xs
sm
md
lg

ถังเลี้ยงปลานิลไฮเทคคุมสภาพแวดล้อมเพิ่มโอกาสลูกปลารอด

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หลายคนอาจไม่ทราบว่า “ปลานิล” นั้นมีมูลค่าเทียบเคียงปลาแซลมอน อีกทั้งยังเสมือนเป็นเนื้อไก่ในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะต้ม นึ่ง ทอด ล้วนอร่อยทุกเมนู แต่การเพาะเลี้ยงปลานิลให้ได้คุณภาพนั้นยังเป็นโจทย์ยากสำหรับเจ้าของฟาร์มปลา

จากโจทย์ที่ต้องการเพาะเลี้ยงปลานิลให้มีขนาดและน้ำหนักคุณภาพในปริมาณมาก รวมถึงความสามารถที่จะควบคุมสภาพแวดล้อมในการเลี้ยง โดยใช้พื้นที่เพาะเลี้ยงให้น้อยลงกว่าการเลี้ยงด้วยวิธีปัจจุบัน และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ลูกปลาที่นำมาเพาะเลี้ยง

นำมาสู่ความร่วมมือในการวิจัยเชิงพาณิชย์ระหว่าง บริษัท ฟาร์มสตอรี่ จำกัด (ป.เจริญฟาร์ม) ศูนย์พันธุวิศวรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัทพรีเมียร์ โพรดักส์ จำกัด (มหาชน) และได้พัฒนาถังเลี้ยงปลานิลความหนาแน่นสูงระบบน้ำหมุนเวียน เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว

นายปรัชญา นวไตรลาภ กรรมการบริหารบริษัทฟาร์มสตอรี่ จำกัด (ป.เจริญฟาร์ม) กล่าวว่าก่อนหน้านี้ ป.เจริญฟาร์มได้เลี้ยงและเพาะพันธ์ลูกปลานิลในบ่อดินมาก่อน แต่ปัญหาคือบ่อดินนั้นใช้พื้นที่มาก และยังมีต้นทุนในการนำน้ำจากลำคลองธรรมชาติมาใช้ อีกทั้งมีปัญหาใหญ่เรื่องขาดแคลนของพันธุ์ปลานิล เนื่องจากช่วงอุณหภูมิไม่เหมาะสม ทำให้การเพาะพันธุ์และเพาะเลี้ยงมีปัญหา เนื่องจากเกษตรกรต้องเลี้ยงปลาในบ่อธรรมชาติที่ควบคุมสภาวะแวดล้อมไม่ได้

ความหนาแน่นของปลาในบ่อที่เลี้ยงโดยวิธีการทางธรรมชาติคือในน้ำ 1000 ลิตร มีกิโลกรัมปลาภายในบ่อเท่ากับ 0.2 กิโลกรัม นายปรัชญาจึงคิดว่าควรพัฒนาฟาร์มให้มีมาตรฐาน เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพดี ประกอบกับปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติ จึงค้นหาเทคโนโลยีที่จะทำให้ผู้ประกอบการหรือเกษตรสามารถควบคุมได้



แนวคิดข้างต้นนำมาสู่การคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีถังเลี้ยงปลานิลความหนาแน่นสูงระบบน้ำหมุนเวียน (Recirculating Aquaculture System: RAS) ขึ้น ซึ่ง ดร.สรวิทย์ เผ่าทองศุข หัวหน้าห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค กล่าวว่าไบเทคได้วิจัยเกี่ยวกับระบบหมุนเวียนน้ำมาเกือบ 10 กว่าปีแล้ว และนำมาผนวกกับผู้เข้าร่วมโครงการที่เชี่ยวชาญทางด้านปลาและระบบบำบัด

"เป็นโอกาสที่ดีที่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านปลาอย่าง ป.เจริญฟาร์มและมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของระบบบำบัดอย่างบริษัท พรีเมียร์ โพรดักส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อเอาองค์ความรู้ทั้งสามส่วนมาร่วมกัน จึงกลายเป็นงานวิจัยที่มีผู้ร่วมสามด้านที่เชี่ยวชาญคนละด้าน ทำให้เกิดงานวิจัยต้นแบบที่ไม่ใช่แค่เพียงงานวิจัยในห้อปฏิบัติการ แต่เป็นงานวิจัยที่มีลักษณะเป็นงานวิจัยเชิงพานิชย์มากขึ้น" ดร.สรวิทย์กล่าว

การวิจัยระบบถังเลี้ยงปลานิลความหนาแน่นสูงนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 โดย ดรงสรวิทย์กล่าวว่า แรกเริ่มเป็นการร่วมมือระหว่าง ป.เจริญฟาร์มและไบโอเทคในการคิดระบบหมุนเวียนน้ำ แต่ติดปัญหาเทคโนโลยีระบบหมุนเวียนน้ำ ซึ่งแม้เป็นเทคโนโลยีเก่าแต่การนำระบบต่างๆ มาเชื่อมโยงและพัฒนาให้ใช้งานได้จริงเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก

"บ่อเลี้ยงปลา 1 บ่อต้องมีระบบมากมายในการควบคุมคุณภาพน้ำ จึงเกิดคำถามอีกว่าจำเป็นต้องทำทุกอย่างไหม แล้วเทคโนโลยีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็มีราคาที่สูง อีกทั้งยังต้องออกแบบและปรับเปลี่ยนองค์ความรู้ ในการเลี้ยงปลาในระบบหมุนเวียนน้ำจะแตกต่างจากการเลี้ยงปลาในบ่อดินหรือในกระชังอย่างที่เกษตรกรทั่วไปคุ้นเคย" ดร.สรวิทย์กล่าว

ด้านนายนัทธชัย พ่วงประดิษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเมียร์ โพรดักส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า บริษัทสนใจงานวิจัยนี้ และได้เข้ามาร่วมมือด้านการคิดค้นและออกแบบถังสำหรับทั้งระบบบหมุนเวียนน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งบางส่วนต้องอาศัยองค์ความรู้จากทั้งสามภาคส่วน เช่น ป.เจริญฟาร์มให้ความรู้เกี่ยวกับขนาดของท่อที่จะใช้ลำเลียงปลาเข้าออกจากระบบ และอาศัยองค์ความรู้จากงานวิจัยของไบโอเทคในการเดินระบบหมุนเวียนน้ำ

ดร.สรวิทย์ อธิบายถึงการทำงานของระบบถังเลี้ยงปลาว่า ประกอบด้วยถังความจุ 10 ตันจำนวน 3 ถัง โดยสองถังแรกไว้สำหรับเลี้ยงปลาซึ่งจะมีการให้ออกซิเจน และเมื่อมีปลาป่วยหรือปลาตายจะหลุดเข้ามายังส่วนเป็นถังดัก เนื่องจากธรรมชาติของปลาจะว่ายทวนกระแสน้ำ หากปลาตัวใดอ่อนแอจะถูกกระแสน้ำพัดเข้าสู่ถังดังกล่าว ทำให้รู้ได้ว่าในแต่ละรอบการเลี้ยงมีปลาตายกี่ตัว และปลาที่ป่วย็สามารถนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุได้

"หลังจากนั้นน้ำที่ผุดมาจากถังดักปลาจะเข้าสู่การแยกตะกอนและไหลผ่านตะแกรง ซึ่งทำหน้าที่กรองขี้ปลาออกจากน้ำ จากนั้นน้ำจะผ่านเข้าถังบำบัดที่อยู่ข้างใต้ และแบคทีเรียที่เติบโตบนเม็ดพลาสติกจะทำการบำบัดน้ำ ก่อนที่น้ำจะเข้าไปร่วมกันที่ถังส่วนท้ายและน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะถูกสูบกลับไปยังถังที่มีไว้เลี้ยงปลาต่อไป ส่วนตะกอนที่ถูกกรองออกจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ย" ดร.สรวิทย์อธิบาย

ส่วนวิธีการทำงานของระบบถังเลี้ยงคือจำลองให้มีวิธีการทำงานเหมือนตู้ปลาที่มีระบบบำบัด แต่ความแตกต่างอยู่ที่ ความหนาแน่นของปลาที่ถูกเลี้ยงในระบบนี้จะมีความหนาแน่นสูงกว่าในตู้ปลาธรรมดา โดยผู้ที่เลี้ยงปลาในบ่อธรรมดาหรือบ่อดินจะมีความหนาแน่นของปลาในบ่อต่อปริมาณน้ำเป็นลูกบากศ์เมตร อยู่ที่ 0.5 หรือไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

"ป.เจริญฟาร์มมีเป้าหมายใช้ระบบนี้ผลิตลูกปลาขนาด 2.5 กรัมต่อลูกบากศ์เมตร ให้โตเป็นปลาขนาด 30 กรัมต่อลูกบากศ์เมตร การเลี้ยงลูกปลาในระยะนี้ทำให้เราสามารถเลี้ยงในความหนาแน่นสูง และลดขนาดของพื้นที่ในการเลี้ยงและความต้องการของการใช้น้ำลงได้ ซึ่งขนาดต้นแบบของระบบที่ออกแบบไว้ จะประกอบด้วยถังสามใบ สองใบแรกเป็นถังเลี้ยงปลา และใบสุดท้ายเป็นถังบำบัด แต่ละถังมีความจุ 2 ตัน โดยถังต้นแบบถูกสร้างขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าระบบจะหมุนเวียนน้ำและบำบัดน้ำได้หรือไม่ จากนั้นได้พัฒนาและออกแบบให้กลายเป็นถังขนาดความจุ 10 ตัน อย่างที่ได้ใช้อยู่ในปัจจุบัน" นายปรัชญากล่าว

จากการใช้งานระบบดังกล่าวทำให้ปลาเล็กมีอัตราการรอดถึง 98% โดยความหนาแน่นของปลาอยู่ประมาณ 37 กรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าบ่อดินทั่วไปประมาณ 50-60 เท่า จึงใช้เนื้อที่น้อยลง และควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า เนื่องจากอยู่ภายใต้อาคารที่มีหลังคาปิด จึงควบคุมเรื่องฝน อุณหภูมิ และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้ดีเนื่องจากหมุนเวียนน้ำอยู่ตลอด และจะถ่ายน้ำออกจากระบบเมื่อจบรอบของการเลี้ยงในครั้งนั้นๆ

"ถ้าเลี้ยงปลาที่ความหนาแน่น 30 กรัมต่อลูกบาศ์กเมตรในระบบบ่อดิน จะต้องถ่ายน้ำออกมากกว่าปริมาณบ่อต่อวัน เช่น ระบบบ่อน้ำ 20 ตัน แต่ละครั้งต้องใช้น้ำมากกว่า 20 ตัน และเมื่อต้องเลี้ยงปลา 4-5 เดือน จะสูญเสียน้ำปริมาณมาก แต่ในระบบหมุนเวียนน้ำจะใช้น้ำนิดเดียว การเปลี่ยนถ่ายน้ำในการเลี้ยงดู 1 ช่วงจะใช้น้ำไม่ถึง 5% ทำให้สามารถลดต้นทุนเรื่องค่าน้ำและเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ" นายปรัชญาระบุ

นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาเจริญเติบโตของปลาที่ถูกเลี้ยงในบ่อดินและปลาที่ถูกเลี้ยงในถังระบบ RAS พบว่ามีอัตราการเจริญเติบโตที่เท่ากัน แต่การเลี้ยงในระบบถังนั้นมีอัตราการรอดและการแปลงอาหารเป็นเนื้อจะมากกว่า และควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า รวมถึงลดการติดเชื้อจากภายนอกที่อาจจะมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ โดยระยะเวลาที่ใช้ในการเลี้ยงลูกปลาให้กลายเป็นปลาขนาด 30 กรัม จะใช้เวลาประมาณ 30 - 40 วัน

ผลงานจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงานนี้ได้จดทะเบียนเป็นอนุสิทธิบัตรร่วมระหว่างศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) บริษัท ฟาร์มสตอรี่ จำกัดมหาชน (ป. เจริญฟาร์ม) และบริษัท พรีเมียร์ โพรดักส์ จำกัด (มหาชน)
กำลังโหลดความคิดเห็น...