xs
xsm
sm
md
lg

Maker Startup 2018 ได้ทั้งผู้ชนะและผลงานแก้โจทยโรงงานได้จริง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ลืมภาพการแข่งขันที่ได้ผู้ชนะขึ้นเวทีรับรางวัลแล้วกลับบ้านได้เลย เพราะเวที Maker Startup 2018 ได้ทั้งผู้ชนะและนวัตกรรมแก้โจทย์โรงงานได้จริง โดยทีม Universal Seven-Segment Reader พัฒนาเครื่องช่วยอ่านค่าหน้าปัดดิจิทัลในโรงงานครีม-โลชั่น

หลังจากผ่านการคัดเลือกและแข่งขันกันมาข้ามปี ในที่สุดการแข่งขัน Maker Startup 2018 ในหัวข้อ “โรงงานอัจฉริยะ” (Smart Factory) ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2561 - วันที่ 5 มีนาคม 2562ก็ได้ทีมผู้ชนะแล้ว จากการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 21 มี.ค.62 ณ อาคาร กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป

เวทีแข่งขันดังกล่าวดังกล่าวเป็นการแข่งขันที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมมือกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) และบริษัท กราวิเทคไทย (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้รับการฝึกอบรมกระบวนการสร้างนวัตกรรม Internet of Things (IoT) เพื่อตั้งเป็นธุรกิจ Startupโดยใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยี (IoT) และ NETPIE Platform เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างต้นแบบนวัตกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมแข่งขันยังได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในด้าน Smart Factory และมีการจับคู่ระหว่างนักพัฒนา (Developer หรือ Maker) กับผู้ประกอบการหรือตัวแทนจากโรงงาน เพื่อร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เน้นไปสู่การใช้งานจริงจากภาคอุตสาหกรรม และนำไปสู่การต่อยอดเป็นธุรกิจ Startup ได้จริงต่อไป

ในการแข่งขันนั้นเนคเทคได้สนับสนุนแพลตฟอร์มสื่อสารเพื่อเชื่อมต่อทุกสรรพสิ่งที่ชื่อว่า NETPIE ในการอำนวยความสะดวกให้อุปกรณ์หรือแอปพลิเคชัน ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็ว เสถียร ปลอดภัย และยืดหยุ่น โดยมีความคาดหวังว่าจะช่วยให้เกิดธุรกิจการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมด้วย IoT เพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเกิดนักประดิษฐ์ที่มีการใช้เทคโนโลยี IoT ในการสร้างนวัตกรรมและมีการใช้งานจริง หรือสามารถสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ปัญหาในการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ และสร้างแรงบันดาลใจให้นักประดิษฐ์นำเทคโนโลยี IoT มาสร้างเป็นธุรกิจ Startup

จากการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีม NU Maker Club ที่มีสมาชิก คือ ดร. ธนะธร พ่อค้า, นายธิติพันธ์ เพชรศรีกาญจน์, นายภานุสรณ์ บรรลือ, ดร.วันสุรีย์ มาศกรัม ได้รับรางวัลชนะเลิศจากหัวข้อ Universal Seven-Segment Reader
Enhancing Industry Automation Trough Computer Vision & IoT ที่ช่วยลดภาระคนงานในโรงงานผลิตครีมและโลชั่น โดยพัฒนาระบบที่สามารถอ่านค่าแสดงผลในการกระบวนการผลิตและส่งค่าที่อ่านได้ผ่าน IoT ได้อัตโนมัติ

ทีม NU Maker Club พัฒนาระบบจากข้อจำกัดของโรงงานผลิตเวชสำอางของ บริษัท วุฒิศักดิ์ เอสเธติค แคร์ จำกัด ที่ยังใช้เครื่องจักรกลรุ่นเก่าและไม่มีระบบสื่อสารข้อมูล จึงต้องอาศัยแรงงานคนในการติดตามสถานะการผลิต และติดตามเครื่องจักร โดยคนงานต้องอ่านค่าจากหน้าจอแสดงตัวเลขแบบ 7 segment แล้วจดลงกระดาษ

ทีมพัฒนาจึงประดิษฐ์ระบบในการอ่านค่าตัวแสดงผลโดยใช้เทคโนโลยี Machine Vision ในการถ่ายภาพหน้าจอ และแปลงภาพเป็นข้อมูล แล้วส่งค่าที่อ่านได้ผ่าน NETPIE IoT Cloud แล้วนำค่าไปเขียนในฐานข้อมูลและแสดงผลบนแดชบอร์ด (Dashboard) แบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดกำลังคน ลดความผิดพลาด และได้ข้อมูลที่ทันสถานการณ์

ดร.ธนะธร พ่อค้า ทีมพัฒนา NU Maker Club กล่าวว่า สิ่งที่พัฒนาคือ Universal Seven-segment Reader เป็นตัวใช้อ่านค่า Netpie แบบ Seven Segment ซึ่งเมื่อแรกเริ่มนั้นทีมยังไม่ทราบว่าจะพัฒนาอะไรเพื่อใช้ในการแข่งขัย แต่เมื่อมีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงงานของวุฒิศักดิ์ เอสเธติค แคร์ แล้วเห็นว่าโรงงานมีกระบวนการจดค่าต่างๆ อยู่บนเครื่องผสมครีม และแสดงผลด้วย Universal Seven Segment

"กระบวนการจดของเขาจะใช้คนจด ซึ่งในการผสมครีมแต่ละครั้ง คนงานจะจดแค่ 2 ครั้งเท่านั้น และข้อมูลที่ได้ก็ไปใช้งานต่อได้ยาก อีกทั้งยังเสียเวลาของคนงานที่มานั่งจดด้วย เราจึงมีความคิดว่าจะเก็บข้อมูลตรงนี้ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลโดยอัตโนมัติได้อย่างไร เราจึงพัฒนาอุปกรณ์ตัวนี้ขึ้นมา โดยหัวใจสำคัญคือกล้องที่อยู่หน้าแผงของเครื่องจักร และโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ว่า สิ่งที่กล้องเห็นเป็นตัวเลขอะไรบ้าง โดยสิ่งที่วัดหลักๆ จะเป็นเรื่องอุณหภูมิ ความเร็วรอบของตัวผันครีม รวมถึงกระแสไฟฟ้าที่ใช้ ซึ่งเราจะเก็บผลที่อ่านได้เข้าระบบฐานข้อมูล โดยผ่านแพลตฟอร์มสุดท้ายของเนคเทคที่มีให้ใช้ ซึ่งทางโรงงานสามารถดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลไปทำการวิเคราะห์ต่อได้” ดร.ธนะธรอธิบาย

ทีม NU Maker Club ซึ่งมีเป้าหมายว่าอยากสร้างทีมเมกเกอร์นั้น ได้ดึงความสามารถของแต่ละคนที่แตกต่างกัน แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานในการประกวดครั้งนี้ ซึ่งทีมถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะเป้าหมายหนึ่งคือการสร้างทีม และอีกเป้าหมายคือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทางโรงงานนำไปใช้งานจริง

"ตอนนี้ก็คือติดตั้งอยู่ที่โรงงานนะครับ แต่ว่าก็ยังอยู่ในขั้นที่ทดสอบการใช้งานกับเครื่องที่เป็นเครื่องผสมครีมขนาดเล็กหน่อย 50 กิโลกรัมครับและเราก็จะทำการทดสอบไปเรื่อยๆ จนระบบเนี่ยเริ่มนิ่งนะครับแล้วเราก็จะขยายผลการติดตั้งเนี่ยไปสู่เครื่องใหญ่ 200 กิโลกรัมครับ" ดร.ธนะธรกล่าว

ทางด้าน นายวันชัย จงศรีสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วุฒิศักดิ์ เอสเธติค แคร์ จำกัด เผยว่า ก่อนหน้านี้ในขั้นตอนการผสมวัตถุดิบให้ออกมาเป็นเวชสำอางที่ต้องการนั้นอาศัยเพียงความชำนาญและประสบการณ์ของคนทำงาน เมื่อผลิตสินค้าอย่างนั้นต้องมาคำนวนว่าใช้อุณหภูมิเท่าไร ใช้เวลาเท่าไร ซึ่งฝ่ายควบคุมคุณภาพจะตรวจสอบคุณภาพได้ โดยต้องเดินไปดูที่แผงวงจรแล้วจดข้อมูลใส่กระดาษ

"ต้องเดินไปดูทุกๆ15-30 นาที พอจะปรับปรุงกระบวนการนี้ให้ดีขึ้น กลายเป็นว่า มีบันทึกข้อมูลไม่พอจะทำการปรับปรุง ก็เลยตั้งโจทย์ไป ซึ่งทางทีมพัฒนา NU Maker Club มีตัวที่ตอบโจทย์ จึงได้มาร่วมมือกันทำให้สามารถติดตามข้อมูลได้ตลอดเวลา แล้วต่อยอดไปที่ขั้นตอนการผลิตครีม เซรั่ม โลชั่น ที่จะได้ประสิทธิภาพสูงสุด จากแต่เดิมที่ใช้คน พอเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพนักงานสบายขึ้น เพราะสามารถตรวจคุณภาพได้ตลอดเวลาผ่านทางโทรศัพท์ที่ต่อกับระบบไม่ต้องเดินไปดูค่าแบบเดิม” นายวันชัยกล่าว

ส่วน ดร.วันสุรีย์ มาศกรัม อาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ชี้แจงว่า จากที่ได้โจทย์มาทำให้รู้ว่าต้องการอ่านค่าตัวเลขจากหน้าปัดเครื่อง วิธีการที่ตอบโจทย์นี้มีหลายวิธีบางคนใช้ระบบการเรียนรู้ของคอมพิวเตอร์ (machine learning) แต่ระบบนี้ใช้ยากต้องมีข้อมูลปริมาณมาก เพื่อให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ พอมาเทียบกับ 7 segment ที่ดูแค่ว่าตรงนี้มีไฟขึ้นหรือดับไปแล้วแค่นั้น จึงง่ายกว่าเยอะ กระบวนการอ่านค่าคือใช้กล้องไปดูที่หน้าปัดว่า ไฟขึ้นตรงไหน เป็นเลขอะไร แล้วแสดงค่าออกมา ระบบนี้สามารถนำไปใช้กับเครื่องอื่นๆ ที่เป็นหน้าปัดดิจิทัลได้



กำลังโหลดความคิดเห็น...