xs
xsm
sm
md
lg

ทบทวนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กู้วิกฤติสิ่งแวดล้อม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ไทยและเยอรมนี ร่วมทบทวนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ทางรอดกู้วิกฤติสิ่งแวดล้อม

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) จัดเวทีนานาชาติเรื่อง "เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องเกิด ผ่านกระบวนการ 3R เริ่มที่ Reduce - ลดการใช้!” (“Reduce! Rethinking Circular Economy”) ที่เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562

เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อทบทวนว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนจะสามารถแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร และจะนำเอาประสบการณ์จากทั่วโลกและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ข้อที่ 12 ที่ว่าด้วยเรื่อง “แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน” มาปรับใช้อย่างไรให้เกิดความร่วมมือด้านการพัฒนาการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน การพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสีเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม

"ด้วยวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลกระทบต่อทุกชีวิต ผู้นำของแต่ละประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่ต่างเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจในอนาคตของเราจะต้องดำเนินไปภายในขอบเขตที่ระบบธรรมชาติยังสามารถจัดการได้ และสิ่งมีชีวิตยังปลอดภัย ซึ่งเราทุกคนจำเป็นต้องทบทวนแนวคิดและปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ โดยเริ่มที่ขั้นตอนแรกของ ‘3R’ นั่นคือ การลดการใช้ทรัพยากร (Reduce) ดังนั้นเวทีนานาชาติครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนเวทีให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือเชิงนโยบายที่ใช้งานได้และที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น"

ตัวอย่างเช่น การติดฉลากสิ่งแวดล้อม การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสีเขียว และการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ซึ่งผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ นักคิดด้านสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชนจากเอเชีย ละตินอเมริกา แอฟริกาและสหภาพยุโรป ได้มีโอกาสสำรวจเครื่องมือเชิงนโยบายที่อิงกับนวัตกรรมตลาดและได้ค้นพบรูปแบบธุรกิจเชิงดิจิทัลแบบใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น

นายไค โฮฟ์มัน ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาการและการวัดผลการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้แทน 160 คนจาก 17 ประเทศมาประชุมกันที่กรุงเทพฯเพื่อเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่จะนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาพัฒนาต่อได้

"แนวคิดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การแปรรูปของใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ แต่ยังรวมถึงการลดการใช้ทรัพยากร การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเพิ่มอายุการใช้งาน ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเศรษฐกิจเส้นตรงที่เน้นการ “ใช้ (ทรัพยากร) – ผลิต – ทิ้ง” ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมมหาศาล ลองนึกถึงอุตสาหกรรมเพลง สมัยก่อนเวลาเราจะฟังเพลง ก็ต้องมีซีดีพร้อมเครื่องเล่น แต่วันนี้ โลกเปลี่ยนไปมาก เราแค่ดึงเพลงทั้งหมดออกมาจากอินเทอร์เน็ต ก็ฟังเพลงได้แล้ว” นายไค กล่าวเสริม

นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการปฏิรูปการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน (SCP) และเป็นประเทศระดับแนวหน้าในการปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ประเทศไทยได้รวมนำแนวทางการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนเข้ากับกรอบนโยบายระดับชาติต่างๆ

"ในส่วนของแผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน พ.ศ. 2560 – 2579 นั้น ได้รับการจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดมลพิษ และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ซึ่งได้รวมถึงแผนและกลยุทธ์ระยะกลางและระยะยาวเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน การท่องเที่ยว การเกษตร การจัดซื้อจัดจ้าง แผนการพัฒนาฉลากสีเขียว และแผนที่นำทางสำหรับการจัดการขยะพลาสติก ในปีนี้ประเทศไทยและทุกประเทศในอาเซียนได้มี "ปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน "ร่วมกัน เพื่อตอบสนองความมุ่งมั่นในการลดก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก”

“อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาระดับโลกที่มีความซับซ้อน ประเทศไทยไม่สามารถเอาชนะความท้าทายนี้ได้เพียงประเทศเดียว แต่ยังต้องการความร่วมมือทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ประกาศแนวคิดหลัก คือ “Advancing Partnership for Sustainability” หรือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” สำหรับการเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ด้วย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องขยายความร่วมมือและเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรับมือกับวิกฤติสิ่งแวดล้อม ผ่านการรับฟัง การเรียนรู้ การเจรจาต่อรอง การประนีประนอม และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การมีเป้าหมายร่วมกัน” นายสุพจน์ กล่าวเสริม 

นายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Action Summit) ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเยอรมนีถือเป็นหนึ่งใน 77 ประเทศทั่วโลกที่ให้คำมั่นในการตั้งเป้าปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเท่ากับศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2593 และเพิ่งได้นำแผนงานการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศมาปรับใช้

"เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศเยอรมนีชูนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อเสริมศักยภาพการตลาด เราเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเยอรมนีก็ได้พัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อม “Blue Angel” ขึ้นเป็นประเทศแรกในโลกเมื่อปีพ.ศ.2513 ด้วย” 

“อย่างไรก็ตาม จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราทุกคนจึงต้องหันมาเปลี่ยนแปลงนโยบายและแนวคิดเป็นอันดับแรก โดยเริ่มจากการเปลี่ยนการ “ใช้ (ทรัพยากร) – ผลิต – ทิ้ง” มาเป็นการใช้ทรัพยากรที่จำกัดด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การใช้ช้ำและการแปรรูปของใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่”

“ประเทศเยอรมนีเป็นพันธมิตรด้านการปกป้องสภาพภูมิอากาศที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย เยอรมนีแบ่งปันประสบการณ์กับประเทศไทยในเรื่องพลังงานทดแทน การใช้ทรัพยากรอย่างประสิทธิภาพและการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้คำแนะนำด้านนโยบายสำหรับการดำเนินงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนดำเนินโครงการต่างๆ ในประเทศไทย เช่น การจัดการของเสีย การดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วม หรือแม้แต่เรื่องการสนับสนุนการผลิตตู้เย็นที่ประหยัดพลังงาน"

นายชมิดท์กล่าวว่าโดยรวมแล้วรัฐบาลเยอรมันลงทุนไปกับการดำเนินโครงการระดับทวิภาคีในประเทศไทยแล้วจำนวน 60 ล้านยูโร (ราวสองพันล้านบาท) ตั้งแต่ปีพ.ศ 2551 และยินดีที่จะร่วมมือดำเนินต่อไปในอนาคต นอกจากนี้เยอรมนียังสนับสนุนประเทศในเอเชียทั้งเก้าประเทศ สองประเทศในละตินอเมริกา และสองประเทศในแอฟริกาในการดำเนินงานตามพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้า SDG ข้อที่ 12 เรื่องการสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย

เวทีนานาชาติเรื่อง "เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องเกิด ผ่านกระบวนการ 3R เริ่มที่ Reduce - ลดการใช้!” (“Reduce! Rethinking Circular Economy”) จัดขึ้นโดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจำประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU)

 

---------------------------------

 

เกี่ยวกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)

GIZ เป็นองค์กรของรัฐบาลเยอรมันที่ดำเนินงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน GIZ ปฏิบัติงานในนามของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศเยอรมนีและต่างประเทศ รวมทั้งรัฐบาลของประเทศต่างๆ สหภาพยุโรป องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลกและองค์กรที่ให้ทุนอื่นๆ GIZ ดำเนินงานอยู่ในกว่า 120 ประเทศทั่วโลกและมีพนักงานทั้งสิ้นประมาณ 20,000 คน ซึ่งร้อยละ 70 เป็นคนในประเทศ สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.giz.de








กำลังโหลดความคิดเห็น...