ในปี 2011 ขณะคนงานก่อสร้างกำลังขุดดินในย่าน Elmhurst ซึ่งอยู่เขต Queens ของเมือง New York ประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาได้ยินเสียงอุปกรณ์ตักดินกระทบโลหะอย่างรุนแรง และเห็นซากศพๆ หนึ่ง กลิ้งออกมาจากโลงเหล็ก ความรู้สึกของบรรดากรรมกร ณ วินาทีที่เห็นศพ คือ มันคงเป็นศพของใครบางคนที่ถูกฆาตกรรม ดังนั้นจึงได้รายงานสิ่งที่พบและศพที่เห็นต่อกองตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งก็ได้จัดส่ง Scott Warnasch ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยา ด้านนิติเวชวิทยาศาสตร์มาตรวจสอบ
รายงานผลการชันสูตรศพในเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าซากศพนี้เป็นของหญิงนิโกร ที่ตามปกติมักมีฐานะยากจน แต่เสื้อผ้าที่เธอสวม เป็นเสื้อผ้าที่มีราคา และศพอยู่ในสภาพมัมมี่ ทั้งๆ ที่เธอได้เสียชีวิตไปตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือ เมื่อ 165 ปีก่อนนี้ ครั้นเมื่อ Warnasch ได้เห็นผิวหนังของมัมมี่มีแผลเป็นตุ่มปรากฏเต็มไปทั้งตัว เขาก็ตระหนักได้ในทันทีว่า เธอได้เสียชีวิตด้วยโรคฝีดาษ (smallpox) และนั่นก็คงจะเป็นเหตุผลที่ศพของเธอได้ถูกบรรจุในโลงเหล็กที่มีราคาแพง และฝาโลงถูกปิดอย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้อากาศผ่านเข้าออก เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เชื้อไวรัสฝีดาษในศพเธอไม่สามารถแพร่กระจายไปได้เท่านั้นเอง
เมื่อผลการวิเคราะห์เป็นเช่นนี้ ความสงสัยในประเด็นฆาตกรรมจึงได้เปลี่ยนไปเป็นเรื่องโอกาสที่ศพจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษทันที เพราะศพยังอยู่ในสภาพ “ดี” ทางกองตำรวจจึงได้รายงานเรื่องนี้ให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention, CDC) ที่เมือง Atlanta ในรัฐ Georgia ทราบ
แม้ทาง CDC จะอ้างว่า โอกาสที่โรคฝีดาษจะระบาดมีค่าน้อย แต่ก็ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคฝีดาษมาเก็บเชื้อไวรัสในศพไปวิเคราะห์ DNA หลังจากที่ได้ข้อมูล DNA แล้ว เจ้าหน้าที่ของ CDC ก็ต้องประสบความผิดหวัง เมื่อพบว่า DNA ของเชื้อไวรัสฝีดาษที่ฆ่าหญิงนิโกรได้เสื่อมสลายไปมาก จนแทบไม่หลงเหลือให้รู้ว่ามันเคยเป็นไวรัสฝีดาษ และเมื่อไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดในโลกรู้ชัดว่า ไวรัสฝีดาษสามารถอาศัยอยู่ในซากศพมนุษย์ได้นานเพียงใด ดังนั้น ความรู้ในประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการมาก และนอกจากเหตุผลข้อนี้แล้ว ผู้เชี่ยวชาญก็ยังต้องการจะรู้อีกว่า DNA ของไวรัสฝีดาษได้มีวิวัฒนาการ หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง นับตั้งแต่เวลาที่มันเคยคุกคามโลกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งความรู้นี้จะได้มาจากการเปรียบเทียบ DNA ของไวรัสในศพคนที่เสียชีวิตด้วยโรคฝีดาษในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ณ เวลาต่างๆ กัน
ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ปี 2012 นักวิจัยชาวฝรั่งเศสและรัสเซียก็ได้ขุดพบมัมมี่ของคนที่เสียชีวิตด้วยโรคฝีดาษในวัย 30 ปี ซึ่งถูกฝังในดินแดน Siberia ทางตะวันออกของรัสเซีย และเป็นมัมมี่ที่มีไวรัสฝีดาษตัวเป็นๆ อาศัยอยู่ จึงได้สกัด DNA ของมันออกมาศึกษา
ถ้าเราย้อนอดีตไปอีกนานก่อนนั้น คือ ในปี 1876 ทางกรมไปรษณีย์ของสหรัฐฯ ก็เคยรายงานว่า มีคนแอบส่งสะเก็ดแผลของคนที่ป่วยเป็นโรคฝีดาษไปที่พิพิธภัณฑ์แห่งรัฐ Virginia การกระทำนี้ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์และเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์พากันตกใจ และแตกตื่นพอประมาณ แต่การตรวจสอบ DNA ของสิ่งที่ส่งมา ปรากฏว่ามันเป็นไวรัสสายพันธุ์อื่นที่มิใช่ไวรัสฝีดาษ ดังนั้นจึงไม่มีใครเป็นอันตรายใดๆ
"ฝีดาษ" เป็นไวรัสที่มีชื่อเสียงในทางลบว่าได้ทำให้เกิดโรคระบาดที่ร้ายแรงมากที่สุดโรคหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะสามารถระบาดได้อย่างรวดเร็ว และรุนแรงจนใครก็ตามที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสรอดชีวิตเพียง 2 ใน 3 เท่านั้น แม้คนทั่วโลกสามารถถูกโรคชนิดนี้คุกคามได้ แต่ชนชาวอินเดียนที่เคยอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาทั้งเหนือ กลาง และใต้ เมื่อห้าร้อยปีก่อนชาวนิโกรในทวีปแอฟริกาได้ถูกคุกคามมากที่สุด จนทำให้อาณาจักรโบราณหลายอาณาจักร (มายา อินคา และแอซเท็ก) ต้องล่มสลาย เพราะประชากรจำนวนมากได้เสียชีวิตด้วยโรคฝีดาษ ซึ่งเป็นโรคที่ถูกชาวยุโรปนำมาเผยแพร่เพราะต้องการสังหารเป็นการล้างเผ่าพันธุ์ เช่น ด้วยการมอบผ้าห่มของคนที่เป็นโรคฝีดาษให้ชาวอินเดียนได้ใช้ห่ม เสมือนว่าเป็น “ความปรารถนาดี” ในช่วงเวลาระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 ซึ่งมีผลทำให้ชาวอินเดียนล้มตายเป็นจำนวนมากนับล้านคน
ในปี 1966 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) ได้เคยคาดการณ์ว่า โลกจะมีคนไข้ที่ล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษเป็นจำนวนมากตั้งแต่ 10-15 ล้านคนต่อปี ดังนั้น WHO จึงได้รณรงค์ให้มีการปลูกฝีกันทั่วโลก จนมีผลทำให้หัวหน้าโครงการนี้ชื่อ D.A. Henderson ได้ออกถลงการณ์ว่า เชื้อโรคฝีดาษได้ถูกมนุษย์กำจัดไปจนหมดสิ้นแล้ว ตั้งแต่ปี 1977 (คือ เมื่อ 48 ปีก่อน) แต่ซากของเชื้อไวรัสฝีดาษ (variola) ที่ตายไปแล้วก็ยังมีพบในซากศพคนที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้ เช่น ในมัมมี่ขององค์ฟาโรห์ Rameses ที่ 5 ซึ่งมีอายุมากถึง 3,200 ปี เป็นต้น
ฝีดาษมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า variola (variola มีรากศัพท์มาจากคำในภาษาละตินว่า varus ที่แปลว่า ตุ่ม ที่ชอบขึ้นตามตัว) ทั้งนี้เพราะคนที่กำลังป่วยและหายป่วยแล้วมักจะมีตุ่มขึ้นตามตัวและใบหน้าเต็มไปหมด
ตามปกติเวลาเชื้อฝีดาษเข้าสู่คน ภายในเวลา 12 วันแรก ร่างกายคนมักจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่จากนั้นไม่นานคนไข้จะรู้สึกครั่นเนื้อ ครั่นตัว มีไข้สูง บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะหรือปวดหลัง หลายคนอาจอาเจียนและการหายใจจะมีอาการติดขัด จากนั้นอาการไข้จะลด อีก 2-3 วันต่อมา ตามบริเวณใบหน้าและผิวหนังทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะที่ปาก คอ จมูก หน้าอก และแขนจะมีจุดแดงคล้ายตุ่มขึ้นเต็ม แล้วตุ่มก็จะขยายขนาด เพราะภายในมีหนอง แล้วอาการไข้ตัวร้อนก็จะหวนกลับมาอีก จากนั้นตุ่มจะแตก ส่งกลิ่นเหม็น แล้วอีกไม่นานแผลที่ตุ่มก็จะมีสะเก็ดสีเหลืองปกคลุม และเวลาสะเก็ดหลุด ผิวหนังตรงบริเวณนั้นจะกลายสภาพเป็นแผลเป็น
ในกรณีที่เป็นโรคฝีดาษระดับร้ายแรงตามบริเวณจมูก ตา และเหงือกของผู้ป่วยอาจจะมีเลือดไหล ในลำคอจะมีตุ่มขนาดเล็กขึ้นเต็มไปหมด ซึ่งจะทำให้คนไข้ไม่สามารถดื่มน้ำได้ และจะเสียชีวิตภายในเวลาอีก 10 วันต่อมา แต่ถ้าคนไข้ได้รับการรักษาทันเวลา ร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันฝีดาษไปจนตลอดชีวิต ซึ่งหมายความว่า เขาจะไม่ล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษอีกเลย
โดยทั่วไป ฝีดาษสามารถติดต่อหรือระบาดได้ โดยการสัมผัสน้ำลายหรือละอองลอยที่มาจากการไอหรือจามของคนที่เป็นโรค
ประวัติศาสตร์อเมริกันได้เคยมีบันทึกว่า George Washington ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐ ในวัยหนุ่มได้ป่วยเป็นโรคฝีดาษ แต่ได้รับการรักษาจนหาย
สำหรับวิธีที่ใช้ในการรักษานั้น ในอดีตเมื่อ 3,000 ปีก่อน หมอชาวบ้านในจีนมักจะให้คนไข้ฝีดาษได้สูดดมควันที่ได้มาจากการเผาสะเก็ดแผลของคนที่หายป่วยแล้ว และมีวิธีป้องกันโดยการนำเชื้อของผู้ป่วยไปถ่ายให้คนที่มีสุขภาพดี เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ส่วนคนชาติอื่นๆ เช่น ชาว Arabia, North Africa, Persia, India และ Turkey ก็ได้รู้จักวิธีป้องกันโรคฝีดาษก่อนชาวยุโรปเสียอีก เช่น ในปี 1717 สุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์ชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ Lady Mary Wortley Montagu ซึ่งได้เห็นวิธีปลูกฝีในประเทศตุรกี และได้จดบันทึกว่า บรรดาแม่ชาวตุรกีมักจะปลูกฝีให้ลูกๆ โดยการปลูกถ่ายเชื้อจากหนองสด ๆ ของคนที่เป็นโรคมาทาที่ผิวของคนที่ยังไม่ป่วย ตรงบริเวณรอยขีดข่วน ซึ่งได้ทำให้คนที่ปลูกฝีมีอาการป่วยที่ไม่รุนแรง แต่ก็จะไม่ล้มป่วยอีกเลย เธอจึงให้แพทย์ชื่อ Charles Maitland ซึ่งในเวลานั้นรักษาคนไข้อยู่ที่กรุง Constantinople ให้ช่วยปลูกฝีตามรูปแบบนี้ให้แก่ลูกชายของเธอ แต่เมื่อกลับถึงประเทศอังกฤษ คุณหญิง Montagu ได้ล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษ ซึ่งได้ทำให้ใบหน้าเธอเสียโฉมไปมาก เธอจึงได้ออกมาประกาศสนับสนุนการปลูกฝีให้แก่คนอังกฤษทั้งประเทศเมื่อปี 1721 แต่คนทั่วไปมักรู้สึกกลัววิธีปลูกฝีในลักษณะนี้ เพราะได้ข่าวว่ามีคนไข้เสียชีวิตหลายคน (เนื่องจากสาเหตุที่วิธีการปลูกฝีไม่สะอาด) ดังนั้นการยอมรับจึงยังไม่แพร่หลาย
จนกระทั่งถึงยุคของ Edward Jenner (1749-1822) ซึ่งได้ประสบความสำเร็จในการคิดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษเป็นคนแรก หลังจากที่ได้ครุ่นคิดเรื่องนี้มาเป็นเวลานานถึง 16 ปี เมื่อได้สังเกตเห็นว่า ตามบริเวณมือและแขนของบรรดาหญิงรีดนมวัว มักเป็นแผลที่เกิดจากฝีดาษวัว (cowpox) ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการไม่รุนแรงเท่าฝีดาษ และได้พบว่าหญิงรีดนมวัวทุกคนหลังจากที่เป็นฝีดาษวัวแล้ว ไม่มีใครได้ล้มป่วยเป็นฝีดาษอีกเลย ดังนั้น Jenner จึงคาดการณ์ว่า ฝีดาษวัวคงจะสามารถป้องกันคนทั่วไปไม่ให้เป็นโรคฝีดาษได้
ด้วยเหตุนี้ในวันที่ 14 พฤษภาคมของปี 1796 Jenner จึงได้เอาหนองจากแผลบนแขนของหญิงรีดนมวัวชื่อ Sarah Nelmes ไปป้ายที่แผลซึ่งถูกมีดกรีดเล็กน้อยบนแขนของ James Phipps ซึ่งเป็นเด็กชายวัย 8 ขวบ และพบว่า Phipps ได้ล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษวัวในเวลาต่อมาอีกไม่นาน แต่ก็หายสบายดีในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา Jenner จึงได้นำเชื้อฝีดาษไปป้ายบนแผลที่แขนของ Phipps อีก คราวนี้ไม่ปรากฏว่า Phipps ได้ล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปอีกนานเพียงใด
วันที่ 14 พฤษภาคม จึงเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในประวัติวิทยาศาสตร์การแพทย์ของโลก เพราะในวันนั้นมนุษย์ได้มีวัคซีนป้องกันโรคเพื่อใช้เป็นครั้งแรก ในขณะที่ Joseph Lister พบวิธีฆ่าเชื้อโรค เพื่อใช้ในการรักษา แต่ Edward Jenner กลับใช้เชื้อโรคในการช่วยปกป้องคนไม่ให้เป็นโรค
หลังการพบวัคซีนฝีดาษ สถิติการระบาดและการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลกด้วยโรคฝีดาษก็ได้ลดลง ๆ เช่น ในปี 1972 ได้มีคนล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษใน 14 ประเทศ จนถึงวันที่ 17 เมษายน ปี 1978 องค์การอนามัยโลกก็ได้ออกแถลงการณ์ว่า คนไข้โรคฝีดาษคนสุดท้ายของโลก คือ Ali Maow Maalin ซึ่งเป็นชาว Somalia ในแอฟริกาได้รับการรักษาจนหายขาดแล้ว และนับตั้งแต่นั้นมาโลกก็ไม่ถูกฝีดาษคุกคามอีก จนกระทั่งถึงเมื่อปี 2022 นี้ ด้วยโรคฝีดาษลิง
ถึงกระนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ยังเก็บเชื้อไวรัสฝีดาษไว้ที่ศูนย์ CDC ในประเทศสหรัฐอเมริกา และที่ห้องปฏิบัติการ VECTOR ในเมือง Koltsovo ของประเทศรัสเซีย โดยยังไม่ทำลายเชื้อให้สูญพันธุ์ ทั้งๆ ที่นักวิทยาศาสตร์รู้รหัสพันธุกรรม (genome) ของไวรัสฝีดาษอย่างสมบูรณ์แล้ว เพราะผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวรัสชนิดนี้มีความเห็นแตกแยกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่ต้องการทำลายเชื้อไวรัสให้หมดไปจากโลกก็อ้างว่า เพื่อไม่ให้มนุษย์คนใดต้องล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษอีก ส่วนฝ่ายที่ต้องการเก็บเชื้อไวรัสก็มีความเห็นว่า การฆ่าไวรัสฝีดาษจนสูญพันธุ์ เป็นเรื่องไม่สมควรทำ เพราะเชื้อดังกล่าวจะไม่สร้างภัยอันตรายใด ๆ ได้อีก ถ้าถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี โดยไม่ให้ผู้ก่อการร้ายได้นำไปแพร่ระบาด นอกจากนี้เชื้อฝีดาษที่มีในปริมาณน้อยนิดนี้ ก็อาจนำไปพัฒนาเป็นวัคซีนต่อสู้โรคสายพันธุ์ใกล้เคียง ที่อาจทำให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ได้ในอนาคต ด้านนักพันธุศาสตร์ก็อ้างว่า การรู้รหัสพันธุกรรมของไวรัสฝีดาษที่ระยะเวลาและสถานที่ต่าง ๆ จะช่วยให้นักวิชาการมีความรู้ด้านวิวัฒนาการของเชื้อไวรัส และถ้าเราสามารถรู้ชีวสภาพของเชื้อในอนาคต การรักษาด้วยยาและการป้องกันด้วยวัคซีนก็จะไม่มีปัญหาใดๆ
ดังนั้นเมื่อมีข่าวการพบไวรัสฝีดาษในมัมมี่ของหญิงนิโกรที่ Queens ซึ่งได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1857 และไวรัสยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนก็ตระหนักรู้ในทันทีว่า ไวรัสฝีดาษอาจจะแฝงตัวอยู่ในศพยังไม่ถูกขุดพบอีกเป็นจำนวนมากก็ได้ นอกเหนือจากไวรัสที่ถูกเก็บอยู่ที่ CDC และ VECTOR แล้ว
การพบไวรัสฝีดาษอีก ได้ทำให้คนบางคนคิดในแง่ร้ายว่า ผู้ก่อการร้ายอาจจะใช้ไวรัสฝีดาษที่อยู่ในมัมมี่เป็นอาวุธชีวภาพได้ โดยการแพร่ไวรัสเข้าสู่ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองหลายเมืองพร้อมๆ กัน เพราะภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ คนจำนวนนับแสนหรือล้านก็จะล้มป่วยเป็นโรค และถ้าเชื้อไวรัสฝีดาษเป็นชนิดปกติทั่วไป ยา cidofovir ก็สามารถใช้รักษาได้อย่างไม่มีปัญหาใด ๆ แต่ถ้าเป็นเชื้อที่ได้รับการตัดต่อทางพันธุกรรม มันก็จะกลายเป็นอาวุธชีวภาพชนิดใหม่ที่ใคร ๆ ก็กลัว เพราะเป็นมัจจุราชที่อาละวาดจนโลกอลวนก็เป็นได้
สำหรับประเด็นการพบไวรัสฝีดาษที่ยังหลบซ่อนอยู่นั้น ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะนักโบราณคดี และวิศวกรก่อสร้าง มักจะขุดดินและเปลี่ยนแปลงพื้นที่ตลอดเวลา ดังนั้น การขุดใด ๆ เมื่อพบศพของคนที่เสียชีวิตด้วยฝีดาษก็จะเปิดโอกาสให้ไวรัสได้ปรากฏตัวได้ ดังในปี 2004 ที่หมู่บ้าน Yakutia ในดินแดน Siberia ตะวันออก โดยนักโบราณคดีได้ขุดพบมัมมี่แช่แข็งหลายซากในโลงไม้ และพบว่าเป็นมัมมี่ของสมาชิกในครอบครัวที่ได้ตายไปตั้งแต่เมื่อ 300 ปีก่อน ผลก็ คือ DNA ได้เปลี่ยนไปมาก จนทำให้การศึกษาลำดับของยีนในไวรัสไม่สามารถกระทำได้ แต่ก็ยังมีเหลือพอให้รู้ว่ามันเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับสายพันธุ์ที่เคยคุกคามชาวยุโรปและเอเชียในศตวรรษที่ 20 แต่สถานภาพของการค้นหาไวรัสฝีดาษที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องที่ WHO และองค์การอื่นๆ ไม่สนับสนุน ดังนั้นโลกจึงไม่มีข่าวความคืบหน้าใดๆ ในเรื่องนี้
ในส่วนที่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของฝีดาษว่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ สถานที่ใด และเมื่อใดนั้นยังเป็นปริศนาที่ตอบได้ยาก เพราะเรามีหลักฐานทางโบราณคดีค่อนข้างน้อย แต่นักประวัติศาสตร์ก็เชื่อว่าคงมีมานานกว่า 5,000 ปี เมื่อมนุษย์ได้อพยพมารวมกันเป็นอาณาจักร เช่น อียิปต์ อินเดีย Mesopotamia และ Harappa แล้วเริ่มทำเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ เช่น ม้า หมู วัว แกะ ไก่ นก สุนัข ฯลฯ ซึ่งสัตว์เหล่านี้เป็นพาหะนำโรคหลายชนิดทั้งฝีดาษ เรื้อน ไอกรน สุกใส วัณโรค ฯลฯ จากสัตว์สู่คน และจากคนกลับสู่สัตว์ก็ได้อีก
นอกจากนี้การเดินทางติดต่อของพ่อค้าระหว่างเมือง ระหว่างประเทศ ด้านนักผจญภัย นักท่องเที่ยว ทหารในกองทัพ และนักบวชก็สามารถเผยแพร่เชื้อโรคได้เช่นกัน ดังในปี 1518 ได้มีรายงานการระบาดของฝีดาษที่หมู่เกาะ Caribbean, ประเทศ Mexico และในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งโรคระบาดส่วนหนึ่งมาจากทาสที่ถูกนำมาจากทวีปแอฟริกาไปทำงานในทวีปอเมริกากลางและใต้ ส่วนบาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิกชื่อ Fray Bernardino de Sahagún ก็ได้เขียนบันทึกที่มีภาพวาดของชาวอินเดียนเผ่า Aztec ที่ได้ล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษลงในจารึก Florentine Codex เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีผลทำให้คนป่วยได้รับฉายาว่าเป็นอสูรลายจุด (speckled monster)
ไม่เพียงแต่ชนพื้นเมืองในทวีปแอฟริกาและอเมริกาเท่านั้นที่ถูกฝีดาษคุกคาม ในอิตาลีเมื่อปี 1480 ผู้คนที่ยากจนในสมัยนั้น ก็ต้องเสียชีวิตด้วยโรคระบาด เช่น วัณโรค อหิวาและฝีดาษ และส่วนมากมักมีอายุไม่เกิน 30 ปี
ในปี 1778 เมื่อกัปตัน James Cook เดินทางถึงหมู่เกาะ Hawaii กะลาสีบนเรือก็ได้นำฝีดาษไประบาดบนเกาะ ทำให้ประชากรชาวเกาะได้ลดลงถึง 90% และในปี 1788 เมื่อนักโทษกลุ่มแรกจากอังกฤษเดินทางถึงทวีป Australia โดยขึ้นตั้งหลักแหล่งที่ Port Arthur (Sydney) นักโทษและนักสำรวจก็ได้นำเชื้อฝีดาษไประบาดจนชาวพื้นเมือง Aboriginal ล้มตายไปมากเช่นกัน
เพราะไวรัสฝีดาษมี 2 ชนิด คือ variola major ที่ทำให้คนตายได้มากถึง 25-30% และ variola minor ที่ไม่รุนแรง เพราะทำให้คนตายเพียง 1% เท่านั้นเอง ดังนั้นจึงมีคนคิดนำ variola major ไปเป็นอาวุธชีวภาพ เช่น ในยุโรปสมัยกลาง เวลาเกิดสงครามได้มีการโยนซากศพของคนที่เสียชีวิตด้วยโรคฝีดาษข้ามกำแพงเมือง เพื่อให้กลิ่นศพขับไล่ผู้คนในเมืองและทหารกระเจิดกระเจิง และถ้าศพนั้นมีเชื้อฝีดาษด้วย การยึดครองเมืองก็สามารถจะทำได้ง่ายขึ้น
ในปี 1763 กองทหารอเมริกันได้มอบผ้าห่ม และผ้าเช็ดหน้าของคนที่เป็นฝีดาษให้แก่ชาวอินเดียนแดงในรัฐ Delaware เพื่อให้ “ของขวัญ” นี้ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอินเดียน โดยทหารไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย
ในปี 1776 กองทัพอังกฤษที่กำลังสู้รบกับกองทัพอเมริกัน ซึ่งโอบล้อมเมือง Quebec ในประเทศแคนาดา ได้ปล่อยโสเภณีที่เป็นโรคฝีดาษให้ออกไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับทหารอเมริกัน จนในที่สุดกองทัพอเมริกันก็ต้องแตกกระจาย เพราะทหารล้มป่วยเป็นโรคมากมาย และเมือง Quebec ก็ปลอดภัย หลังจากที่ได้ถูกโอบล้อมมาเป็นเวลานาน
ถึงปัจจุบัน คือ ตั้งแต่ปี 1972 เป็นต้นมา สหประชาชาติได้ประกาศห้ามการใช้ไวรัสเป็นอาวุธชีวภาพแล้วอย่างเด็ดขาด คือ ห้ามผลิตไวรัส ห้ามเก็บสะสมไวรัส เพื่อใช้ในการทำสงครามแล้ว แต่ก็อาจจะมีการลักลอบสร้างได้ โดยผู้ก่อการร้าย เพราะอาวุธชีวภาพนี้ตามปกติสามารถสร้างได้ในห้องปฏิบัติการขนาดเล็ก โดยใช้เวลาไม่นาน และให้บุคลากรที่มีวุฒิระดับปริญญาเอกก็สามารถสร้างไวรัสได้ ถ้ารู้ genome ของไวรัสฝีดาษ อย่างสมบูรณ์ หรือสามารถดัดแปลงไวรัสให้เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเดิมก็ได้
ความตื่นตระหนกเรื่องฝีดาษลิงได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ เพราะได้มีการพบคนที่เดินทางมาจากประเทศ Nigeria ไปประเทศอังกฤษ และหลังจากนั้นก็ได้มีการพบคนที่เป็นฝีดาษวัวกว่า 1,300 คนแล้วทั่วโลก
ในปี 1958 องค์การอนามัยโลก WHO ได้รายงานการพบฝีดาษลิงในลิงที่ใช้ในการวิจัยที่ประเทศเดนมาร์ก และอีก 12 ปีต่อมาได้มีรายงานคนไข้ที่เป็นฝีดาษลิงคนแรกที่ประเทศ Democratic Republic of Congo การวิเคราะห์สายพันธุ์ของไวรัสชนิดนี้ พบว่ามี 2 รูปแบบ คือ แบบ Congo Basin กับแบบ West Africa
สำหรับการระบาดนั้น ฝีดาษลิงติดต่อกันได้โดยการสัมผัสที่ผิวหนัง หรือได้รับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำตา ไอ จาม หรือจากการนั่งห่างกันไม่เกิน 2 เมตร และนั่งใกล้กันนานเกิน 3 ชั่วโมง ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้จึงแสดงให้เห็นว่าการระบาดของฝีดาษลิงนั้นติดต่อกันยาก และเมื่อผู้ใดได้รับเชื้อแล้ว ภายในเวลา 12 วัน คนที่รับเชื้อจะมีไข้สูง ปวดหัว มีอาการหนาวสั่น อีก 4 วันต่อมาจะมีต่อมผุดทั่วตัว และตุ่มจะพองโตที่คอ ใต้คาง ที่หู ตามรักแร้ ที่กระพุ้งแก้ม ในโพรงจมูกก็มีตุ่มเต็มไปหมด ในกรณีที่ไม่รุนแรง คนไข้จะหายเอง แต่ถ้าเป็นกรณีที่รุนแรงก็อาจต้องใช้ยา TECOVIRIMAT หรือ RINCIDOFOVIR สถิติการเสียชีวิตของโรคฝีดาษลิงก็น้อยกว่า 10% ส่วนวัคซีนที่ใช้ป้องกันก็มี เช่น MODIFIED VACCINIA ANKARA (MVA) ที่ยังมีใช้ไม่แพร่หลาย
อ่านเพิ่มเติมจาก The Greatest Killer: Smallpox in History โดย D.R. Hopkins จัดพิมพ์โดย University of Chicago Press ปี 2002
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์


