xs
xsm
sm
md
lg

การเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ภาพกิจกรรมโยคะที่อินเดีย ทั้งนี้มีความเชื่อว่าการออกกำลังกายช่วยลดโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ (SAM PANTHAKY / AFP)
อัลไซเมอร์เป็นรูปแบบหนึ่งของโรคภาวะสมองเสื่อม สถิติที่ได้จากการสำรวจในปี 2015 แสดงว่าคนประมาณ 50 ล้านคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ และในอีก 35 ปี จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มมากถึง 130 ล้านคน อัลไซเมอร์จึงเป็นสาเหตุสำคัญอันดับ 5 ที่ทำให้คนเสียชีวิต

เมื่อเริ่มเป็นผู้ป่วยจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการจำ ไม่สามารถเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ เริ่มตัดสินใจไม่ได้ นอกจากนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลง ด้านบุคลิกภาพ และพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อการทำงาน และการดำรงชีวิตประจำวัน ทำให้ต้องพึ่งพาอาศัยนางพยาบาล ญาติ หรือผู้ดูแลทั้งกายและใจ ครั้นเมื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นๆ ความเครียดที่ผู้ดูแลต้องแบกรับภาระอาจทำให้คนดูแลมีอาการซึมเศร้า เพราะอัลไซเมอร์เป็นโรคที่แพทย์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยยาที่มีในปัจจุบัน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ การพยายามยืดเวลาให้ผู้ป่วยสามารถช่วยตัวเองได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย ได้คาดคะเนจำนวนประชากรของประเทศไทยว่า จะมีสัดส่วนของผู้สูงอายุ ในปี 2563, 2573 และ 2583 คิดเป็นร้อยละ 17.5, 25.1 และ 32.1 ตามลำดับ เพราะคนสูงอายุมักเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าคนหนุ่มสาว ดังนั้น เราจึงอาจกล่าวด้วยความมั่นใจได้ว่า ประเทศไทยจะมีคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นทุกปี

ประเด็นที่เป็นปัญหา ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกกังวลคือ แม้จะได้มีการวิจัยโรคนี้มานานหลายทศวรรษแล้วก็ตาม แต่ผลการวิจัยก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ดีกับคนที่เป็น และกำลังจะเป็น จนทำให้คนหลายคนคิดว่า นักวิจัยปัจจุบันยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงซึ่งทำให้คนเป็นอัลไซเมอร์ นั่นคือมีนักวิชาการหลายคนที่คิดว่า สาร peptide amyloid – beta มิใช่สาเหตุหลักที่ ถ้าสารนี้ปริมาณมากเกิดขึ้นในสมอง แล้วจะทำให้เขาคนนั้นป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งถ้าความคิดนี้ถูกต้อง แพทย์ก็ควรได้พบยารักษาแล้ว แต่จวบจนวันนี้แพทย์ก็ยังไม่มีวิธีรักษาเลย ดังนั้น นักวิชาการหลายคนจึงกำลังมุ่งหน้าหาสาเหตุใหม่ รวมถึงวิธีรักษาใหม่ๆ ด้วย
เชื่อว่าการรับประทานผัก ผลไม้จะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Nicolas ASFOURI / AFP)
โลกยังมีอีกวิธีหนึ่งที่นักวิจัยได้พยายามค้นคว้านั่นคือ หายาที่สามารถยับยั้งการแพร่กระจายของโปรตีน tau ที่หลายคนคิดว่า เป็นอีกสารหนึ่งที่ทำให้คนเป็นโรคนี้

เมื่อการไม่รู้สาเหตุของการเป็นอย่างแน่ชัดเช่นนี้แพทย์หลายคนจึงเลิกศรัทธาเรื่องการหาตัวยามารักษา และหันไปสนใจเรื่องการหาวิธีใหม่โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตของคน ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น ด้านนักวิจัยอีกหลายคนก็เชื่อว่า การป้องกันโรค ซึ่งตามปกติก็ดีกว่าการรักษาโรคจึงกำลังค้นหาวิธีถ่ายภาพของสมองเพื่อชี้บอกลักษณะการก่อตัวของสาร amyloid – beta และ tau ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่อาการอัลไซเมอร์จะสำแดงฤทธิ์

แต่ก็มีแพทย์อีกหลายคนที่คิดว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอยู่ และการทำงานของคนจะสามารถป้องกันการเป็นอัลไซเมอร์ได้ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนสไตล์การดำรงชีพจึงกำลังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาที่น่าสนใจมากอีกวิธีหนึ่ง

ในปี 2017 สถิติการสำรวจสุขภาพของคนทั่วโลกที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์แสดงว่า แสดงว่าคนที่มีอายุเกิน 60 ปี และกำลังป่วยเป็นอัลไซเมอร์ มีเปอร์เซ็นต์มากที่สุดในแอฟริกา ตามมาด้วย คนตะวันออกกลาง เอเชีย อเมริกา และยุโรปตามลำดับ การสำรวจที่ได้ดำเนินในอเมริกา แสดงว่า อาการอัลไซเมอร์มากับอายุ เพราะคนอเมริกันที่มีอายุ
65-69 ปีจะเป็นมากประมาณ 2%
70-74 ปีจะเป็นราว 3%
75-79 ปี จะเป็น 8%
80-84 ปี จะเป็น 14%
85-89 ปี จะเป็น 20%
และคนที่มีอายุเกิน 90 ปี จะเป็นมากถึง 35%
เชื่อว่าการรับประทานผัก ผลไม้จะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Thomas SAMSON / AFP)
การตรวจสภาพสมองของคนป่วยยังแสดงให้เห็นอีกในสมองของผู้ป่วย นอกจากจะมีพังผืดของสาร peptide amyloid – beta และโปรตีน tau แล้ว

โครงสร้างสมองก็เปลี่ยนด้วย คือ มีขนาดเล็กลง (ฝ่อ) โดยเฉพาะสมองส่วนที่เรียกว่า hippocampus ซึ่งมีหน้าที่จำ จะถูกกระทบกระเทือนมาก โดยเนื้อเยื่อและเซลล์สมองในบริเวณดังกล่าวจะสลายตัวมากและเร็ว แล้วความเสื่อมของเซลล์สมองก็จะแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นๆ เช่น ส่วน cerebral cortex ซึ่งจะเหี่ยวลงๆ เป็นต้น

การวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนเป็นอัลไซเมอร์ได้พบว่า ปัจจัยแรก คือ พันธุกรรม มีคนไข้ประมาณ 1% ที่เป็น เพราะเกิดการกลายพันธุ์ของ gene APP, PSEN1, PSEN2, APOE และ TREM2 ซึ่งได้ทำให้ปริมาณการผลิต amyloid –ß ในสมองเพิ่มมากอย่างผิดปกติ ปัจจัยที่สองคือเพศ เพราะเพศหญิงมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ได้มากกว่าเพศชายประมาณสองเท่า สำหรับประเด็นนี้ การมีอายุยืนของผู้หญิงไม่เกี่ยวกับการเป็นโรค แต่โรคอาจเกิดจากฮอร์โมนบางตัวที่มีในผู้หญิง

ปัจจัยที่สามคือ สไตล์การดำรงชีวิต ความอ้วน การเป็นโรคเบาหวาน โรคซึมเศร้า การสูบบุหรี่จัด และระดับการศึกษา (คนที่เรียนยิ่งสูง โอกาสการเป็นยิ่งน้อย)



อนึ่ง หลังจากที่ได้พบว่า คนๆ นั้นเป็นอัลไซเมอร์แล้วในอีก 8-10 ปีต่อมา เขาก็จะเสียชีวิต

ในปี 2010 คนอเมริกันที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้มีประมาณ 5 ล้านคน และจำนวนจะเพิ่มเป็น 6 ล้านคน 8 ล้านคน 11 ล้านคน และ 14 ล้านคนในปี 2020, 2030, 2040 และ 2050 ตามลำดับ

สำหรับ การค้นหาสาเหตุของคนที่เป็นโรคนี้ก็ได้สถิติว่าในปี 2017 เปอร์เซ็นต์ของนักวิจัยอเมริกันที่วิจัยเรื่อง Bata-amyloid มีมากที่สุด ต่อไปคือการวิจัยเรื่อง tau, ยีน APOE การตายของเซลล์สมอง ความบกพร่องของการสร้างภูมิคุ้มกันการเป็นโรค ระบบการสร้างพลังงานของร่างกาย กลไกการทำงานของฮอร์โมน endocrine, พันธุกรรมและสาเหตุอื่นๆ

เมื่อยาที่ใช้ในการรักษาโรคยังไม่มี และวัคซีนที่จะใช้ป้องกันโรคก็ยังไม่พบ คนที่รักตนเองจึงต้องพยายามต่อรองกับการเป็นโรคโดยการต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต

ทั้งๆ ที่นักวิจัยหลายคนไม่เชื่อหรือศรัทธาในความคิดเช่นนี้ว่า การออกกำลังกาย การกระตุ้นสมองด้วยการอ่านและการแก้ปริศนา หรือการปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารที่กินสามารถจะช่วยได้ แต่ในปี 2010 การวิจัยของ National Institute of Health ที่ใช้คน New York จำนวนกว่า 2,200 คน เป็นตัวอย่างทดลองเป็นเวลานาน 4 ปี ได้ข้อสรุปว่า คนที่กินอาหาร Mediteranean ซึ่งประกอบด้วยผลไม้ ผัก และอาหารประเภทเมล็ดข้าว ปลา และน้ำมันมะกอกมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมน้อยกว่าคนที่บริโภคเนื้อ นม ไข่ ถึง 40%

แต่ข้อเสนอนี้ ในปี 2010 นั้นยังไม่ได้รับการยอมรับมาก เพราะตัวอย่างที่ใช้ยังมีจำนวนน้อยและเวลาที่ใช้ติดตามก็ยังสั้น นักวิจัยในเวลาต่อมาจึงเสนอแนะให้มีการปรับปรุงกระบวนการวิจัย
ซูชิเนื้อ จากการวิจัยพบว่า คนที่กินอาหาร Mediteranean ซึ่งประกอบด้วยผลไม้ ผัก และอาหารประเภทเมล็ดข้าว ปลา และน้ำมันมะกอกมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมน้อยกว่าคนที่บริโภคเนื้อ นม ไข่ ถึง 40% (Kazuhiro NOGI / AFP)
ดังนั้นในอีก 8 ปีต่อมา (ปี 2018) นักวิทยาศาสตร์ 109 คนจาก 36 ประเทศจึงได้เขียนจดหมายถึงที่ประชุม G8 Dementia Summit ที่กรุงลอนดอนว่า ได้พบเห็นหลักฐานที่แสดงว่า คนวัยกลางคนสามารถชะลออาการสมองเสื่อมได้ โดยการลดความอ้วน และหยุดการสูบบุหรี่จัด ซึ่งจะทำให้โอกาสเป็นโรคลดลงถึง 20%

การศึกษาครั้งนั้นยังได้ศึกษาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ด้วย เช่น ระดับการศึกษาในวัยเด็ก ความดันเลือดในวัยกลางคน และได้ข้อสรุปว่า 35% ของการเป็นโรคสมองเสื่อมเกิดจากสาเหตุต่างๆ ที่สามารถควบคุมได้

โดยอ้างว่าสถิติที่ได้จากการสำรวจในเวลา 20 ปีที่ผ่านมาได้พบว่า ประชาชนในประเทศที่มีรายได้สูง (อเมริกา อังกฤษ และแคนาดา) อัตราการเป็นโรคสมองเสื่อมได้ลดลงเกือบ 20% สาเหตุการลดนี้มิได้มาจากวิธีรักษา (เรายังไม่มีวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ซึ่งพบมากใน 2/3 ของคนที่เป็นโรคสมองเสื่อม) แต่มาจากการเปลี่ยนวิธีดำรงชีวิตของคนในประเทศร่ำรวย

ตามปกติคนทั่วไปมีความเชื่อว่า คนที่มีอายุเกิน 65 ปี โอกาสการเป็นโรคอัลไซเมอร์จะเพิ่มประมาณ 2 เท่า ทุก 5 ปี และคนที่ยีน apolipoprotein E (APOEe4) ทำงานผิดปกติ มีโอกาสจะเป็นอัลไซเมอร์ได้มากกว่าคนที่มียีนเดียวกันนี้แต่ยีนทำงานปกติถึง 5 เท่า เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของคนโดยที่แทบไม่มีใครช่วยได้

แต่ในกรณีอื่นๆ ที่อาจช่วยได้บ้างคือ เรื่องอาหารการกิน เพราะในปี 2013 นักวิจัยจากสเปนได้ทดสอบกับคน 500 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 55-80 ปี และเป็นคนที่มีโอกาสสูงจะเป็นโรคหัวใจ และได้พบว่าคนที่กินอาหารแบบ Mediteranean (เมล็ดข้าว ผลไม้ และผัก) มีความสามารถในการเรียนรู้ได้มากกว่ากลุ่มคนที่กินอาหารรูปแบบอื่น

ถึงวันนี้นักวิจัยหลายคนกำลังสนใจประเด็นว่า อาหารที่กินเข้าไปสามารถทำให้สมองเปลี่ยนแปลงอย่างไร และพบว่าสมองของคนที่กินอาหารแบบ Mediteranean จะถูกกระทบกระเทือนน้อยกว่า คนที่กินอาหารรูปแบบอื่น โดยนักวิจัยใช้เทคโนโลยี Magnetic Resonance Imaging (MRI) ในการวิเคราะห์สภาพของสมอง แต่เมื่อต้องการจะรู้ว่าอาหารชนิดใดมีอิทธิพลต่อสุขภาพของสมองบ้าง ผลการทดลองก็ยังสรุปไม่ได้ชัดเจนว่าการดื่มน้ำองุ่น และกินผล blueberry สามารถช่วยได้หรือไม่ ส่วนการกินปลา กรดไขมัน omega-3 สารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน A, B และ C นั้น ก็ยังให้คำตอบที่ไม่แน่นอนเช่นกัน

สำหรับการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างโรคอัลไซเมอร์กับการที่ร่างกายมีระดับ cholesterol สูง หรืออ้วนมาก และกับการเป็นโรคเบาหวานชนิด 2 ก็ยังเป็นเรื่องที่นักวิจัยกำลังหาความสัมพันธ์กันอยู่
จากการวิจัยพบว่า คนที่กินอาหาร Mediteranean ซึ่งประกอบด้วยผลไม้ ผัก และอาหารประเภทเมล็ดข้าว ปลา และน้ำมันมะกอกมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมน้อยกว่าคนที่บริโภคเนื้อ นม ไข่ ถึง 40% (Madaree TOHLALA / AFP)
การออกกำลังกายเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้สุขภาพของสมองดีขึ้นได้ ในปี 2011 ได้มีการศึกษาคน 33,000 คน ที่ไม่เป็นโรคสมองเสื่อมการศึกษาเป็นเวลานาน 12 ปี ได้พบว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสามารถชะลอการไร้ความสามารถในการเรียนรู้ได้ นั่นคือ ยิ่งออกกำลังกายมาก ผลลัพธ์ก็ยิ่งดี ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า การออกกำลังกายมากทำให้คนไม่เป็นโรคอ้วน และไม่เป็นโรคความดันสูง อีกทั้งช่วยให้เลือดสามารถไหลขึ้นสมองได้ดี สมองจึงมีสุขภาพดี

ในส่วนของระดับการศึกษา ก็ได้มีการพบว่า การเรียนหนังสือยิ่งมาก ยิ่งสร้างภูมิคุ้มกันโรคอัลไซเมอร์ได้มาก ในการศึกษาโดยใช้คน 55,000 คน พบว่า โอกาสที่คนจะเป็นโรคนี้ได้ลดตามจำนวนปีที่เรียนหนังสือ ในประเทศที่มีรายได้สูง คนที่ได้รับการศึกษาถึงขั้นสูงจะมีมาก และมีผลทำให้เปอร์เซ็นต์คนเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อย เพราะการเรียนจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมอง และเพิ่มการสร้างเซลล์ประสาทในสมองให้แทนที่เซลล์ที่ตายไป

ดังนั้น แม้คนบางคนจะได้รับการศึกษาน้อย แต่เขาก็มีโอกาสกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมองได้โดยการติดต่อกับเพื่อนฝูง หรือแก้โจทย์ปริศนาต่างๆ ดังนั้นการแยกตัวจากสังคมออกมาอยู่อย่างโดดเดี่ยว จะทำให้ได้เพื่อนใหม่ชื่อ อัลไซเมอร์ เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมสามารถชะลออาการอัลไซเมอร์ได้ ดังนั้น คนที่มีปัญหาทางด้านการได้ยิน ซึ่งทำให้การสนทนากับคนอื่นเป็นไปอย่างไม่สะดวก ควรหาหูฟังมาช่วยในการฟัง เพื่อกระตุ้นสมองให้ทำงาน และด้วยเหตุผลเดียวกัน คนโสดมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์สูงกว่าคนที่แต่งงานถึง 42%
ผลมะกอกหลังเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ จากการวิจัยพบว่า คนที่กินอาหาร Mediteranean ซึ่งประกอบด้วยผลไม้ ผัก และอาหารประเภทเมล็ดข้าว ปลา และน้ำมันมะกอกมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมน้อยกว่าคนที่บริโภคเนื้อ นม ไข่ ถึง 40%
อาการซึมเศร้า และการนอนหลับไม่สนิทเป็นเวลานานก็มีส่วนทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ลดลง จนอาจมากถึง 65% ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโอกาสการเป็นโรคอัลไซเมอร์ด้วย นอกจากนี้ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากการที่สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในวัยตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

เหล่านี้คือ สาเหตุที่คนเราทุกคนอาจปกป้องตนเองได้จากการเป็นโรค แต่ก็มีนักวิจัยหลายคนที่อ้างว่า สาเหตุต่างๆ เหล่านี้จะมีบทบาทมากเพียงใดก็ขึ้นกับวัยของคน เช่น คนที่อ้วนมากและอยู่ในวัยกลางคนจะมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ได้มาก แต่ถ้าอายุเกิน 60 การอ้วนเกินจะช่วยป้องกันการมีระดับ cholesterol สูงซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสำหรับคนวัยกลางคน และจะลดบทบาทในการทำลายสมอง เมื่อคนๆ นั้นมีอายุมากขึ้น

เมื่อสาเหตุที่ทำให้คนเป็นอัลไซเมอร์มีมากมายหลากหลายเช่นนี้ แพทย์หลายคนจึงคิดว่าการป้องกันจึงขึ้นกับสภาพสุขภาพของคนแต่ละคน นั่นหมายความว่าแพทย์ต้องรู้ข้อมูลเลือด พันธุกรรม สไตล์การดำรงชีวิต คะแนนการทดสอบ IQ คะแนนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ตัวเลขไขมันแสดงความอ้วน และน้ำหนักตัว รวมถึงสภาพการนอน และความฝันของคนที่เข้ารับคำปรึกษาด้วย และทุกคนอาจต้องมีการปรับแผนการป้องกันตัวเป็นระยะๆ เมื่อสภาพร่างกายและจิตใจคนไข้เปลี่ยน เพราะการรักษาหรือการป้องกันที่สามารถใช้ได้กับทุกคน และตลอดไปนั้นไม่มี

อ่านเพิ่มเติมจาก “Preventing Cognitive Decline and Dementia: A Way Forward จัดพิมพ์โดย US National Academies of Science ในปี 2017

สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์



กำลังโหลดความคิดเห็น...