xs
sm
md
lg

รู้ไหมว่า...เราสามารถยืนยันเสียงบุคคลในทางวิทยาศาสตร์ได้?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย
เมื่อมีคลิปเสียงยืนยันผู้กระทำผิด แต่ผู้ต้องสงสัยอาจปฏิเสธความผิดนั้นได้ หรือบางกรณีจำเลยถูกใส่ร้ายด้วยการอัดคลิปเลียนเสียงผู้ถูกกล่าวหา ทว่าในโลกนี้มีเทคโนโลยีที่สามารถระบุได้ว่า เจ้าของเสียงปริศนานั้นเป็นใคร

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้พัฒนาผลงานวิจัยนวัตกรรมการประมวลผลสัญญาณเสียง ได้ให้สัมภาษณ์แก่ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สามารถระบุเจ้าของเสียงได้

สิ่งที่เทคโนโลยีระบุเจ้าของเสียงหรือ Speaker Recognition นั้น จะจำแนกเสียงของบุคคลจากความถี่เสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่เลียนแบบกันไม่ได้ และจะไม่ใช้ลักษณะของจังหวะการออกเสียงหรือการทำเสียงสูง-เสียงต่ำมาจำแนกบุคคล เพราะเป็นสิ่งที่เลียนแบบกันได้ โดยการตรวจหาเจ้าของเสียงนั้นจะเป็นเปอร์เซนต์ความน่าเชื่อถือของของผลตรวจสอบ ซึ่งการใช้เสียงจำแนกตัวบุคคลนั้นค่อนข้างแม่นยำถึง 90%

นักวิจัยเนคเทคระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีความซับซ้อน ซึ่งการจำแนกว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของบุคคลต้องสงสัยหรือไม่นั้น ต้องใช้เสียงตัวอย่างที่ผ่านการบันทึกในสภาพแวดล้อมเดียวกับเสียงต้นแบบ เช่น เสียงต้นแบของนาย ป. ได้รับการบันทึกผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยสัญญาณของผู้ให้บริการเครือข่ายหนึ่ง ก็ต้องให้ นาย ป.พูดผ่านโทรศัพท์ด้วยสัญญาณของของผู้ให้บริการรายเดียวกัน โดยใช้เวลาบันทึกอย่างต่ำ 3 นาที จากนั้นนำเสียงมาเปรียบเทียบได้เป็นเปอร์เซนต์ความน่าจะเป็น

เมื่อผลทดสอบออกมาเสียงดังกล่าวมีความน่าเป็นเสียงของ นาย ป.80% เราก็ยังไม่สามารถระบุว่าได้ ใช่หรือไม่ใช่เสียงของนาย ป. จึงต้องมีวิธีสร้างความมั่นใจต่อผลการดังกล่าวให้มากขึ้น โดย ดร.ชัยได้ยกตัวอย่างว่าประเทศมาเลเซียนั้นมีเทคโนโลยีที่ตรวจสอบเสียได้ ซึ่งในกระบวนการสร้างความมั่นใจต่อผลการตรวจสอบเสียงนั้น โดยใช้ข้อมูลเพิ่มเติมเป็นข้อมูลเสียงของคนอื่นๆ มาพูดในสภาพแวดล้อมเดียวกับเสียงต้นแบบ ซึ่งต้องใช้ข้อมูลเสียงหลายคน เช่น 30, 50 และ 100 คน

หากมีความน่าจะเป็นเสียงนาย ป.80% และเสียงคนอื่นๆ มีความน่าจะเป็น 40% แสดงว่าผลทดสอบที่ออกมานี้มีความน่าเชื่อถือ 100% และนำไปใช้งานได้ แต่หากมีคนอื่นที่ไม่อยู่ในข่ายต้องสงสัยแต่มีความน่าจะเป็นเจ้าของเสียงในคลิปถึง 80% ด้วย แสดงว่าผลการทดสอบนั้นไม่น่าเชื่อถือ และต้องหาวิธีอื่นในการจำแนกบุคคล

เปอร์เซนต์ที่แตกต่างกันนั้น ดร.ชัยกล่าวว่ามีหลายสาเหตุ เช่น บันทึกเสียงผ่านไมโครโฟน หรือมีเสียงรบกวนพื้นหลังที่แทรกเข้ามา และเมื่อเทียบความน่าเชื่อถือของวัตถุพยานในการจำแนกบุคคลนั้น ดร.ชัยระบุว่า ดีเอ็นเอมีความน่าเชื่อถือเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือเรตินาในดวงตา ถัดลงมาคือลายนิ้วมือ ส่วนเสียงนั้นตามอันดับหลัง แต่ก็มีความเชื่อถือและแม่นยำถึง 90%

สำหรับเมืองไทยนั้น ดร.ชัยบอกว่าไม่มีเครื่องมือสำหรับจำแนกเสียงบุคคล เนื่องจากมีราคาค่อนข้างแพง แต่ในอดีตเนคเทคเคยให้บริการหน่วยงานรัฐตรวจสอบเสียง และมีทีมพัฒนาเทคโนโลยีนี้ แต่ได้หยุดไปเมื่อ 4 ปีก่อน เนื่องจากทีมงานได้ลาออกไปทำงานทางด้านอื่น จึงขาดทีมทำงานและต้องหยุดให้บริการไป

อย่างไรก็ตาม ดร.ชัยยังมีความหวังว่าอยากจะกลับมาพัฒนาเทคโนโลยีนี้อีกครั้ง แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ศึกษาด้านนี้ในเมืองไทยมีไม่ถึง 10 คน เนื่องจากเป็นสาขาที่ค่อนข้างลึก และผู้เรียนด้านการประมวลสัญญาณดิจิทัล (Digital Signal Processing) นั้นมีความสนใจค่อนข้างกระจัดกระจาย บางส่วนใจเรื่องภาพ บางส่วนสนใจเรื่องวิดีโอ แต่มีน้อยคนที่จะสนใจมาศึกษาในเรื่องสัญญาณเสียง
กำลังโหลดความคิดเห็น...