xs
xsm
sm
md
lg

ประวัติความเป็นมาของการประชุมลินเดา

เผยแพร่:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน

บรรยากาศการประชุมลินเดา
ลินเดา (Lindau) เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนเกาะขนาดเล็กในทะเลสาบคอนสแตนซ์ (Constance) ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของแคว้นบาวาเรีย (Bavaria) ในประเทศเยอรมนี

ณ วันนี้โลกรู้จักลินเดาว่าเป็นสถานที่ที่มีการจัดประชุมทุกปีให้นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ เช่น ฟิสิกส์ เคมี สรีรวิทยาและแพทย์ศาสตร์มาพบปะสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์จากหลายประเทศทั่วโลก เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ผู้เยาว์ได้รับความรู้ใหม่ๆ ได้รับแรงดลใจ และวิธีคิดในการทำงานวิจัยวิทยาศาสตร์เพื่อจะได้จรรโลงโลกต่อไปในอนาคต

การดำริให้มีการประชุมลินเดาได้ถือกำเนิดใน ค.ศ.1949 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ประเทศเยอรมนีประสบความปราชัยในสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน มีผลทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะล่มสลายแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ สังคม การเมือง หรือเศรษฐกิจ ฯลฯ ความลำบากยากแค้นของผู้คนในประเทศได้ชักนำให้แพทย์ชื่อ กุสตาฟ พาราด (Gustav Parade) คิดจะช่วยฟื้นฟูประเทศให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เหมือนเมื่อก่อนที่จะเกิดสงครามโลก
เยาวชนไทยและตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมลินเดา
จากการตระหนักว่า ในเวลานั้นนักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทำให้ไม่ได้รับรู้ความก้าวหน้า และความเคลื่อนไหวทางวิชาการใดๆ เลย พาราดจึงคิดว่าการฟื้นฟูวิชาการที่อาจจะเป็นไปได้ คือ ถ้าได้เชิญนักวิทยาศาสตร์คนเก่งๆ จากต่างชาติมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักวิทยาศาสตร์เยอรมัน การคืนสภาพก็จะเกิดได้เร็ว

เมื่อนำแนวคิดนี้ไปปรึกษากับเพื่อนชื่อ ฟรานซ์ คาร์ล ไฮน์ (Franz Karl Hein) ซึ่งเป็นสูตินรีแพทย์ พาราดก็ได้รับการสนับสนุนทันที เพราะทั้งสองเป็นแพทย์ ดังนั้น จึงดำริจะเชิญคนที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาแพทย์ศาสตร์และสรีระวิทยามาบรรยาย ส่วนผู้ที่จะได้รับเชิญให้มาฟังก็ควรเป็นแพทย์ชาวเยอรมันจากทั่วประเทศ

เมื่อความคิดตกผลึก ทั้งสองได้เดินทางไปขอความร่วมมือจากท่านนายกเทศมนตรีแห่งเมืองลินเดา ซึ่งก็เห็นด้วยและได้เสริมว่า ควรมีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ชาวเยอรมันเข้าร่วมประชุมด้วย และควรจัดการประชุมที่เมืองลินเดา

ในส่วนของงบประมาณที่จะใช้ในการจัดงานนั้น ท่านเคาน์ต เลนนาร์ต เบอร์นาด๊อตเต (Count Lennart Bernadotte) จะเป็นผู้สนับสนุน อีกทั้งยังได้อาสาเดินทางไปกรุงสต๊อคโฮล์ม (Stockholm) ในสวีเดนเพื่อเชิญผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะท่านเคาน์ตเป็นพระปนัดดาในกษัตริย์ออสการ์ (Oscar) ที่ 2 แห่งสวีเดน ซึ่งเป็นผู้พระราชทานรางวัลโนเบลตั้งแต่ ค.ศ.1901
เยาวชนเสวนาแลกเปลี่ยนกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล
การประชุมลินเดาครั้งแรกได้ถูกจัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1951 โดยมีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาแพทย์ศาสตร์มาร่วม 7 คน เป็นชาวเยอรมัน 6 คน กับชาวอเมริกัน 1 คน และมีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ชาวเยอรมันที่เรียนดีมาร่วมประชุมด้วยประมาณ 400 คน โดยภาษาที่ใช้ในการประชุมเป็น ภาษาเยอรมัน สำหรับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลที่มาในการประชุมลินเดาครั้งนั้น ได้แก่ วิลเลียม เมอร์ฟี (William Murphy รางวัลปี 1934), ออตโต วาร์เบอร์ก (Otto Warburg รางวัลปี 1931) และเกอร์ฮาร์ด โดมากค์ (Gerhard Domagk รางวัลปี 1939) เป็นต้น

เป็นที่น่าสังเกตว่า สำหรับทัศนคติของชาวเยอรมันที่มีต่อการประชุมครั้งนั้น หลายคนไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่า ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต การประชุมลินเดาเป็นเรื่องสิ้นเปลือง สุรุ่ยสุร่ายที่แสดงความฟุ่มเฟือยของคนจัด เพราะต้องใช้เงินงบประมาณค่อนข้างมาก

ดังนั้นคณะกรรมการจัดการประชุมลินเดาจึงหาทางออกด้วย การแสวงหาเงินงบประมาณในการจัดประชุมด้วยการจัดตั้งคาสิโน Bayerische Spielbank Casino ขึ้น และใช้เงินกำไรที่ได้จากธุรกิจการพนันในการจัดการประชุม
นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลบรรยายพิเศษ
ตลอดเวลาที่ผ่านไป 50 ปี จากเงื่อนไขเริ่มต้นที่เชิญแพทย์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเท่านั้นมาบรรยาย คณะกรรมการจัดประชุมลินเดา ซึ่งมีความประสงค์จะพัฒนาวิชาการทุกสาขาได้ตัดสินใจขยายขอบเขตของการประชุม โดยให้เชิญนักฟิสิกส์และนักเคมีที่ได้รับรางวัลโนเบลมาบรรยายด้วย และจัดสับเปลี่ยนสาขาหมุนเวียนกันไปทุกปี ส่วนนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์นั้นก็ได้ปรับเปลี่ยนให้เชิญนิสิตปริญญาตรี โท และเอกที่เรียนดี รวมถึงผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้วด้วย ให้มาฟังการบรรยายในช่วงเช้า สำหรับช่วงบ่ายได้ถูกกำหนดให้เป็นเวลาที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างใกล้ชิดกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล รวมถึงให้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันด้วย

เมื่อถึงวันสุดท้ายของการประชุม ผู้ที่มาเยือนเมืองลินเดาทุกคนจะนั่งเรือไปที่เกาะไมเนา (Mainau) ซึ่งเป็นสถานที่พักของท่านเคาน์ตเบอร์นาด็อตเต เพื่อคารวะและอำลา (ท่านเคาน์ตเสียชีวิตในปี 2004) ถึงวันนี้ทุกคนที่ไปประชุมลินเดาก็ยึดถือการเดินทางนี้เป็นประเพณี
นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลบรรยายพิเศษ
สำหรับหัวข้อการบรรยายในช่วง 20 ปีแรกมักเป็นเรื่องทั่วไป เช่น การจัดตั้งศูนย์วิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (CERN) ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับสังคม การทดลองระเบิดไฮโดรเจนของสหรัฐฯ ที่เกาะบิกินี การยกโทษให้กาลิเลโอโดยสำนักวาติกัน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (เพราะท่านเคาน์ตเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติตัวยง) เป็นต้น

การได้พบปะเฉพาะนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ชาวเยอรมัน ตลอดเวลาร่วม 50 ปี ที่ผ่านมาได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลต่างชาติหลายคนมีความเห็นว่า การประชุมลินเดายังมิได้เป็นการประชุมนานาชาติ เพราะยังไม่เปิดโอกาสให้นิสิตต่างชาติเข้าร่วมประชุม และภาษาที่ใช้ในการบรรยายก็เป็นภาษาเยอรมัน ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลหลายคนจึงตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าไม่เชิญนิสิตต่างชาติเข้าประชุม นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลก็จะไม่เข้าร่วมประชุมด้วย

ดังนั้นตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา การประชุมลินเดาจึงปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ โดยคณะกรรมการจัดประชุมลินเดาได้ส่งจดหมายเชื้อเชิญให้องค์กรและสถาบันวิชาการต่างๆ ทั่วโลกส่งชื่อนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์มาเพื่อให้คณะกรรมการคัดเลือก จากจำนวนผู้สมัครร่วม 10,000 คน ในที่สุดก็มีผู้ที่สมควรได้เข้าร่วมการประชุมประมาณ 700 คน คนเหล่านี้ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 30 ปี มีผลการเรียนวิทยาศาสตร์ในระดับดี และมีความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษในระดับดีด้วย
นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลบรรยายพิเศษ
สำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ที่ได้เข้าร่วมประชุม หลายคนมีความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบปะ และสนทนากับนักวิทยาศาสตร์ระดับอัจฉริยะ ผู้ค้นพบปรากฏการณ์ต่างๆ หรือประดิษฐ์อุปกรณ์ที่มีคุณค่ามหาศาล หรือเสนอทฤษฎีที่มีความสำคัญในการช่วยให้มนุษย์เข้าใจธรรมชาติดียิ่งขึ้น โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์มักต้องการจะรู้ว่า บุคคลพิเศษเหล่านี้มีบุคลิกภาพเช่นไร มีเคล็ดลับในการทำงานอย่างไร บางคนคาดหวังว่า อาจจะได้รับการชักชวนไปทำวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ จะอย่างไรก็ตามทุกครั้งหลังการประชุมลินเดา ทุกคนก็มีความเห็นพ้องกันว่า นี่เป็นประสบการณ์ระดับสุดยอดของการได้เข้าอบรมในโรงเรียนฤดูร้อน เพราะได้สัมผัสซูปเปอร์สตาร์ด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลกตัวจริง ที่ตนอาจจะไม่มีการได้รับโอกาสซ้ำอีก

ส่วนนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์คนที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าประชุมก็มีเป็นจำนวนมาก สถิติความสำเร็จของผู้สมัครไปประชุมลินเดามีค่าประมาณ 1 ใน 15 ดังนั้นหลายคนจึงต้องประสบกับความผิดหวัง เช่น คลอส วอน คลิสซิง (Klaus von Klitzing) ซึ่งได้เล่าว่า ในสมัยที่ยังเป็นนิสิต ได้เคยสมัครขอเข้าร่วมประชุมลินเดา แต่ถูกปฏิเสธ จากนั้นตนก็ได้กลับไปทำวิจัยจนพบปรากฏการณ์ฮอลล์เชิงควอนตัม (Quantum Hall Effect) ซึ่งทำให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 1985 จึงทำให้ได้รับเชิญมาประชุมลินเดาในที่สุด ในฐานะวิทยากร

ในปี 2007 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชกรมพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีซึ่งทรงสนพระทัยจะผลักดัน และสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ไทยให้ก้าวหน้าทันโลก เมื่อพระองค์ทรงทราบข่าวเรื่องการประชุมลินเดา จึงทรงติดต่อกับคณะกรรมการที่จัดการประชุมลินเดาให้ประเทศไทยสามารถส่งนักวิทยาศาสตร์ไทยรุ่นเยาว์ไปประชุมด้วย 3 คน ในปี 2008 เป็นครั้งแรก

ปี 2020 เป็นวาระครบ 70 ปีของการประชุม และเป็นปีที่ 13 ที่นักวิทยาศาสตร์ไทยรุ่นเยาว์ได้ไปประชุมลินเดาอย่างต่อเนื่องทุกปี

สำหรับการประชุมปี 2020 ที่จะถึงนี้เป็นการประชุมในสาขาสหวิทยาการคือ ทั้งฟิสิกส์ เคมี และสรีรวิทยา ที่มีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลวิทยาศาสตร์ทั้งสามสาขามาประชุม นอกเหนือจากการรับฟังการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว การได้ถามและสัมภาษณ์บรรดาปราชญ์ระดับโลกก็เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ทุกคนเฝ้าคอยอย่างใจจดจ่อ

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนให้เผยแพร่โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์


กำลังโหลดความคิดเห็น...