xs
sm
md
lg

“บ้านหนองแม่นา”ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ จ.เพชรบูรณ์ เกิดจาก“เกษตรแบบผสมผสาน” ตามแนวทางศก.พอเพียง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

 “นายสมัย เสวิศิษฐ์”  เกษตรกรวัย 61 ปี จากหมู่บ้านหนองแม่นา
ที่ผ่านมา หลายคนอาจจะได้เห็นตัวอย่างเกษตรกรที่เดินรอยตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยการปรับการทำเกษตรแนวใหม่ หรือเรียกว่า “เกษตรแบบผสมผสาน” และสุดท้ยทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น สามารถแก้ปัญหาหนี้สิน และมีรายได้ เพียงพอเลี้ยงดูแลตัวเองและครอบครัว พร้อมส่งลูกเรียนจนสำเร็จ เช่นเดียวกับ

“นายสมัย เสวิศิษฐ์” เกษตรกรวัย 61 ปี จากหมู่บ้านหนองแม่นา ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ หนึ่งในเกษตรกรประสบความสำเร็จ จากการทำเกษตรผสมผสานตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ตั้งแต่ปี 2530 ด้วยมองเห็นคุณค่าของชุมชนบ้านเกิด โดยใช้สิทธิที่ทำกินที่ดินราษฎรอาสาสมัคร(รอส.) เพียง 16 ไร่ เป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิต

“ผมทำกินในที่ รอส.อย่างเดียวเลยครับ ไม่มีโฉนดเป็นของตัวเอง ตอนแรกปลูกกะหล่ำอย่างเดียว หลังก็เริ่มศึกษาแผนงานของในหลวง ผมก็จับใจความได้ว่า ที่ดินมันต้นทุนสูง จึงเริ่มเปลี่ยนแผนการปลูกมาเป็นแบบหมุนเวียนที่ดิน ตอนนี้ปลูกทั้งเสาวรส, พริก, แก้วมังกร, เลี้ยงไก่, เลี้ยงปลา แล้วตอนนี้ก็มาปลูกถั่ว ปลูกวนกันไปตามฤดูกาล ปีนั้นเสาวรสราคาตก จากกิโลกรัมละ 20-30 บาทก็เหลือกิโลกรัมละ 8-16 บาท แต่เราไม่ตายนะ เพราะเรามีพืชชนิดอื่น คือ ปลูกไม่เน้นกำไรมาก เอาแค่พออยู่ได้ แล้วก็ส่งลูกเรียนจบแล้วมันโล่งแล้ว ทีนี้ก็ทำตามกำลัง เน้นกู้ทุนคืนผมก็สุขใจดีนะ” ลุงสมัย อธิบาย

สำหรับ “ลุงสมัย” เป็นเพียงหนึ่งในเกษตรกรรายหนึ่งในหมู่บ้านเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งในหมู่บ้านยังมีเกษตรกร อีกมากมายที่ดำเนินชีวิตในแบบพอเพียงและทำไร่นาผสมผสาน ทำให้ปัจจุบันหมู่บ้านกลายเป็นพื้นที่เกษตรที่น่าสนใจมี พืช ผัก ผลไม้หลากหลายชนิด กระทั่งกลายเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวิถีเกษตร ที่มีบ้านพักและกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยว พร้อมกับสินค้าที่ระลึกมากมายอันเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการรวมตัวของคนในชุมชน และกลายเป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย เลือกมาเป็นหมู่บ้าน โอทอป (OTOP) แห่งการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิดประชารัฐที่เน้น “กิน เที่ยว ช้อป”
นายสุรินทร์ สุขมี ผู้ใหญ่บ้านหนองแม่นา
จุดกำเนิดบ้านหนองแม่นา ก่อนได้ขึ้นทะเบียนเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์

ด้านนายสุรินทร์ สุขมี ผู้ใหญ่บ้านหนองแม่นา เล่าถึงที่มาของ ของหมู่บ้านหนองแม่นา ว่า ด้วยอัตลักษณ์ของชุมชนที่มีความหลากหลาย อันเกิดจากราษฎรอาสาที่ขึ้นมาร่วมรบ และทหารที่ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณนี้ จึงทำให้มีการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข สมัครสมานสามัคคี มีลำน้ำเข็กเป็นแหล่งในการดำรงชีพ สามารถใช้ในการประกอบอาชีพทางการเกษตร และที่สำคัญในลำน้ำเข็กมีแมงกะพรุนซึ่งเป็นแมงกะพรุนน้ำจืด จะอยู่บริเวณหน้าวัดหนองแม่นา ซึ่งจะมีให้เห็นในช่วง เดือน กุมภาพันธ์ - มีนาคม ของทุกปี เท่านั้น

“ที่ดินในชุมชนมีราว 1,000 ไร่ มีประชากรใช้ประโยชน์ประมาณ 460 กว่าคน ส่วนมากเป็นอาชีพเกษตรกร แต่ต่อมาพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นอาชีพเสริม ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวตลอดปี ยกเว้นช่วงปิดฤดูกาลในหน้าน้ำหลาก คือ พฤษภาคม-มิถุนายน นอกนั้นก็เที่ยวได้ตลอด เน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ คือ ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ตอนนี้เราแบ่งกลุ่มชาวบ้านให้ทำหลายๆ อย่างเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาชีพ ได้แก่ทำสวนผสมผสาน ผลิตสินค้าท้องถิ่นเช่น ไม้กวาด เสาวรสแปรรูป แยม น้ำผลไม้ อะไรทำนองนี้ มีกลุ่มโฮมสเตย์หรือบ้านพักที่ให้นักท่องเที่ยวมาค้างคืน กลุ่มนำเที่ยวและบริการข้อมูล มีร้านค้าชุมชน และมีกลุ่มพายเรือในลำน้ำ ซึ่งจะมีนักท่อเที่ยวที่หลากหลายบ้างมาจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ บ้างมาเที่ยวสวนผลไม้ สวนหม่อน แล้วแต่ใครชอบแบบใด แต่จะดูทั้งหมู่บ้านก็ได้ กิจกรรมเหล่านี้ทำให้หมู่บ้านเรามายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนไม่ต่ำกว่าปีละ 1 แสนบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ชาวบ้านพึงพอใจ ” สุรินทร์ อธิบายกิจกรรมทั่วไปในชุมชน

ขณะที่หมู่บ้านแห่งอารยธรรม 3 ชนเผ่า ม้ง เย้า ลีซอ อย่างบ้านเล่าลือ ตำบลเขาค้อ อำเภอเขาค้อ เองก็จัดอยู่ในหมู่บ้านที่โดดเด่นและมีมรดกด้านวัฒนธรรม ที่ พช.ยกให้เป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือ Cultural Tourism ซึ่งนอกจากงดงามด้วยความหลากหลายของชาติพันธุ์แล้ว ยังเป็นหมู่บ้านที่มีสินค้าแปรรูป และผลิตภัณฑ์พื้นเมืองมากมายที่เป็นผลงานของชุมชน เช่น ผลิตภัณฑ์ จักสานกัญชง ข้าวไร่อินทรีย์ เมล็ดแมคคาเดเมีย ชุดแต่งกายและข้าวของเครื่องใช้เครื่องประดับประจำชนเผ่าต่างๆ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้คนมาเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ต้องตัดสินใจไปแวะชมและซื้อสินค้า

แมคคาแดเมีย พืชศก.ตัวใหม่ ทำให้รายได้เกษตรกร อำเภอเขาค้อ แห่งนี้

นางสาวอานุรัตน์ แสนยากุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวม้ง แห่งตำบลเขาค้อให้ข้อมูลว่าเขาค้อเป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกเมล็ดแมคคาเดเมีย มากๆ ซึ่งจัดเป็นถั่วที่ให้โปรตีนสูงและกำลังได้รับความนิยม แต่ว่าการปลูกยังมีน้อย จึงต้องเร่งส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเพิ่มเติมบนที่ดินของตนเองแล้วขายเมล็ดให้กลุ่มเพื่อแปรรูป โดยเธอเปิดกลุ่มแปรรูปเมล็ดแมคคาเดเมียมานานกว่า 5 ปี ปัจจุบันมีการกระจายสินค้าทั่วประเทศ โดยจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 1,200-1,400 บาท และแบ่งบรรจุภัณฑ์เป็นกล่อง เป็นถุงเพื่อสะดวกแก่การซื้อขาย ซึ่งปัจจุบันช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนเป็นอย่างดี และทำให้ชาวบ้านไม่ต้องไปทำงานนอกชุมชน
แม่เฒ่าชาวม้ง กำลังปอกเปลือก เส้นใยกัญชง
พช.ยกให้หมู่บ้านเล่าลื้อ ได้คัดเลือกเป็น หมู่บ้านOTOP Village Champion

นายณรงค์ บุ่ยศิริรักษ์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวในระหว่างการเป็นประธานเปิดกิจกรรมพบปะพูดคุยถ่ายทอดประสบการณ์ OTOP ยุคไทยแลนด์4.0 ที่บ้านเล่าลือว่า หมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยว เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 โดยกรมการพัฒนาชุมชนเล็งเห็นช่องทางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจรากฐานและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน จึงได้จัดประกวด OTOP Village Champion ขึ้นมาเพื่อปลุกกระแสท่องเที่ยวหมู่บ้านโอทอป โดย พช.จะเป็นผู้ทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณ และช่วยส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งหมู่บ้านเล่าลือเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่น่าสนใจและเข้าเกณฑ์ทั้งหมดของนโยบายดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วย 1 มีผลิตภัณฑ์โอทอปที่โดดเด่น 2 มีนักท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ 3 ชุมชนมีความพร้อมสามัคคีกัน 4 มีความหลากหลายทางภูมิประเทศและวิถีชุมชน 5 เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงกัน
 อานุรัตน์ แสนยากุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวม้ง
“ทีนี้มาถึง 4.0 มันคืออะไร ผมตอบตรงนี้ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปใครไปเที่ยวต้องเปิดข้อมูลออนไลน์แล้ว เราจะพัฒนาตรงนั้นรองรับไหม คือทุกอย่างเป็นดิจิตอลหมด แล้วถ้าเรามีสินค้าขายมีขายออนไลน์ แล้วส่งของทางไปรษณีย์ไหมเกิดใครไม่มีเวลาเที่ยวก็สั่งซื้อได้ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้นที่เราให้ความสำคัญ” ณรงค์ ระบุ

"หมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยว" ต้องอาศัยการรวมพลังกันทุกฝ่าย โดยกรมการพัฒนาชุมชนจะส่งเสริมให้คนในชุมชน ช่วยกันคิดวิเคราะห์ หาความพร้อมของหมู่บ้าน เพื่อเสริมศักยภาพให้หมู่บ้านสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับหมูบ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยว มีจำนวนรวม 111 แห่ง จากทั้งหมด 4 ภาค โดยแต่ละพื้นที่จะชูจุดเด่นของแต่ละภาคซึ่งแตกต่างกัน ทั้งแนว Cultural Tourism เน้นการสัมผัสประสบการณ์ธรรมชาติ ดื่มด่ำกับเสน่ห์กลิ่นอายชนบท และแนว ECO Tourism การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสัมผัสแหล่งธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจ รวมทั้งวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของคนในหมู่บ้าน และผลิตภัณฑ์ประจำหมู่บ้านที่เป็นเอกลักษณ์
แยมเสาวรส ผลผลิต จากบ้านหนองแม่นา
ทั้งหมู่บ้านเล่าลือและหนองแม่นา ล้วนเป็นชุมชนที่มีความพร้อมตามเงื่อนไขของ พช.และนี่คือภาพสะท้อนความสำเร็จของโครงการประชารัฐที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของไทยให้ดีขึ้น
ณรงค์ บุ่ยศิริรักษ์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า “SMEs ผู้จัดการ” รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย คลิกที่นี่เลย!! * * *


กำลังโหลดความคิดเห็น...