xs
xsm
sm
md
lg

รก

เผยแพร่:   โดย: ฉัตรพรรษ พงษ์เจริญ


เป็นความปกติของเรื่องราวมากมายจะปรากฎขึ้นบนหน้า feed ของสังคมโลกเสมือน ในการบอกเล่าเรื่องราวมากมายจากทั้งบรรดาผู้มีชื่อเสียงและเพื่อนฝูงมักคุ้น คล้ายว่าช่วงสัปดาห์ผ่านมาล้วนมีเพียงเรื่องน่าสลดหดหู่ใจหมุนเวียนบนหน้าจออย่างไม่ขาดสาย ด้านสังคม การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม ชีวิตประจำวัน รวมทั้งธรรมชาติอันสูงค่าซึ่งถูกทำให้เสื่อมสภาพลงทุกวันๆ แต่ส่วนที่เลวร้ายคงเป็นเรื่องราวไร้สาระแก่นสารที่ไหลบ่าดังเขื่อนแตกพัดถล่มบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ภาพใบหนึ่งถูก refresh แสดงขึ้นมา ภาพเต่าทะเลขนาดใหญ่ตัวหนึ่งบนชายหาดสีน้ำตาลอ่อนริมทะเลคลื่นซัด เต่าทะเลตัวนั้นไม่ใช่เต่าตนุหรือเต่ากระที่มีรายงานการพบอยู่เป็นประจำ ขนาดตัว ลวดลาย สีสัน ลักษณะของกระดองถูกปกคลุมด้วยชั้นหนังไม่ใช่กระดองแข็งเหมือนเต่าทะเลชนิดอื่น ทำให้สามารถระบุทราบชนิดได้ในทันทีสมกับชื่อ "Leatherback turtle" และลักษณะสันเป็นทางยาวตามลำตัวบนกระดองหลังจำนวน 7 แถว ดูคล้ายผลไม้ชนิดหนึ่งจนเป็นที่มาของชื่อไทยว่า "เต่ามะเฟือง"

ผมค่อนข้างคุ้นตากับภาพลักษณะนี้พอควร แม้จะมีไม่มากนักภาพเต่ามะเฟืองบนชายหาดก็เคยผ่านตามาก่อนจากหลายพื้นที่ทั่วโลก แต่สิ่งที่ทำให้ตาลุกวาวและหัวใจเต้นแรงพองโตคือหาดทรายในภาพบนหน้าจอนั้นถูกระบุว่าเป็นชายหาดที่อยู่ในประเทศไทย

จากชนิดเต่าทะเลที่พบการแพร่กระจายในประเทศไทย เต่ามะเฟืองเป็นเต่าทะเลที่มีขนาดใหญ่มากที่สุด หากินแมงกระพรุนเป็นอาหารหลัก รายงานครั้งสุดท้ายคือการขึ้นมาวางไข่จำนวน 1 หลุม ของเต่าเพศเมียกว่าเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ในปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้มีการพบเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่แล้วถึง 2 หลุม และในเดือนแห่งความรักนี้ลูกเต่าได้กลับเข้าสู่อ้อมกอดของท้องทะเลแล้ว ซึ่งต้องขอบพระคุณผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ร่วมแรงร่วมใจให้ข่าวดีเช่นนี้ยังคงอยู่ในสังคมไทย และอีกไม่นานเต่ามะเพืองก็จะถูกประกาศให้เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับใหม่ที่กำลังเตรียมประกาศ ไม่เพียงเท่านี้เต่าหญ้า เต่าทะเลขนาดเล็กที่สุดและพบตัวได้ยากอีกชนิดหนึ่งก็มีรายงานการขึ้นมาวางไข่บนชายหาดของประเทศไทยในรอบ 23 ปี ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง

เรื่องราวของเต่าทะเลหายากทั้งสองชนิดและรูปน่ารักน่าชังของเต่ามะเฟืองตัวน้อยคลานออกจากหลุมไข่ผ่านหาดทรายลงสู่ทะเลและร่างกฎหมายฉบับใหม่สำหรับการอนุรักษ์ในประเทศได้แบ่งปันความแช่มชื่นคลายหมองของผมไปได้มาก แต่เพียงไม่นานเรื่องราวของข่าวคาวไร้สาระที่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมายจนถึงขั้นได้รับการวิเคราะห์สังเคราะห์ถอดรหัสออกมาเป็นบทเรียนแต่ไม่ได้เรียนรู้ มีการแสดงมุมมองความนึกคิด ได้รับการชื่นชมก่นด่า และถูกแชร์ส่งต่อจนโผล่แสดงเต็มหน้าจอคอมพิวเตอร์ดันเรื่องราวก่อนหน้าพ้นหายไปไร้ร่องรอย

ตั้งแต่อายุไม่มากนักจนกระทั่งอายุมากขึ้นก็เห็นแต่เรื่องราวสาระน้อยในรูปแบบเดียวกันต่างแค่ตัวละครและสถานที่ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อต่างๆ ต่อเนื่องมาอย่างไม่ขาดหาย แม้ปัจจุบันช่องทางการสื่อสารมากมายกว่าแต่ก่อนนัก เรื่องราวจรรโลงใจในธรรมชาติก็ยังคงถูกเขี่ยผลักตกไปเหมือนไม่มีเรื่องอะไรให้รู้สึกน่ายินดีเกิดขึ้น จนต้องคิดว่าเป็นปกติที่สังคมของเราต้องเข้าไปพัวพัลวันกับเรื่องด้อยคุณภาพเหล่านี้ จนมัวเมาปั่นป่วนมั่วไปหมด

ซึ่งเมื่อเทียบเปรียบเข้ากับความรกชัฏแต่สอดคล้องประสานเกื้อกูลกันของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นผืนป่าหรือแนวปะการังใต้ท้องทะเลแล้ว กระแสเรื่องไร้สาระเปลือง pixel บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งได้รับความสนใจอย่างบ้าคลั่งตอนนี้

"รกสมองจริงๆ" ผมคิดเช่นนั้น

เกี่ยวกับผู้เขียน

"แต่เดิมเป็นเด็กบ้านนอกจากจั
งหวัดจันทบุรี ที่มีความมุ่งมันตั้งใจศึกษาต่อ ณ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากความสนใจส่วนตัวและการชักชวนจึงเข้าเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าและทุ่งหญ้า ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ จึงได้เข้าไปสัมผัสเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าหลากหลายประเภทในพื้นที่อนุรักษ์หลากหลายแห่งทั่วประเทศไทย หลังจากสำเร็จการศึกษาได้รับคำแนะนำให้ไปศึกษาต่อ ณ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต กระนั้นก็ยังโหยหาและพยายามนำพาตัวเองเข้าป่าทุกครั้งที่โอกาสอำนวย"


พบกับบทความ "แบกเรื่องป่าใส่บ่ามาเล่า" ของ “จองื้อที” ได้ทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน


กำลังโหลดความคิดเห็น...