xs
xsm
sm
md
lg

นักวิทยาศาสตร์กับการพยากรณ์ภัยธรรมชาติ

เผยแพร่:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน

Carmine Flamminio สถานที่สำคัญของเมือง L’Aquila ประเทศอิตาลีได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2009 (REUTERS PHOTO/ Piazza Duono)
เมื่อเวลา 5 ทุ่มของวันที่ 5 เมษายน ค.ศ.2009 ผู้คนในเมือง L’Aquila ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของอิตาลีต่างรู้สึกว่าเมืองถูกระลอกคลื่นแผ่นดินไหวรบกวนเป็นระยะๆ การสั่นไหวนี้ได้เกิดขึ้นเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่ก็ยังพำนักอยู่ในบ้านของตนและในอาคารเหมือนเดิม โดยไม่หวาดกลัวใดๆ ทั้งนี้เพราะเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีหน้าที่รายงานภัยแผ่นดินไหวให้ประชาชนทราบได้ออกมาประกาศว่า คณะกรรมการเตือนภัยซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ด้านแผ่นดินไหวได้มีการประชุมกันแล้วและมีความเห็นโดยสรุปว่า การสั่นไหวของแผ่นดินจะลดน้อยลงๆ เพราะคลื่นแผ่นดินไหวได้สูญเสียพลังงานไปตลอดเวลา ดังนั้นทุกชีวิตในเมืองจะปลอดภัย

แต่เมื่อถึงเวลา 3.32 นาฬิกาซึ่งเป็นเวลาเช้ามืดของวันที่ 6 เมษายน คืออีก 4.30 ชั่วโมงต่อมา ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 6.3 ที่เมืองนี้ ทำให้บรรดาอาคารบ้านเรือน และโบสถ์จำนวนประมาณ 20,000 หลังพังทลาย ผู้คน 307 คนเสียชีวิต ส่วนผู้บาดเจ็บก็มีมากกว่า 1,500 คน และชาวเมืองประมาณ 60,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย
ความเสียหายซึ่งรวมทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่มากมหาศาลนี้ได้ทำให้ชาวเมือง L’Aquila เข้าชื่อกันฟ้องศาลว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องแผ่นดินไหวทำงานบกพร่อง เพราะไม่ได้กล่าวเตือนชาวเมืองให้รู้ตัวล่วงหน้า จึงทำให้ผู้คนเสียชีวิตมากมาย และบ้านเรือนพังทะลายจนผู้คนจำนวนมากต้องไร้ที่พักพิง

กรณีชาวบ้านฟ้องนักวิทยาศาสตร์นี้เป็นกรณีตัวอย่างที่ได้สร้างความอกสั่นขวัญเสียให้แก่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่คิดว่าตนกำลังทำงานอย่างอุทิศชีวิตเพื่อสังคม
เมือง L’Aquila (REUTERS PHOTO/Alessandro Bianchi)
โลกภายนอกรับรู้ข่าวการฟ้องร้องเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2010 หลังจากที่อัยการของชาวเมืองได้ยื่นหนังสือกล่าวหา Enzo Boschi ซึ่งเป็นนายกของสมาคม National Institute of Geophysics and Volcanology (NIGV) ที่โรมกับเจ้าหน้าที่อื่นๆ ซึ่งทำงานในหน่วยประเมินภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด (รวมถึงสึนามิ เฮอริเคน และน้ำท่วม) อีก 6 คนว่าทำงานบกพร่องจนทำให้คนนับร้อยเสียชีวิต

การฟ้องร้องครั้งนั้น ทำให้วงการวิชาการทั่วโลกสั่นสะเทือน และมีปฏิกิริยา เช่น สมาคมธรณีฟิสิกส์ของอเมริกา (The American Geophysical Union) และ American Association for the Advancement of Sciences (AAAS) ได้ออกแถลงการณ์ปกป้อง และสนับสนุนเพื่อนร่วมอาชีพทั้ง 7 คน ว่า การฟ้องร้องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่สมควรและไม่ยุติธรรม เพราะชาวบ้านไม่เข้าใจวิธีทำงานและความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ว่าไม่สามารถพยากรณ์เหตุการณ์แผ่นดินไหวได้ล่วงหน้านานๆ อีกทั้งไม่สามารถระบุเวลาที่เกิดเหตุ รวมถึงจุดศูนย์กลางของการสั่นไหว และความรุนแรงของเหตุการณ์หายนะในแต่ละครั้งก็ไม่สามารถบอกได้อย่างถูกต้อง 100% ด้วย

ลุถึงเดือนกันยายนปี 2010 ศาลได้เริ่มไต่สวนจำเลยซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ 6 คน และเจ้าหน้าที่ 1 คน เหตุการณ์นี้ได้ทำให้ website และ social media ในอิตาลีแทบถล่มทลาย เพราะมีทั้งผู้สนับสนุน และผู้แย้งค้านมากมาย

อัยการฝ่ายชาวเมืองที่ตกเป็นเหยื่อได้แสดงเจตนาในการฟ้องว่า ไม่ได้ฟ้องเรื่องการไร้ความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ แต่ฟ้องในประเด็นการทำงานบกพร่องของนักวิทยาศาสตร์ผู้มีหน้าที่ประเมินภัยแผ่นดินไหว แต่ไม่สามารถสื่อสารให้ชาวเมืองรู้ล่วงหน้าว่า ภัยกำลังจะเกิด

เอกสารฟ้องที่หนา 224 หน้าอ้างว่า คณะกรรมการพยากรณ์ภัยแผ่นดินไหวได้ประชุมกันที่เมือง L’ Aquila เมื่อก่อนเกิดเหตุ 1 สัปดาห์ แต่ไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะใดๆ ต่อชาวเมืองที่กำลังรู้สึกหวั่นวิตกกับเหตุการณ์แผ่นดินสั่นไหวบ่อย ทั้งๆ ที่ชาวเมืองคาดหวังจะได้ยินคำแถลงการณ์เรื่องโอกาสความเป็นไปได้ในการเกิดภัยและเรื่องอันตรายจากตึกถล่ม ฯลฯ การนิ่งเฉยของคณะกรรมการในเรื่องเหล่านี้ ทำให้ชาวเมืองไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร หรือทำอะไรบ้างเวลาเกิดเหตุจริงๆ นอกจากนี้ชาวเมืองก็ไม่ได้รับคำชี้แจงว่า มีข้อมูลอะไรบ้างที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัด พูดง่ายๆ คือ คณะนักวิทยาศาสตร์การประเมินภัยแผ่นดินไหวแห่งเมือง L’ Aquila ไม่มีความสามารถในการสื่อสารเรื่องภัยให้สังคมตระหนักได้
ขณะเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังปฏิบัติงานท่ามกลางซากปรักหักพักจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2009 ที่เมือง L’Aquila (REUTERS PHOTO/Davide Elias)
ความจริงในเรื่องการสื่อสารนั้น เวลานักหนังสือพิมพ์นำข้อมูลวิทยาศาสตร์ถ่ายทอดสู่ประชาชน ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ หรือเป็นเรื่องที่ประชาชนไม่เคยรู้มาก่อน โอกาสที่ประชาชนเข้าใจผิดจะมีมาก ในการกล่าวถึงโอกาสการเกิดแผ่นดินไหวก็เช่นกัน การสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง การคาดหวังที่มากเกินจริงจึงทำให้เกิดการฟ้องร้องในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ทั่วโลกมีความเห็นว่า การฟ้องร้องครั้งนี้ไม่ยุติธรรม แต่ทุกคนก็รู้ว่า นี่คือจุดเปลี่ยนของสังคมที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องหันมาทบทวนบทบาทของการสื่อสาร และความเข้าใจในโอกาสการเกิดเหตุการณ์ต่างๆ รวมถึงให้นักวิทยาศาสตร์ทุกคนตระหนักว่า สังคมทั่วไปมีความคาดหวังจากนักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างมาก

เมือง L’Aquila ตั้งอยู่ในแคว้น Abruzzo โดยมีเทือกเขา Apennine ล้อมรอบ จึงอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวบ่อย เมืองนี้เคยถูกแผ่นดินไหวทำลายจนยับเยิน ในปี 1461 และปี 1703 รายงานความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2008 แต่โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต

ต่อจากนั้นแผ่นดินแถบนี้ก็มีการสั่นไหวเป็นระยะๆ โดยในเดือนมกราคม ปี 2009 ได้มีการสั่นไหว 69 ครั้ง กุมภาพันธ์ 78 ครั้ง มีนาคม 100 ครั้ง และใน 5 วันแรกของเดือนเมษายนมีการสั่นไหว 57 ครั้งในบางวันการสั่นไหวก็รุนแรงถึงขนาดทำให้ขวดน้ำบนโต๊ะหกล้ม แต่ไม่มีใครรู้สึกกลัวมาก เพราะผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาบรรยายว่าการสั่นไหวอย่างเล็กน้อยของแผ่นดินเป็นชุดๆ จะไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงตามมา

ในปี 1988 วิศวกรแผ่นดินไหวชื่อ Giuseppe Grande ได้เคยพยากรณ์ว่า การสั่นไหวของแผ่นดินอย่างน้อยๆ และเป็นชุดๆ จะทำให้โอกาสการเกิดการสั่นไหวระดับกลางมีค่าน้อยคือ ประมาณ 2%
อาคารในเมือง L’Aquila ไดรับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.3 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2011 (AFP PHOTO)
นอกจากนี้ในเมือง L’Aquila ก็มีชาวเมืองคนหนึ่งชื่อ Giampaolo Giuliani ซึ่งสนใจการพยากรณ์เหตุการณ์แผ่นดินไหวมาก เพราะเขาเชื่อว่าก่อนจะเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ปริมาณแก๊ส radon ที่ใต้ดินปล่อยออกมาจะแปรปรวนมาก กรอบความคิดของ Giuliani ในประเด็นนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ และก่อนเกิดแผ่นดินไหวที่ L’Aquila เมื่อวันที่ 30 มีนาคม “ผู้เชี่ยวชาญ” Guiliani ก็ได้ออกมาพยากรณ์ว่า จะเกิดแผ่นดินไหวในเมือง แต่ทางการสั่งห้าม Guiliani มิให้เอ่ยคำทำนายใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะจะทำให้ประชาชนแตกตื่น ดังนั้นเมื่อคำทำนายของเขาถูก หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษก็ได้ขนานนามเขาว่า “The Man Who Predicted An Earthquake”

อย่างไรก็ตามในวันที่ 30 มีนาคม ที่เมือง L’Aquila ได้มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.1 ซึ่งค่อนข้างรุนแรง ดังนั้น คณะกรรมการประเมินภัยจึงเรียกประชุมบอร์ดในวันต่อมาคือวันที่ 31 มีนาคม เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการประชุมครั้งนั้นมีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมประชุมด้วยกับคณะกรรมการทั้ง 6 ท่าน และที่ประชุมได้ฟังรายงานเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำลายเมือง L’Aquila ในปี 1703 อย่างไรก็ตามในที่ประชุมครั้งนั้นไม่มีการเอ่ยถึงภัยอาคารถล่ม และไม่มีการพูดถึงว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวจริง ชาวเมืองควรทำอะไร

ดังนั้นเมื่อมองเหตุการณ์นี้ย้อนหลัง ทุกคนก็จะเห็นว่าการจัดประชุมในวันนั้นเพียงเพื่อให้ชาวเมืองรู้สึกสบายใจว่า คณะกรรมการได้ทำหน้าที่แล้ว

แต่นอกที่ประชุม เมื่อมีการนำเทปเหตุการณ์ก่อนและหลังการประชุม ในการให้สัมภาษณ์สื่อ โฆษกของที่ประชุมได้กล่าวแถลงว่า สถานการณ์ทุกอย่างปกติ เพราะการสั่นเป็นระลอกคลื่นน้อยๆ คือการปลดปล่อยพลังงานสะสมที่มีออกไป ดังนั้นโอกาสการเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงก็จะน้อยลงไปด้วย นั่นคือ แผ่นดินยิ่งสั่น ภัยระดับรุนแรงจะยิ่งน้อย (ซึ่งการแถลงเช่นนี้ไม่ถูกต้องเลย) ส่วนประชาชนเมื่อได้ยินคำชี้แจงเช่นนี้ ทุกคนก็รู้สึกหายใจโล่งอก และไม่ซักถามเรื่องวิธีหนีตาย หนีความบาดเจ็บหรือหนีความเสียหายเลย ข่าว “ดี” นี้ทำให้ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งตะโกนถามประธานกรรมการฯ ว่าพวกเราสมควรดื่มเหล้าองุ่นฉลองกันหรือไม่ ซึ่งประธานก็ตอบว่า “ดีครับ”

ความจริงในการประเมินภัยแผ่นดินไหว ผู้ประเมินต้องคำนึงสภาพของอาคารบ้านเรือนประกอบด้วย ที่กรุง Tokyo บรรดาอาคารสูงในเมืองมักได้รับการก่อสร้างให้สามารถทนหรือต้านภัยแผ่นดินไหวได้ แต่ที่ L’Aquila ซึ่งเป็นเมืองโบราณมาก อาคารบ้านเรือนค่อนข้างเปราะ การสำรวจในเวลาต่อมาได้พบว่า อาคาร 550 หลังในเมืองนี้ได้พังทลายทันทีที่แผ่นดินไหวรุนแรง

ความบกพร่องที่คณะกรรมการประเมินภัย มิได้กล่าวเตือนชาวเมืองให้เตรียมตัวพร้อมในครั้งนั้น ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างชาติหลายคนเห็นด้วยกับการฟ้องร้อง โดยให้ความเห็นว่า ถ้านักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างสมบูรณ์ ก็ต้องเข้าคุกไป
ภาพความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2009 ที่เมือง L’Aquila (REUTERS PHOTO/Davide Elias)
ในส่วนของชาวเมือง เมื่อคณะกรรมการฯ แถลงว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวระดับรุนแรง คนที่เชื่อก็อยู่ต่อในบ้าน และถูกตึกถล่มตาย ส่วนคนที่ไม่เชื่อ ได้วิ่งออกนอกอาคารและรอด

ด้านทนายของฝ่ายนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาต่อสู้ในประเด็นว่า คณะทำงานได้เรียนชี้แจงชุมชนนี้มาเป็นเวลานานแล้วว่า แคว้น Abruzzo เป็นพื้นที่ๆ  มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในประเทศ แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ชาวเมืองทุกคนกลับกล่าวหาคณะกรรมการว่าละเลยหน้าที่ และทนายได้ชี้แจงว่า คนทุกคนต้องเข้าใจเรื่องโอกาสการเกิดภัย เช่น เวลามีคนถามว่า การเดินทางรูปแบบใดปลอดภัยที่สุด โดยเครื่องบิน รถไฟ หรือรถยนต์ ทุกคนก็จะตอบว่า เครื่องบิน เพราะสถิติการเสียชีวิตในการเดินทางด้วยเครื่องบินนั้นน้อยที่สุด ดังนั้นการเดินทางด้วยเครื่องบินจึงปลอดภัยที่สุด แต่วันหนึ่งถ้ามีคนเดินทางด้วยเครื่องบินแล้วเครื่องบินตก นั่นมิได้หมายความว่าผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำผิด และคนแนะนำต้องติดคุก ทั้งนี้เพราะคำแนะนำต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ล้วนมาจากสถิติ แต่ตัวเลขสถิติก็ไม่สามารถบังคับเหตุการณ์บางเรื่องที่เราไม่ต้องการให้เกิดเป็นจริงได้ ในทำนองเดียวกัน การพยากรณ์เหตุการณ์แผ่นดินไหวก็เป็นเรื่องของโอกาสและเป็นสถิติในลักษณะเดียวกับการพยากรณ์อากาศ จึงเป็นเรื่องยากมากเพราะผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถทำนายได้ทุกวันเหมือนการพยากรณ์อากาศ คนที่พยากรณ์เหตุการณ์แผ่นดินไหวจึงไม่น่าจะมีความผิด

การฟ้องร้องที่เกิดขึ้นนี้จึงสอนว่า นักวิทยาศาสตร์ต้องให้ข้อมูลจริงแก่สังคม แล้วคนที่รับข้อมูลนั้นไป ก็จะต้องตัดสินใจว่าดำเนินการต่ออย่างไร เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยมากที่สุด ในการฟ้องร้องครั้งนี้ ถ้าศาลตัดสินว่าจำเลยผิด ทุกคนจะติดคุกนาน 15 ปี

เมื่อเดือนตุลาคมปี 2012 ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้จำเลยติดคุกคนละ 6 ปี ด้วยเหตุผลว่า การประชุมประเมินภัยเป็นการจัดฉาก ที่ไม่จริงจัง จำเลยไม่ได้ผิดเพราะพยากรณ์ผิด แต่ผิดที่ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ตามภาระที่ได้รับมอบ

ในการอุทธรณ์ของจำเลยเมื่อปี 2013 คณะนักวิทยาศาสตร์ 6 คน ซึ่งประกอบด้วย นักธรณีวิทยาแผ่นดินไหว 3 คน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภูเขาไฟ 1 คน และ วิศวกรแผ่นดินไหว 2 คน ได้รับการพิพากษาให้ไม่ผิด แต่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นรองหัวหน้าหน่วยประเมินภัยถูกตัดสินจำคุก 2 ปี เพราะได้ชี้แจงสื่อว่า การสั่นไหวน้อยๆ ไม่สามารถทำให้เกิดภัยรุนแรงได้ ซึ่งไม่จริง

ถึงปี 2014 ศาลฎีกาได้ยืนยันคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

อ่านเพิ่มเติมจาก Predicting the Unpredictable: The Tumultuous Science of Earthquake Prediction โดย Susan Hough จัดพิมพ์โดย Princeton University Press ปี 2010

เกี่ยวกับผู้เขียน

สุทัศน์ ยกส้าน
ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ สุทัศน์ ยกส้าน ได้ทุกวันศุกร์














กำลังโหลดความคิดเห็น...