xs
xsm
sm
md
lg

คำแนะนำบางประการของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล

เผยแพร่:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน

ระหว่างพิธีการมอบรางวัลโนเบลเมื่อปี 2018 ณ Concert Hall สต็อคโฮล์ม สวีเดน (Jonathan NACKSTRAND / AFP)
คำแนะนำบางประการของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ในการประชุมที่ลินเดาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์

การประชุมลินเดามีความสำคัญต่อวงการวิชาการมาก สืบเนื่องจากวิทยากรที่มาในการประชุม ล้วนเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกผู้ได้รังสรรค์องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ใหม่ๆ และเนรมิตเทคโนโลยีที่สำคัญ คนเหล่านี้จึงเป็นบุคคลที่โลกยอมรับว่าได้ทำให้ทุกคนตระหนักในความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่ปี 1901 เป็นต้นมา เมื่อรางวัลโนเบลฟิสิกส์รางวัลแรกได้มอบให้แก่การพบรังสีเอ็กซ์ ส่วนรางวัลโนเบลเคมีรางวัลแรกเป็นของผลงานด้านทฤษฎีอุณหพลศาสตร์เชิงเคมี และรางวัลโนเบลแพทย์ศาสตร์รางวัลแรกเป็นของการพัฒนาเซรั่มรักษาโรคไข้คอตีบ จนถึงปี 2016 ที่รางวัลโนเบลแพทย์ศาสตร์เป็นของผลงานที่พบกระบวนการที่เซลล์ในร่างกายใช้ในการย่อยสลายองค์ประกอบ แล้วนำมาใช้ใหม่

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากที่ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญของโลกแล้ว ผู้พิชิตรางวัลโนเบลแทบทุกคนมักใช้ความมีชื่อเสียงในการขยายอิทธิพลการวิจัยให้มีผลกระทบกว้างไกล แต่บางคนก็ใช้ความศักดิ์สิทธิ์ของตำแหน่งในการกล่าวถึงปัญหาของสังคมที่ตนกำลังรณรงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความต้องการทั้งสองประการนี้คือสาเหตุหลักที่ให้กำเนิดการประชุมลินเดา ซึ่งมักได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางทุกครั้ง โดยบรรดาสื่อมวลชนทั่วโลก

ในด้านการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการจัดประชุม จากเดิมที่เคยให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ซึ่งเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย Freiburg มาประชุม จวบจนปัจจุบันผู้เข้าร่วมประชุมรุ่นเยาว์กลับได้รับการคัดเลือกจากทั่วโลก และการประชุมก็ได้เปลี่ยนจากการบรรยายล้วนๆ มาเป็นการบรรยายผสมผสานกับการสัมภาษณ์ แลกเปลี่ยนทัศนคติระหว่างนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์

กระนั้นหลังจากที่เวลาผ่านไปร่วม 50 ปี การประชุมลินเดาก็ยังมีรูปแบบในลักษณะที่ไม่แตกต่างไปจากที่กล่าวมานี้มาก จนกระทั่งถึงยุคโลกาภิวัตน์ที่มีอินเทอร์เน็ต Arno Penzias ซึ่งเป็นผู้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 1978 จากการพบรังสีไมโครเวฟภูมิหลังได้เสนอให้มีการเผยแพร่รูปแบบการประชุมลินเดาทาง video, blog และ social network ด้าน Aaron Klug ซึ่งเป็นผู้รับรางวัลสาขาเคมี ปี 1982 ในการศึกษาโครงสร้างของไวรัสและ chromatin ก็ได้เสนอให้มีการร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการอำนวยการลินเดากับองค์การ วิชาการต่างๆ ทั่วโลกมากขึ้น จนปัจจุบันได้มีการเซ็นสัญญาความร่วมทางวิชาการกับประเทศต่างๆ กว่า 90 ประเทศ แต่จุดประสงค์ที่สำคัญของการประชุมลินเดาก็ยังเหมือนเดิมคือประสงค์จะพัฒนา ให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้บรรดานักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ทุกชาติรู้จักกัน และไว้วางใจกัน เพื่อจะได้พัฒนาโลกร่วมกันในอนาคต

เหตุการณ์ที่สำคัญหนึ่งของการประชุมลินเดาคือการสัมภาษณ์ และขอความคิดเห็นของผู้ได้รับรางวัลโนเบล ในประเด็นต่างๆ ทั้งที่เป็นเรื่องส่วนตัว และเรื่องส่วนรวม ตลอดจนถึงการขอคำแนะนำ ซึ่งได้มีการรวบรวมและคัดเลือกมาเสนอเป็นตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

Christian de Duve ผู้รับรางวัลโนเบลสาขาแพทย์ศาสตร์ ปี 1974 ร่วมกับ Albert Claude และ George Palade จากการศึกษาโครงสร้างและการทำงานของ mitochondria

Christian de Duve เล่าว่า ตนถือกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ เมื่ออายุ 3 ขวบ ครอบครัวได้อพยพกลับบ้านที่เบลเยียม ในวัยหนุ่มได้เข้ารับราชการทหาร และถูกจับเป็นเชลยสงคราม แต่หลบหนีออกมาได้ ในอดีตเคยทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล 4 คนชื่อ Hugo Theorell (ปี 1955) Carl กับ Gerty Cori (ปี 1947) และ Earl Sutherland (ปี 1971) ดังนั้นจึงได้รับแรงบันดาลใจ และวิธีคิดที่ประเสริฐจากบรรดาอาจารย์ที่ปรึกษาเหล่านี้

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความพยายามที่ทำให้สังคมเห็นความสำคัญของการวิจัยพื้นฐาน de Duve มีความเห็นว่า สังคมคงต้องเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า การจะสร้างนวัตกรรมใดๆ ได้ ต้องมีการวิจัย และนั่นหมายถึงการเดินทางของนักวิจัยไปแสวงหาความจริงในดินแดนที่ยังไม่มีใครเคยไปเยือนมาก่อน ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจึงมักไม่ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่พบมีประโยชน์หรือโทษอย่างไร และหลังจากที่ได้พบองค์ความรู้ใหม่แล้ว การวิจัยประยุกต์ก็จะตามมา ดังนั้นการวิจัยพื้นฐานจึงเป็นเรื่องจำเป็นของทุกสังคมที่ต้องการจะพัฒนา

สำหรับคำถามที่ว่า นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ควรเริ่มต้นชีวิตนักวิจัยอย่างไรนั้น de Duve ได้แนะนำว่า นักวิจัยรุ่นเยาว์ควรตั้งปณิธานว่า จะพยายามทำงานวิจัยทุกชิ้นอย่างดีที่สุด โดยการทุ่มเทความคิด และความตั้งใจอย่างสุดยอด เพราะการทำงานวิจัยอย่างสะเพร่า หรือลวกๆ จะไม่มีวันสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพระดับดีเลิศได้ อนึ่งเวลาวิจัย นักวิจัยต้องมีจริยธรรมในการวิเคราะห์ข้อมูล และควรพิจารณาสมมติฐานทั้งหลายที่เป็นไปได้ แล้ววางแผนทดสอบสมมติฐานเหล่านั้น เพื่อจะได้ข้อสรุปอย่างไม่มีอคติ และไม่ควรวิจัยเพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีของใดถูกต้อง แต่ควรทำวิจัยเพื่อหาที่ผิดของทฤษฎี เพราะการพิสูจน์ที่ดีที่สุด คือ การพยายามพิสูจน์ว่า เรื่องที่เชื่อถือกันมานานนั้นไม่ถูกต้อง

ตามปกติเวลาทดลองวิทยาศาสตร์ นักวิจัยควรตระหนักว่า งานวิจัยที่ดีเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการบูรณาการความสามารถหลายด้านของนักวิจัย ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบอุปกรณ์ หรือการประดิษฐ์ ซึ่งต้องใช้ฝีมือ นักวิจัยควรตั้งความคาดหวังว่า ถ้าโชคดีก็อาจจะได้เห็นหรือพบเหตุการณ์ที่ผิดปรกติบ้าง ดังนั้นเวลาเห็นอะไรก็ตามที่น่าสงสัย ควรตามไปดู เพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นคุณสมบัติสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนต้องมี นอกจากนี้นักวิจัยควรมีจิตวิญญาณของความเป็นนักผจญภัยบ้าง รวมถึงมีความเชื่อมั่นในตนเองด้วย de Duve ได้กล่าวเสริมว่า ตามปกติในการทำวิจัยวิทยาศาสตร์ นักวิจัยต้องใช้ทั้งสมองและมือ ดังนั้น นักวิจัยจะมีความสุข และรู้สึกสนุกมาก ถ้าได้พบอะไรๆ ที่สำคัญ เพราะนั่นจะเป็นความสุขระดับปรมัตถ์ที่คนน้อยคนจะมีโอกาสได้สัมผัส

คำแนะนำสุดท้ายที่ de Duve ให้แก่นักวิจัยรุ่นเยาว์คือ เวลาจะเริ่มทำงานวิจัยใดๆ ให้พยายามหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดี และเก่ง เพราะงานวิจัยที่ดี ไม่มีอยู่ในตำรา ดังนั้นการได้เรียนรู้จากอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีความสามารถสูง จะช่วยนักวิจัยรุ่นเยาว์ได้มากในการเตรียมตัวเป็นนักวิจัยอาชีพ และสุดท้ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ปัญหายิ่งยากเพียงใด รางวัลแห่งความสำเร็จก็ยิ่งมากเพียงนั้น

ด้าน Oliver Smithies เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ปี 2007 ที่รับร่วมกับ Mario Capecci และ Martin Evans จากการพบ knockout gene ได้เล่าว่า ในวัยเด็กเขาเป็นคนที่มีสุขภาพไม่ดี เพราะหัวใจรั่ว แพทย์จึงห้ามเล่นกีฬาทุกรูปแบบ ตั้งแต่มีอายุยังน้อย เป็นคนชอบถอดชิ้นส่วนต่างๆ ของของเล่น แล้วนำมาประกอบกลับ จนกระทั่งย่างเข้าวัยหนุ่ม จึงต้องการจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หลังจากที่ได้อ่านหนังสือการ์ตูนวิทยาศาสตร์ เมื่ออายุ 30 ปีได้พบเทคนิค electrophoresis

Smithies มีความเห็นทำนองเดียวกับ de Duve ว่า การวิจัยพื้นฐานมีความสำคัญมาก แต่สังคมมักมีความเห็นในทางตรงกันข้ามว่า เป็นการวิจัยที่ไม่สร้างประโยชน์ใดๆ ให้แก่สังคมเลยนอกจากจะสนองตัณหาของผู้วิจัยเท่านั้น เพื่อสนับสนุนความเห็นนี้ Smithies ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ว่าได้ทำให้คนทั่วไปเห็นธรรมชาติที่มีทั้งความลึกลับ ความอัศจรรย์ และความสวยงามของเอกภพ ทั้งๆ ที่ภาพที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์ Hubble ไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรค หรือผลิตอาหาร แต่ทุกคนที่เห็นภาพก็มีความสุขอย่างซาบซึ้ง เมื่อรู้ว่าเทห์ฟ้าในเอกภพมีและรูปลักษณ์อย่างไร รวมถึงได้รู้และเข้าใจว่า กลไกที่ขับเคลื่อนเอกภพ ทำงานอย่างไรด้วย

สำหรับคำถามที่ว่าเวลาทำวิจัย แล้วประสบอุปสรรค จนทำให้รู้สึกท้อแท้ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ Smithies เดินหน้าต่อไป Smithies ได้ตอบว่า ลองนึกจะทำสิ่งใหม่ๆ จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Smithies ก่อนที่จะทำวิจัยเรื่องยีนมุ่งเป้า เขารู้สึกเบื่อหน่ายในงานที่กำลังทำเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อได้อ่านผลงานวิจัยของ Mitchell Goldfarb ที่ตีพิมพ์ในปี 1982 ซึ่งกล่าวถึง กระบวนการช่วยยีนให้สามารถทำงานต่อไปได้ เขามีความคิดในทันทีว่า จะสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานของยีนได้หรือไม่ จากนั้นก็เริ่มทำความสงสัยให้เป็นความจริง ในอีก 20 ปีต่อมา ก็ได้รับรางวัลโนเบล Smithies จึงมีความเห็นทิ้งท้ายว่า เกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ของนักวิจัยไม่ได้อยู่ตรงที่ไม่เคยหกล้ม แต่อยู่ที่จะลุกขึ้นยืนได้ทุกครั้งที่หกล้มต่างหาก

ด้าน Gerardus ‘t Hooft ซึ่งรับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 1999 ร่วมกับ Martinus J.G. Veltman จากผลงานด้านทฤษฎีโครงสร้างเชิงควอนตัมของอันตรกริยาอ่อนในนิวเคลียสกัมมันตรังสี ‘t Hooft มีความเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของวิทยาศาสตร์พื้นฐานว่า โลกมีนักวิทยาศาสตร์สองประเภทคือ พวกที่สนใจจะใช้วิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหา กับอีกพวกหนึ่งที่วิจัยวิทยาศาสตร์ เพราะต้องการจะรู้และเข้าใจธรรมชาติ สังคมเองก็มีความต้องการทั้งสองรูปแบบนี้ จึงควรตระหนักได้ว่า จะมีก็แต่นักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งสองรูปแบบนี้ได้

ในด้านชีวิตส่วนตัว ‘t Hooft มีตาชื่อ Frits Zernike ซึ่งเคยรับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 1953 จากผลงานการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ที่ใช้สมบัติความต่างดรรชนีหักเหของสารในการมองวัตถุโปร่งใส ในวัยเด็ก ‘t Hooft อ่าน เขียน และพูดได้ค่อนข้างช้า เมื่ออายุ 16 ปีเคยไปสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศได้ที่ 2 เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ได้ทำงานวิจัยกับ Martinus Veltman ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

เมื่อถูกถามว่า มีคำแนะนำอะไรที่จะให้แก่นักวิจัยรุ่นเยาว์ ‘t Hooft ตอบว่า เวลาจะทำวิจัยใดๆ ต้องไม่กลัวว่า อาจทำผิดพลาด หรือคิดผิด เพราะถ้าเกรงว่า อาจเสนออะไรๆ ไม่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องเป็นนักวิจัย แต่ควรเป็นนักเขียนตำรามากกว่า ตามปรกติเวลานักวิจัยคนอื่นเห็นความผิดพลาดของเรา เขาจะไม่ลงโทษหรือจำคุกเรา แต่ถ้านักวิจัยพบความผิดพลาดที่ตัวเองทำ ก็เป็นเรื่องดี เพราะจะไม่มีใครอ้างถึงงานชิ้นนั้นในด้านลบ ‘t Hooft กล่าวตบท้ายว่า คนเราถ้าไม่กล้า ก็ไม่มีวันเดินหน้าได้

สำหรับ David J. Gross เจ้าของรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 2004 ที่รับร่วมกับ H. David Politzer และ Frank Wilczek จากผลงานทฤษฎีอันตรกริยาแรงระหว่างอนุภาค quark ที่อยู่ในโปรตอน และนิวตรอนได้เล่าว่า เมื่ออายุ 11 ปี เคยรับจ้างพิสูจน์อักษรในหนังสือที่บิดาเรียบเรียงเรื่อง “The Legislative Struggle: A Study in Social Combat” อีกหนึ่งปีต่อมา ได้ติดตามบิดาไปอิสราเอล แล้วกลับอเมริกาเพื่อเรียนต่อจนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ Berkeley หลังจากที่ได้หมกมุ่นจนพบปรากฏการณ์ asymptotic freedom ระหว่าง quark เป็นเวลากว่า 20 ปี Gross ก็ได้ผันตัวเองไปวิจัยเรื่อง ทฤษฎี string ที่นักฟิสิกส์หลายคนคิดว่าอาจเป็นทฤษฎีของสรรพสิ่ง

Gross มีความเห็นเกี่ยวกับการวิจัยวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้บูรณาการศาสตร์หลายแขนงว่า ในความเป็นจริงปัญหาวิทยาศาสตร์ตามปกติมิได้เป็นของศาสตร์สาขาหนึ่งสาขาใดโดยเฉพาะ แต่มีความคาบเกี่ยวระหว่างศาสตร์หลายแขนง ดังนั้น การมีนักวิทยาศาสตร์จากหลายสาขามาทำงานร่วมกัน จึงเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะทุกคนจะได้ช่วยกันแก้ปัญหา แต่การทำเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่าย เพราะภาษาวิชาการของคนต่างสาขามักไม่เหมือนกัน เช่น คำ nucleus มีความหมายที่แตกต่างกันสำหรับนักฟิสิกส์และนักชีววิทยา แต่ที่สถาบัน Kavli ซึ่ง Gross ทำงานอยู่ ได้พยายามจัดให้มีการบูรณาการ ลักษณะนี้โดยเชิญนักวิทยาศาสตร์ต่างสาขามาอภิปรายปัญหาต่างๆ ร่วมกัน แล้วหาวิธีสร้างความร่วมมือกัน Gross คิดว่า มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นสถานที่ๆ ให้นักวิชาการมาระดมความคิดเพื่อนำไปสู่การพัฒนา

ด้าน John C. Mather เจ้าของรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 2006 ที่รับร่วมกับ George Smoot จากการพบสมบัติความไม่สม่ำเสมอด้านอุณหภูมิของรังสีไมโครเวฟพื้นหลัง เล่าว่า เขาเกิดในครอบครัวที่มีบิดาเป็นนักวิทยาศาสตร์และมารดาเป็นครู เคยได้รับรางวัลชนะเลิศในการสอบแข่งขันฟิสิกส์ระดับรัฐ หลังจากที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย California ที่ Berkeley แล้ว ได้เริ่มทำงานที่องค์การ NASA ปัจจุบันเป็นหัวหน้าโครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศชื่อ James Webb ซึ่งจะถูกส่งขึ้นอวกาศในปี 2022

Mather ต้องการให้คำแนะนำนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ว่า ให้พยายามอ่านหนังสือให้มาก และเขียนบรรยายงานวิจัยที่ตนทำ ให้บุคคลอื่นเข้าใจ เพราะการมีความสามารถในการอธิบายสิ่งต่างๆ อย่างมีตรรกะว่าเหตุใดตนจึงคิดว่านี่คือความจริง จะช่วยในการวางแผนทำวิจัย และการขอทุนวิจัย ดังนั้นการมีความสามารถในการสื่อสารของนักวิจัยรุ่นเยาว์จะทำให้ชีวิตทำงานราบรื่น

ในการตอบคำถามเรื่องความสำคัญของงานวิจัยพื้นฐานนั้น Mather ได้ชี้แจงว่า ควรให้สังคมตระหนักว่า เทคโนโลยีทุกรูปแบบที่มนุษย์กำลังใช้ในทุกวันนี้ ตั้งแต่อาหาร ยา ที่อยู่อาศัย เครื่องบิน iPhone เลเซอร์ GPS fMRI ฯลฯ ล้วนเป็นผลที่ได้มาจากการค้นพบของวิทยาศาสตร์พื้นฐานทั้งสิ้น ซึ่งครั้งหนึ่งองค์ความรู้เหล่านี้ สังคมคิดว่าไม่มีประโยชน์เลย Mather มีทัศนะคติในการดำเนินชีวิตว่า การเป็นคนร่ำรวยในสุสานไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเขา แต่การได้ทำอะไรที่สำคัญให้แก่สังคมต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับ Peter Agre ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเคมีปี 2003 ร่วมกับ Roderick MacKinnon ในการพบช่องโปรตีนนำน้ำ (aquaporin) ซึ่งอยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์ มีบิดาซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ Linus Pauling (รางวัลโนเบลเคมีปี 1954) ขณะเรียนระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียน Theodore Roosevelt เขาได้พบว่ามีช่วงหนึ่งที่คะแนนตกจึงขอลาออก แล้วไปเรียนกวดวิชาในเวลากลางคืน ในเวลากลางวันได้ไปเรียนภาษารัสเซีย เมื่อเกิดสงครามเวียดนาม เคยเดินทางมาเยือนเขมร และเคยหารายได้พิเศษด้วยการเป็นแพทย์ประจำสนามมวย

Agre มีความเห็นเกี่ยวกับการวิจัยวิทยาศาสตร์แบบบูรณาการว่า ในการทำงานวิจัยเรื่อง aquaporin เขาจำเป็นต้องใช้วิทยาการหลายแขนง และการวิจัยที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าใดๆ แต่การได้ทำงานร่วมกันกับคนอื่นๆ ทำให้ได้เพื่อนใหม่ ความคิดใหม่และความสามารถใหม่ที่จำเป็นจะต้องใช้ในการแก้ปัญหา

คำแนะนำที่ Agre ประสงค์จะให้แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์คือ อย่านึกถึงรางวัลที่ต้องการจะได้รับ เพราะนั่นไม่ใช่เหตุผลที่ดีในการผลักดันให้ทำงานวิทยาศาสตร์ แต่ควรตั้งปณิธานว่า

(1) ต้องพยายามพบสิ่งที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อน (2) ต้องทำงานให้ผู้ทรงคุณวุฒิในวงการวิชาการสาขาเดียวกันยอมรับในความสามารถ และ (3) ต้องฝึกนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังให้เก่ง เสมือนให้คนที่เดินตามเรามาได้มีโอกาส ด้วยการเปิดประตูให้

ด้าน George Smoot ผู้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 2006 ร่วมกับ John Mather จากการพบความแปรปรวนด้านอุณหภูมิของรังสีไมโครเวฟภูมิหลังเล่าว่า มีญาติหลายคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกฎหมาย Smoot เรียนปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ที่ MIT และจบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านอนุภาคมูลฐาน เป็นคนริเริ่มให้องค์การ NASA จัดตั้งโครงการสำรวจธรรมชาติของรังสีไมโครเวฟภูมิหลังอย่างละเอียดด้วยดาวเทียม COBE

Smoot มีความเห็นเกี่ยวกับการวิจัยวิทยาศาสตร์แบบบูรณาการว่าเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเพื่อความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ซึ่งอาจทำได้โดยการจัดตั้งศูนย์วิจัยแก้ปัญหาซึ่งจำเป็นต้องใช้ศาสตร์หลายแขนง โดยให้เงินทุนสนับสนุนด้วย อนึ่งการมีสถาบันวิจัยก็เพื่อให้นักวิจัยมีโอกาสสังสรรค์กันอย่างใกล้ชิด เพื่อปรึกษาและหาทางออกร่วมกัน

เมื่อกล่าวถึงประสบการณ์การทำงานร่วมกันระหว่างนักฟิสิกส์กับนักชีววิทยา Smoot มีความเห็นว่า ในอดีตนักชีววิทยาเคยต้องพึ่งพาเทคนิค และอุปกรณ์ที่นักฟิสิกส์สร้าง เพื่อใช้ในการทำวิจัย แต่เมื่อนักฟิสิกส์เห็นวิธีทำงานของนักชีววิทยามักรู้สึกท้อแท้ เพราะนักชีววิทยาไม่ต้องการความละเอียดและความแม่นยำใดๆ ในการวิจัย คือพึงพอใจในการรู้เชิงปริมาณอย่างหยาบๆ ทั้งนี้เพราะระบบชีววิทยามีความซับซ้อนมาก อีกทั้งสังเกตเห็นได้ยากด้วย ส่วนนักฟิสิกส์นั้นต้องการจะวัดและรู้ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงยุคปัจจุบันนักชีววิทยาก็ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของนักฟิสิกส์ต่อไป เพราะเทคนิคฟิสิกส์ได้พัฒนาตามงานวิจัยชีววิทยา แต่นักชีววิทยาก็ยังไม่ต้องการทฤษฎีใดๆ จากนักฟิสิกส์ Smoot มีความเห็นตบท้ายว่า การวางแผนใดๆ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำแผนให้สัมฤทธิ์ เป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก

ด้าน Harold W. Kroto ผู้รับรางวัลโนเบลเคมี ปี 1996 ร่วมกับ Robert Curl และ Richard Smalley ในการพบ buckminsterfullerene ซึ่งเป็นอัญรูปหนึ่งของ carbon เล่าว่า มีชื่อเดิมว่า Harold Walter Krotoschiner นามสกุลเช่นนี้บอกทุกคนเป็นนัยยะว่า เขามีเชื้อชาติเป็นเยอรมัน จนอายุ 16 ปี บิดาจึงเปลี่ยนนามสกุลให้สั้นลงเป็น Kroto และได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Sheffield ในอังกฤษ จนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ชอบเล่นเทนนิส และเป็นนักกรีฑา ได้มาทำงานวิจัยกับ Richard Smalley และนิสิตปริญญาเอกหลายคนในการพบโมเลกุล คาร์บอน C60 ที่มีโครงสร้างเป็นรูปทรงกลมคล้ายลูกฟุตบอล

Kroto มีความเห็นเกี่ยวกับการวิจัยวิทยาศาสตร์แบบบูรณาการว่า ควรให้คณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ยกเลิกการมีภาควิชาที่แบ่งแยกกันเป็น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ฯลฯ แต่ให้ภาควิชาย่อยรวมกันเป็นภาควิชาวิทยาศาสตร์อะตอมกับภาควิชาวิทยาศาสตร์โมเลกุล (ซึ่งครอบคลุมชีววิทยาโมเลกุล และฟิสิกส์ของสารควบแน่น) และภาควิชาอนุภาคพลังงานสูง กับดาราศาสตร์ เป็นต้น

สำหรับคำถามที่ว่า นักวิทยาศาสตร์จะต้องทำอย่างไรให้สังคมเห็นความสำคัญของการวิจัยพื้นฐาน Kroto คิดว่า นักวิทยาศาสตร์ต้องพยายามชี้แจงให้สังคมซาบซึ้งในความสำคัญของวิทยาศาสตร์หลายเรื่อง เช่น เลเซอร์ที่ช่วยในการอ่านบาร์โค้ด ผ่าตัดตา สื่อสาร ฯลฯ รวมถึงให้รู้ประโยชน์ของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษที่ใช้ในดาวเทียม GPS และโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ รู้ประโยชน์ของเคมีในการประดิษฐ์ยาสลบ และสังเคราะห์ penicillin รวมถึงเรื่องการพิสูจน์หลักฐานการฆาตกรรมด้วยการอ่าน DNA ของผู้ต้องสงสัย ฯลฯ และเมื่อใดที่นักการเมืองกับสังคมรู้ประโยชน์เหล่านี้ การทำงานวิจัยพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์ก็จะได้รับการสนับสนุน แต่ Kroto ก็ยังคิดว่า คนที่พูดเก่งอาจทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้มตาม แต่อาจไม่ชื่นชม ถ้าลงมือทำจริง และทำได้สำเร็จ ผู้คนก็จะให้ความนับถือ และยกย่อง

ด้าน Aaron Ciechanover ซึ่งรับรางวัลโนเบลเคมีปี 2004 ร่วมกับ Avram Hershko และ Irwin Rose จากการพบระบบ ubiquitin ที่ช่วยให้โปรตีนคืนสภาพ โดยการทำลายโปรตีนที่ผิดปกติ หรือที่ทำงานบกพร่อง มีคำแนะนำสำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ว่า เวลาจะเริ่มทำวิจัย ให้พยายามเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีความสามารถ เพราะจะได้ทำโจทย์วิจัยที่เป็นงานบุกเบิก คือ ไม่เหมือนงานที่ใครเคยทำมาก่อน ซึ่งอาจจะทำได้ยาก แต่นักวิจัยรุ่นเยาว์ควรมีความอดทนและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ อีกทั้งต้องมีความเพียรพยายาม และเป็นคนที่ชอบทำงานหนัก มีความผูกพันในสิ่งที่ทำ ถ้าพยายามนึกตลอดเวลาว่า งานที่ทำเป็นงานที่สนุกสนาน อนึ่งในการทำวิจัยใดๆ โชคก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตาผู้วิจัยไม่บอด ผู้วิจัยก็อาจโชคดี

สำหรับ Edmond H. Fischer ผู้รับรางวัลโนเบลแพทย์ศาสตร์ประจำปี 1992 ร่วมกับ E.G. Krebs จากการพบกลไกที่ทำให้เอ็นไซม์ glycogen phosphorylase ปล่อย glucose ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มีความเห็นว่าวิชาแพทย์ศาสตร์มีเนื้อหาที่ครอบคลุมทั้งวิชาชีววิทยาโมเลกุล ชีวเคมี สรีรวิทยา พยาธิวิทยา ประสาทวิทยา ฯลฯ ที่เล็ก ละเอียดตั้งแต่ระดับโมเลกุล จนกระทั่งถึงสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่แพทย์จะมีความรู้ด้านหนึ่งด้านใดเพียงด้านเดียว แล้วประสบความสำเร็จในการรักษาคนไข้ การร่วมมือกันทำงานลักษณะบูรณาการจึงเป็นเรื่องจำเป็น ทุกวันนี้การสื่อสารถึงกันก็เป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วแล้ว

Fischer เล่าว่า ในสมัยที่ ยังเป็นเด็ก เขาไม่เคยคิดจะเป็นนักชีวเคมี แต่ต้องการจะเป็นนักจุลชีววิทยา จึงไปพบอาจารย์จุลชีววิทยาที่มหาวิทยาลัย Geneva เพื่อขอคำแนะนำ และได้คำตอบว่า ถ้าต้องการจะเป็นนักวิจัยด้านชีววิทยา ก็ควรเรียนเคมีก่อน เพราะในสมัยนั้นนักชีววิทยาใช้หลอดทดลองในการทำวิจัยมากกว่าที่จะใช้กล้องจุลทรรศน์ ดังนั้น Fischer จึงเริ่มอาชีพนักวิจัยเป็นนักอินทรีย์เคมี แต่ก็ยังสนใจสิ่งมีชีวิต และนั่นคือเหตุผลที่ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก เรื่อง enzyme ถึงวันนี้ประสบการณ์ที่มีมากขึ้นทำให้ต้องทำวิจัยที่มีการบูรณาการมากขึ้น และได้สรุปคำแนะนำว่า ความสำเร็จมักเกิดจากการทำหน้าที่ของตนเองอย่างมีคุณค่า จนถึงที่สุด
Concert Hall สต็อคโฮล์ม สวีเดน (Anders Wiklund / TT NEWS AGENCY / AFP)
ส่วน Ada E. Yonath ซึ่งรับรางวัลโนเบลเคมีประจำปี 2009 ร่วมกับ Venkrataman Ramakrishman และ Thomas Steitz จากการศึกษาโครงสร้างและหน้าที่ของ ribosome เธอเล่าว่า ครอบครัวของเธอที่อิสราเอลมีฐานะยากจน เธอกำพร้าพ่อเมื่ออายุ 11 ปี จึงต้องทำงานพิเศษเพื่อช่วยค้ำจุนครอบครัวที่มีมารดาและน้องสาว การได้รับรางวัลโนเบลทำให้เธอเป็นสตรีชาวอิสราเอลคนแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ อีกทั้งยังเป็นนักเคมีสตรีคนแรกที่ได้รับรางวัล หลัง Dorothy C. Hodgkin เมื่อ 45 ปีก่อน

Yonath บรรยายชีวิตในวัยเด็กว่า ประสบความยากลำบาก และไม่รู้ว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร เมื่อเติบใหญ่ เธอเริ่มรู้ว่า วิทยาศาสตร์คือพรจากสวรรค์ที่พระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์ในรูปแบบของคำถาม และให้เธอพยายามตอบ โดยได้ให้เงินสนับสนุนเธอในการตอบคำถามด้วย แต่ก็มีคำถามหลายคำถามที่เธอตอบไม่ได้ และได้พยายามเลี่ยงตอบ หรือไม่ก็หาวิธีใหม่ที่จะตอบ ความพยายามอย่างต่อเนื่องในลักษณะกัดไม่ปล่อยนี้ ได้ช่วยให้เธอก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ได้

เมื่อครั้งที่เธอพยายามจะหาโครงสร้างของ ribosome เธอได้พบว่า ต้องพยายามทำให้มันตกผลึกก่อน แต่มันมีองค์ประกอบประมาณ 80 องค์ประกอบที่ซับซ้อน และมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้นเวลาเธอนำ ribosome ไปตกผลึก โครงสร้าง 3 มิติของมันจึงมีลักษณะไม่เป็นคาบ อันเป็นเงื่อนไขจำเป็น ถ้าจะวิเคราะห์มันด้วยรังสีเอ็กซ์ นี่คือ ปัญหาที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ในที่สุดเธอก็ทำได้สำเร็จ

สำหรับคำถามที่ว่า เธอเป็นผู้หญิง หนึ่งใน 40 คนที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาวิทยาศาสตร์ ซึ่งนับว่าน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชายที่มีประมาณ 400 คน การเป็นคนพิเศษเช่นนี้ทำให้เธอได้รับเชิญไปปราศรัยให้กำลังใจแก่นิสิตหญิงในหลายประเทศ ซึ่งได้ทำให้เธอรู้สึกดีที่มีโอกาสทำให้คนอื่นรู้สึกดีด้วย

ในเรื่องความคิดเห็นของเธอเกี่ยวกับการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานั้น เธอบอกว่า เธอไม่เคยเปลี่ยนนิสัยการทำงานของเธอ และเธอคาดหวังให้นิสิตทุกคนทำสิ่งที่เธอต้องการ แต่เธอก็ขอให้นิสิตมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น รวมถึงมีความพร้อมที่จะเผชิญอุปสรรค และรักงานที่ทำอย่างไม่ย่อท้อ รวมถึงต้องมีความพยายามที่จะหาทางออกเวลามีปัญหาด้วย ท้ายที่สุดเธอคิดว่า คนที่ไม่มีแผนชีวิต คือคนที่ไม่ปรารถนาจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า

ในกรณีของ Jean-Marie Lehn ซึ่งรับรางวัลโนเบลเคมีประจำปี 1987 ร่วมกับ D.J. Cram และ C.J. Pedersen ในการพัฒนาวิชา supramolecular chemistry เขาเล่าว่า มีบิดาเป็นพ่อค้าขายขนมปังที่ได้เปลี่ยนอาชีพเป็นนักเล่นออร์แกนในโบสถ์ เพราะอาชีพของบิดานี่เองที่ทำให้ Lehn เป็นคนรักดนตรีมากในระดับเดียวกับวิทยาศาสตร์

Lehn มีทัศนคติว่า หน้าที่หลักของนักวิทยาศาสตร์คือ รับผิดชอบการทำงานวิทยาศาสตร์ นั่นคือ พยายามแสวงหาความรู้และความจริงเท่านั้น ไม่ใช่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม กระนั้นในส่วนลึกของจิตใจนักวิทยาศาสตร์ก็ยังหวังว่า ความรู้วิทยาศาสตร์ที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย

ในส่วนของการสร้างแรงดลใจให้ทำงานวิจัยนั้น Lehn คิดว่า เวลาผลงานได้รับการตีพิมพ์ นั่นเป็นแรงดลใจที่ดี แต่ไม่สำคัญมาก ส่วนชื่อของวารสารที่ได้ตีพิมพ์ผลงานก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเช่นกัน ประเด็นที่สำคัญคือ ถ้างานที่ทำไปได้รับการยอมรับ แม้จะได้ลงในวารสารที่ไม่โดดเด่นมาก ก็เป็นเรื่องที่ประเสริฐแล้ว

การที่ Lehn สนใจเคมี เพราะเขาคิดว่า เคมีเป็นความรู้พื้นฐานในการศึกษาสมบัติของสสารทุกชนิด และเคมีสามารถเปลี่ยนสารชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่งได้ โดยการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่อาจไม่มีในธรรมชาติ อนึ่งเวลาประสบความสำเร็จในการทำงาน Lehn มักรู้สึกเสมือนว่า ได้ประสบความสำเร็จเหมือนการรังสรรค์งานศิลปะ ที่เป็นภาพหรือรูปปั้นซึ่งสามารถทำให้คนดูรู้สึกดีและเข้าใจธรรมชาติ Lehn คิดว่า แม้เป้าหมายของชีวิตทุกคนจะดี แต่คนๆ นั้นอาจไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าไม่มีความจริงจัง

ด้าน Ferid Murad ผู้รับรางวัลโนเบลแพทย์ศาสตร์ประจำปี 1998 ร่วมกับ R.F. Furchgott และ L.J. Ignarro จากการพบว่า โมเลกุล nitric oxide สามารถส่งสัญญาณในระบบหลอดเลือดหัวใจ เล่าว่า บิดามารดาเป็นผู้อพยพชาว Albanian ที่ได้อพยพไปอเมริกา เพื่อเปิดภัตตาคาร โดยมี Murad กับน้องชาย 2 คนเป็นพนักงานบริการในร้าน เพราะ Murad ต้องใช้ความสามารถในการจำชื่อเมนูอาหารที่ลูกค้าสั่ง และต้องคำนวณค่าอาหารในใจตลอดเวลา ทำให้มีความจำที่ดีเยี่ยม และการมีความจำที่ดีนี้ ได้ช่วยให้เขาคิดเลขเก่งด้วย

เมื่อถูกถามว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากอาจารย์ที่ปรึกษา และลูกศิษย์ได้เรียนรู้อะไรจาก Murad บ้าง เขาตอบว่า เขามีอาจารย์ที่ปรึกษาที่เก่งมากหลายคน ทุกคนให้เสรีภาพเขาในการคิด และการทำงาน อีกทั้งช่วยตอบปัญหาต่างๆ Murad เองได้พยายามดึงส่วนดีของอาจารย์ทุกคนออกมาใช้เวลาตนต้องทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาบ้าง อาจารย์ E.W. Sutherland ของ Murad ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลแพทย์ศาสตร์ในปี 1971 ได้ฝึกให้ Murad มีความคิดสร้างสรรค์มาก เพราะในความเป็นจริง การทำวิจัยคือการหาความรู้ที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อน ดังนั้นการทำงานซ้ำกับงานที่คนอื่นเคยทำ จึงมิใช่งานวิจัย แต่เป็นงานยืนยัน

กระนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาของ Murad ก็ใช่ว่าจะรู้ไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องอุตสาหกรรมการพัฒนาเภสัชภัณฑ์ และการทำธุรกิจเภสัชพานิช เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีความรู้เหล่านี้เลย Murad จึงต้องเรียนรู้ด้วยตนเองเวลาคุยกับเพื่อนๆ ที่เป็นนักธุรกิจ แต่ Murad คิดว่าเป็นที่น่าเสียดายที่อาจารย์มหาวิทยาลัย และคนในวงการธุรกิจมักไม่ไว้ใจกัน ดังนั้นการทำงานร่วมกันจึงเกิดขึ้นน้อย

ในส่วนของผลกระทบด้านลบที่เกิดจากการได้เป็นผู้พิชิตรางวัลโนเบล คือ สังคมมักคิดว่า คนที่รับรางวัลเป็นพหูสูตร ผู้รอบรู้ทุกเรื่อง และทำเป็นทุกเรื่อง แต่ในความเป็นจริง Murad มีความรู้ดีมากเฉพาะเรื่องเดียว และการเป็นบุคคลสาธารณะได้ทำให้ Murad สูญเสียความเป็นส่วนตัวไปมาก ซึ่งไม่ดีเลย
ภาพถ่ายเหรียญรางวัลโนเบล (Jonathan NACKSTRAND / AFP)
ด้าน Harald zur Hausen ซึ่งรับรางวัลโนเบลแพทย์ศาสตร์ประจำปี 2008 ร่วมกับ Francoise Barné-Sinoussi และ Luc Montagnier จากการพบไวรัส human papillomavirus (HPV) ที่ทำให้ สตรีเป็นมะเร็งปากมดลูก ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาว่า ไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาคนใดมีอิทธิพลทางความคิดต่อ zur Hausen อย่างสมบูรณ์ เพราะอาจารย์แต่ละคนให้เสรีภาพในการคิด ซึ่งทำให้ zur Hausen รู้สึกพอใจมาก ดังนั้นจึงไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาคนใดที่เป็นอาจารย์โปรด อย่างไรก็ตามเวลาฝึกงานที่มหาวิทยาลัย Dusseldorf zur Hausen มีอาจารย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่งที่เวลา zur Hausen ถามว่า “คิดแบบนี้ได้ไหม” อาจารย์จะตอบว่า “น่าสนใจ ลองทำดูซิ” คำตอบเช่นนี้ทำให้ zur Hausen ในเวลานั้นรู้สึกไม่ชอบเลย เพราะไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ ณ เวลานี้เมื่อคิดย้อน ก็รู้สึกว่า เป็นคำแนะนำที่ดี คือ สอนให้เขาพยายามคิดด้วยตนเอง

ครั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาบ้าง zur Hausen ได้ให้ลูกศิษย์มีเสรีภาพในการคิด และสนับสนุนให้รู้จักพัฒนาความคิดเหล่านั้น เมื่ออายุครบ 75 ปี zur Hausen ได้ประกาศหยุดรับงานอาจารย์ที่ปรึกษา เพราะรู้สึกว่าได้ทำมานานและมากพอแล้ว แต่ก็ยังแวะเยือนห้องปฏิบัติการเคมีบ่อย เพราะรู้สึกว่าตนติดงานทดลองเหมือนติดยา

ด้าน Jules Hoffmann ซึ่งเป็นผู้รับรางวัลโนเบลแพทย์ศาสตร์ประจำปี 2011 จากการพบกลไกที่กระตุ้นการป้องกันตนเองในการต่อสู้กับแบคทีเรียของแมลงวันผลไม้ โดยรับร่วมกับ Bruce Beuteer และ Ralph Steinman เขาได้ไขความลับของการทำงานที่ทำให้ได้รับรางวัลโนเบลว่า งานวิทยาศาสตร์เป็นงานที่สร้างความเครียด เพราะนักวิจัยต้องเลือกวิธีทำเอง เลือกปัญหาเอง และต้องรีบตีพิมพ์ผลงานก่อนใครๆ ทั้งโลก ดังนั้น จึงต้องทุ่มเทเวลา ด้วยเหตุนี้การมีสุขภาพดี ครอบครัวดี และมีความสนใจในการทำกิจกรรมอื่นบ้าง จะเป็นเรื่องดี อนึ่งการมีทัศนคติคิดบวกก็สามารถช่วยได้มาก ตามปกติการทำงานวิจัยพื้นฐานได้สำเร็จมักเกิดจากการตั้งคำถามง่ายๆ แต่ผลลัพธ์น่าตื่นเต้น เพราะทำให้ได้เห็น และเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีใครในโลกเคยรู้มาก่อน

เมื่อถูกถามว่า มีคำแนะนำอะไรที่จะให้แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่บ้าง Hoffmann ตอบว่า เลือกอาจารย์ที่ปรึกษาที่เก่งและดี เลือกปัญหาที่จะทำ โดยเฉพาะเรื่องเทคนิคได้อย่างเหมาะสม คือ นักวิจัยจะต้องรู้เทคนิคต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ เพราะเทคนิคมักได้รับการพัฒนามากและเร็ว ดังนั้น อย่ายึดติดว่าจะใช้เทคนิคเดียวในการแก้ปัญหา ต้องเปิดใจรับรู้กับเทคนิคที่ใช้ในศาสตร์สาขาอื่นด้วย ทั้งๆ ที่ Hoffmann เป็นนักชีววิทยา แต่ก็จำเป็นต้องรู้เทคนิคที่ใช้ในชีวเคมี เคมีวิเคราะห์ ชีววิทยาโมเลกุล และพันธุศาสตร์ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ นอกจากนี้ทุกคนต้องทำงานหนัก และควรนึกว่าความผิดพลาดเป็นครูที่สอนนักวิจัยให้มีวิธีเดินไปข้างหน้า

ส่วน Barry Marshall ซึ่งรับรางวัลโนเบลแพทย์ศาสตร์ประจำปี 2005 ร่วมกับ Robin Warren ในการพบแบคทีเรีย Helicobacter pylori ที่อาศัยในกระเพาะอาหารว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะ เล่าว่า ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือเครื่องกล ก็อ่านหมด เพราะบิดาเป็นพ่อค้า และมารดาเป็นพยาบาล ดังนั้นที่บ้านจึงมีตำรากายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยามากมาย ตั้งแต่เด็ก Marshall ชอบถามครูว่า อะไรต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อเป็นแพทย์ก็ต้องวิจัยเพื่อหาสาเหตุของการเป็นโรค และได้เลือกแบคทีเรีย Helicobacter pylori เป็นจุดเริ่มต้น

Marshall มีคำแนะนำสำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ว่า ประการแรกให้เลือกทำในสิ่งที่ชอบ เพราะถ้าไม่ชอบ แล้วต้องทำทุกวัน นั่นจะทำให้รู้สึกเสมือนติดคุก ประการที่สองคือ อย่าหมกมุ่นเรื่องเงินทองมาก คือต้องสละไปบ้าง เพื่อจะได้ทำงานที่ตนรัก และประการสุดท้ายคือ ควรใช้ชีวิตอย่างสมดุล เพราะเวลางานวิจัยถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ นักวิจัยอาจรู้สึกจิตตก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องดีที่มีคู่คิด หรือคู่ชีวิตที่เข้าใจนักวิจัยและงาน

สำหรับ Francoise Barré-Sinoussi ซึ่งรับรางวัลโนเบลแพทย์ศาสตร์ปี 2008 ร่วมกับ Luc Montagnier และ Harald zur Hausen ในการพบเชื้อ HIV เธอให้ความเห็นเกี่ยวกับการประชุมลินเดา ในปี 2014 ที่มีนักวิทยาศาสตร์สตรีรุ่นเยาว์เข้าร่วมประชุมจำนวนมากกว่านักวิทยาศาสตร์ชายรุ่นเยาว์ว่า เมื่อ 40 ปีก่อนที่เธอเริ่มทำงานที่ Institute Pasteur ในกรุงปารีส ที่นั่นมีศาสตราจารย์หญิงเพียง 5 คน แต่ปัจจุบันมีผู้หญิงที่เป็นศาสตราจารย์เกือบ 50% ของทั้งหมด ซึ่งนับเป็นเรื่องดี แต่ในส่วนของการมีทายาทสืบสกุล เธอปฏิเสธการมีลูก เพราะคิดว่าการทำงานที่เป็นทั้งนักวิจัย และแม่ให้ดีเป็นเรื่องยาก ดังนั้นการตัดสินใจของเธอ อาจไม่ใช่เรื่องดีสำหรับสตรีทุกคน อย่างไรก็ตาม เธอคิดว่าในการเลือกผู้เข้าร่วมประชุมลินเดา ไม่ควรใช้เพศสภาพเป็นเกณฑ์ในการเลือก

ด้าน Michael Bishop ซึ่งรับรางวัลโนเบลแพทย์ศาสตร์ประจำปี 1989 ร่วมกับ Harald Varmus ในการพบต้นกำเนิดของเซลล์มะเร็งแบบ retroviral ได้เล่าสาเหตุที่ทำให้สนใจการวิจัยว่า ในสมัยที่เป็นเด็กได้อ่านนวนิยายเรื่อง “Arrowsmith” ของ Sinclair Lewis ที่มีพระเอกเป็นหมอที่สามารถรักษาได้ทุกโรค จึงต้องการเป็นหมอคนนั้น เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการมาประชุมลินเดาเป็นครั้งแรก ในปีนี้หลังจากที่ได้รับรางวัลโนเบลก่อนนั้นถึง 25 ปี ว่ามาช้าเพราะเหตุใด Bishop ตอบว่า ได้คุยกับ Elizabeth Blackburn และเธอบอกว่า การประชุมนี้ดี และมีประโยชน์ จึงลองมาประชุมดู เมื่อก่อนนั้นไม่สามารถจัดเวลาให้ลงตัวได้ จึงไม่ได้มา ครั้นเมื่อถูกถามว่า การได้รับรางวัลโนเบลได้เปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างไรบ้าง Bishop ตอบว่า ไม่เปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อตนเอง ไม่ได้เปลี่ยนความนึกคิดของเพื่อนที่มีต่อตน และแทบไม่เปลี่ยนจำนวนเงินที่มีฝากในธนาคาร นอกจากนี้เขาก็ไม่คิดว่ารางวัลโนเบลเป็นภาระที่ต้องแบกความรับผิดชอบ เพราะเขาไม่ได้ยึดติดกับมันมาก แต่ผลกระทบในด้านบวก คือ การทำงานที่มหาวิทยาลัย California วิทยาเขต San Francisco ได้ทำให้สถาบันมีคุณภาพยิ่งขึ้น

สำหรับ Douglas Osheroff ซึ่งรับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ประจำปี 1996 ร่วมกับ D.M. Lee และ R.C. Richardson ในการพบว่า ฮีเลียม-3 เป็นของเหลวยวดยิ่ง ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตนสนใจวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กว่า เมื่ออายุ 6 ขวบ ได้รับของขวัญวันคริสต์มาสเป็นรถไฟฟ้า เพราะเป็นคนชอบถอดแยกชิ้นส่วน จึงจับของเล่นนั้น ถอดชิ้นส่วนออกหมด แล้วประกอบกลับไม่ได้เหมือนเดิม

เมื่อเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา รู้สึกสนใจเรื่องไฟฟ้าและแม่เหล็กมาก และได้ลองทำการทดลองทั้งสองเรื่องนี้ โดยพ่อแม่มิได้ห้ามปรามใดๆ และรู้สึกว่า พ่อสนใจในความสนใจทุกด้านของ Osheroff อย่างเงียบๆ เมื่อครูที่สอนเคมีบอกว่า เวลาใครทดลองอะไรก็ตาม เขาคนนั้นกำลังตั้งคำถามที่ตนมีต่อธรรมชาติ แต่เวลาธรรมชาติตอบ คำตอบที่ได้มักคลุมเครือ นักทดลองจึงต้องถามต่อไป และนี่ก็คือแนวทางในการทำวิจัยของ Osheroff

ส่วนอาจารย์ที่มีอิทธิพลต่อ Osheroff นั้น เขาคิดว่า บิดาเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญมากในการทำให้เขาสนใจวิทยาศาสตร์ แต่อาจารย์ Richard Feynman ที่สอน Osheroff ที่ Caltech ก็มีบทบาทไม่ใช่น้อย เพราะเคยบอกว่า การนำคณิตศาสตร์มาใช้ในฟิสิกส์ ทำให้วิชาฟิสิกส์น่าสนใจ และมีพลังมาก

เมื่อถูกถามเรื่องปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการทดลองจนได้รับรางวัลโนเบล Osheroff ตอบว่า ในฐานะที่เป็นนักทดลอง เขาต้องรู้วิธีออกแบบ และสร้างอุปกรณ์ทดลองด้วยตนเอง รวมถึงต้องเข้าใจการทำงานของอุปกรณ์ด้วย และรู้ว่ากำลังคาดหวังอะไรจากการทดลอง

ในการตอบคำถามว่า มีคำแนะนำอะไรจะให้แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์บ้าง Osheroff ตอบว่า ให้พยายามเข้าใจว่าคุณต้องการอะไร เป็นใคร สนุกในการทำอะไร และเก่งเรื่องอะไร ถ้าคุณสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างลงตัว คุณก็จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งและดีได้

ด้าน William Phillips ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 1997 ร่วมกับ S. Chu และ C. Cohen – Tannoudji จากการพัฒนาเทคนิคที่ทำให้ระบบมีอุณหภูมิต่ำมากด้วยเลเซอร์ ได้เล่าประสบการณ์ในสมัยเรียนปริญญาตรีว่า ในเวลานั้นโลกเพิ่งรู้จักเลเซอร์ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้เลเซอร์ทำอะไรก็เป็นเรื่องใหม่หมด แต่เดี๋ยวนี้ งานวิจัยฟิสิกส์ที่น่าสนใจกลับเป็นเรื่องที่เราไม่รู้อะไรเลย เช่นเรื่อง สสารมืด และพลังงานมืด เป็นต้น

สำหรับคำถามที่ว่า การจะเป็นนักวิจัยที่ดี และครูที่ดีในเวลาเดียวกันนั้น เป็นไปได้หรือไม่ Phillips ตอบว่า การสอนและการวิจัยมีความเกี่ยวพันกัน ใครที่ไม่วิจัย จะฝึกนักวิจัยรุ่นใหม่ให้เก่งได้ยาก ตามปกติการสอนจะช่วยการวิจัยด้วย เพราะเวลาสอน นักวิจัยมักตั้งคำถามในใจว่า สิ่งที่สอนนิสิตนั้นเป็นจริงเพียงใด มีข้อจำกัดอะไรบ้างหรือไม่ ถ้านักวิจัยคนนั้นตั้งคำถามได้เรื่อยๆ ปัญหาวิจัยก็จะมีได้เรื่อยๆ และเวลานิสิตถามในสิ่งที่นักวิจัยตอบไม่ได้ เขาต้องคิดหาคำตอบ ดังนั้นใครก็ตามที่วิจัยเก่ง จะต้องสอนด้วย ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ที่ปรึกษากับนิสิตจึงได้เรียนรู้จากกันและกัน โดยอาจจะมากไม่เท่ากัน แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อกันและกันอย่างแน่นอน

ความรู้สึกนี้จะเห็นได้ชัดหลังจากที่บรรดานักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล และนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ได้สังสรรค์กันแล้ว ต่างได้เดินทางจากเมืองลินเดาไปอย่างอิ่มเอิบ และรู้สึกประทับใจอย่างที่สุด เสมือนได้ดื่มน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์

อ่านเพิ่มเติมจาก Science Masterclass ใน Nature Outlook ปี 2010-2015และจาก lindau.nature.com

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนให้เผยแพร่โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์
กำลังโหลดความคิดเห็น...