาร์ทอัพ

นอกจากนั้นแม้มีผู้ให้บริการแขนงนี้อยู่แล้วราว 2,600 แห่ง แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยร่วมมือกันและไม่แชร์ข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งนอกจากไม่ช่วยส่งเสริมความปลอดภัยโดยรวมแล้ว ยังกลายเป็นการจำกัดศักยภาพและนวัตกรรมที่ผู้เล่นหน้าใหม่จะสามารถนำเสนอได้อีกด้วย

และแม้ผู้เล่นระดับโลกอาจน่าเกรงขามสำหรับสตาร์ทอัพน้องใหม่มากมาย แต่เอาเข้าจริงบริษัทยักษ์ปักหลั่นเหล่านั้นกลับนำเสนอโซลูชันที่ออกแบบและตั้งราคามาสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เป็นหลัก เท่ากับว่า ยังเหลือส่วนแบ่งมากมายให้สตาร์ทอัพขนาดเล็กช่วงชิงด้วยการพัฒนาโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของตลาดท้องถิ่นมากกว่า ราคาย่อมเยากว่า และให้การสนับสนุนในภาษาท้องถิ่น
กำลังโหลดความคิดเห็น...