xs
xsm
sm
md
lg

“สุริยุปราคาเต็มดวง” ปี '38 จุดเปลี่ยนชีวิต “ด.ช.อุเทน แสวงวิทย์”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ดร.อุเทน แสวงวิทย์ นักวิจัยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)
จาก “สุริยุปราคา” ที่เคยเห็นครั้งยังเด็ก ปรากฏการณ์หาชมยากที่ดวงตะวันค่อยๆ ลิบหายเข้าสู่เงาดวงจันทร์จนมืดดับไป แต่กลับกลายเป็นความสว่างไสวในหัวใจของเด็กชายคนหนึ่งที่เริ่มทึ่งในพลังของ วิทยาศาสตร์ตั้งแต่วันนั้น จนวันนี้เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักดาราศาสตร์ชั้นนำของประเทศอย่างภาคภูมิ

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.59 ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา ที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทยสามารถสังเกตเห็นได้แบบบางส่วน ซึ่งในวันดังกล่าวทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์ไป พร้อมๆ กับการจัดกิจกรรมให้บริการวิชาการของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ที่ขนอุปกรณ์สังเกตดวงอาทิตย์ และสื่อความรู้ต่างๆ มาให้บริการบริเวณ สวนเบญจกิติ ถ.รัชดาภิเษก โดยมีนักวิจัยหนุ่มมาดเข้มอย่าง “ดร.อุเทน แสวงวิทย์” บรรยายให้ความรู้ ซึ่งในช่วงหนึ่ง ดร.อุเทน ได้เผยถึงความหลังวัยเด็กเกี่ยวกับสุริยุปราคาไว้อย่างน่าสนใจ ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์จึงขอเจาะลึกถึงแรงบันดาลใจ และมุมมองของนักดาราศาสตร์ที่คนส่วนมากยังไม่รู้
ภาพสุริยุปราคาบางส่วน เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2559 ณ สวนเบญจกิติ กทม. ภาพถ่ายโดย สดร.
“สุริยุปราคาเต็มดวง พ.ศ. 2538” จุดเปลี่ยนชีวิตของ ด.ช.อุเทน

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดครับ เกิดและโตที่ภูเก็ต เรียนระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ส่วนการเรียนก็ค่อนข้างดีมาตั้งแต่เด็ก คณิตศาสตร์ก็ชอบ วิทยาศาสตร์ก็ดี เกรดเฉลี่ยจนถึงมัธยมปลาย จึงค่อนข้างสูงแตะ 3.8 หรือ 3.9 ตลอด อด 4.00 ก็เพราะภาษาอังกฤษนี่แหละครับ” คำตอบแรกจาก ดร.อุเทน ถูกเอ่ยออกมาเมื่อทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ร้องขอให้กล่าวถึงชีวิตวัย เด็ก พร้อมกล่าวต่อไปว่า ด้วยความที่ดีทุกวิชาจึงไม่รู้ตัวว่าชื่นชอบอะไรเป็นพิเศษ แต่ส่วนหนึ่งของใจชื่นชอบวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังไม่รู้ตัวว่าชอบวิชาใด จนมาถึงวันที่ 24 ต.ค.2538 วันที่มีปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง วันที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต
ขณะการนำเสนองานวิจัยในงานประชุม Sino-Thai Symposium on high energy Physics and astrophysics ปี 2012
เมื่อวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่ใช่ ก็ต้องเรียนไปให้ถึงที่สุด

หลังรู้ตัวว่าชอบวิทยาศาสตร์ เมื่อขึ้น ม.4 เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อในแผนกคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ และเริ่มศึกษาฟิสิกส์อย่างจริงจัง ทั้งฟิสิกส์พื้นฐาน และฟิสิกส์ประยุกต์ จนเมื่ออยู่ระดับชั้น ม.6 ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักเรียนเข้าแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ สาขาฟิสิกส์ ณ สหราชอาณาจักร แม้ในครั้งนั้นจะไม่ได้รางวัลหรือเหรียญใดๆ กลับมาเขาก็ไม่ถอดใจ และยิ่งหลงใหลไปกับฟิสิกส์มากขึ้น

“ปี 2543 ผมอยู่ ม.6 ได้ไปแข่งโอลิมปิกที่อังกฤษ ไม่ได้อะไรกลับมา แต่ได้กำลังใจกลับมาเยอะมาก และทำให้ยิ่งรู้สึกรักฟิสิกส์ขึ้นไปอีก รักบรรยากาศการติวเข้ม รักบรรยากาศตอนแข่งขันเพราะจากคนหลายพันมาเป็นเรามันไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนจะเข้าปริญญาตรีก็สอบได้ทุน ไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ระหว่างที่รอทุนอนุมัติก็ได้เข้าเรียนที่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จ.สงขลา จนจบปี 1 จากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาแบบเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยอีก 1 ปี ก่อนจะสอบเข้าได้ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเรียนในหลักสูตรปริญญาตรีควบโทในสาขาฟิสิกส์ เป็นเวลา 4 ปี ขณะอายุได้ 23 ปี และเรียนต่อในระดับปริญญาเอกอีก 4 ปีที่มหาวิทยาลัยเดอแรม”
ณ สถานีสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ Xinglong เมืองเหอเป่ยทางตะวันออกเฉียงเหนือของปักกิ่ง ที่เห็นด้านหลังคือกล้องโทรทรรศ LAMOST ซึ่งใช้ในการทำสำรวจด้านจักรวาลวิทยา
ต่อสู้กับความคิดคนรอบข้างเพื่อยืนหยัดเป็น “นักฟิสิกส์”

“ตอนนั้นเคยคิดไหมว่าเรียนฟิสิกส์แล้วจะไม่มีงานทำ” ดร.อุเทน ทวนคำถามช้าๆ ก่อนจะตอบว่า จะว่าไม่กลัวก็ไม่ใช่ จะว่ากลัวก็ไม่เชิง เพราะตั้งแต่มัธยมต้นที่โรงเรียนของเขามีการแนะแนวว่าแต่ละสาขาวิชาเรียนจบ ไปแล้วทำงานอะไรได้บ้าง ซึ่งวิทยาศาสตร์ความจริงก็ทำงานได้หลากหลาย หากจบเคมีก็อาจเป็นนักเคมีในโรงงาน ผลิตเครื่องสำอาง ทำผลิตภัณฑ์ ส่วนถ้าเป็นนักชีววิทยาก็ยิ่งเป็นที่ต้องการของแวดวงชีวการแพทย์ แต่ฟิสิกส์ยังมีตัวเลือกไม่มาก นอกจากเป็นอาจารย์หรือเป็นหน่วยตรวจวัดคุณภาพตามโรงงาน ทำให้ตัดสินใจลำบากแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจด้วยความชอบ แม้รู้ดีว่าไม่ใช่อาชีพที่ได้รับความนิยมในสังคม

“คุณเชื่อไหม แม้ในใจจะชอบฟิสิกส์ชัดเจน แม้ผมจะได้เป็นตัวแทนประเทศ ก็ยังโดนคนรอบข้างถามเหมือนกันนะว่าจะเรียนฟิสิกส์จริงๆ หรือเก่งแบบนี้ทำไมไม่เป็นหมอ หรือไปสอบเป็นทหาร เป็นนายร้อยมียศฐาบรรดาศักดิ์ ทำเอาตอนนั้นผมทั้งเครียดและเขวเหมือนกัน เพราะคนทางใต้จะอยากให้ลูกหลานเป็นทหาร มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเป็นที่พึ่งของครอบครัว แต่ผมก็ยืนยันว่าฟิสิกส์คือสิ่งที่ผมชอบ และพ่อแม่ก็เข้าใจ ต้องขอบคุณตัวเองวันนั้นที่ไม่คิดเปลี่ยนใจ เพราะขนาดเรียนไปครึ่งขาแล้วก็ยังโดนคนทางบ้านถามซ้ำอยู่เรื่อยๆ” ดร.อุเทน กล่าว
ดร.อุเทน กับเครื่องสเปคโตรกราฟ AAOmega ที่ใช้กับกล้องโทรทรรศขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.9 เมตร ที่หอดูดาว Siding Spring ทางตอนเหนือของเมือง Sydney ประเทศออสเตรเลีย
วิจัยเรื่องอะไรบ้าง ?

ดร.อุเทน เผยว่าตอนเรียนปริญญาตรีควบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สนใจด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์มากแต่คิดว่าการศึกษาฟิสิกส์แบบประยุกต์ไม่ท้าทาย เท่ากับการหารากฐานความรู้ใหม่ๆในด้านดาราศาสตร์ จักรวาลวิทยา แต่ด้วยความไม่กล้าสมัยปริญญาตรีจึงเลือกเรียนในภาควิชาฟิสิกส์ตามอาจารย์ที่ปรึกษา แต่สุดท้ายก็ทนความต้องการของตัวไม่ไหวขอย้ายมาเรียนภาควิชาดาราศาสตร์ตอนปริญญาโท โดยทำการศึกษาวิวัฒนาการของกาแล็กซี่จากการปลดปล่อยคลื่นวิทยุ ในลักษณะการใช้ข้อมูลว่าใจกลางของกาแล็กซี่มีการปล่อย “เจ็ท” (JET) หรือลำแสงเฉพาะออกมาอย่างไร

เขาใช้ทั้งทฤษฎีการสร้างแบบจำลองการเกิดเจ็ท การวิเคราะห์เสปกตรัมมาใช้ประกอบกัน แต่สุดท้ายก็ยังรู้สึกว่าการศึกษาในลักษณะนี้มันจำเพาะเจาะจงเกินไป เพราะในใจอยากทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น แต่ก็อุตสาหะเรียนจนจบปริญญาโท และตั้งมั่นใหม่ว่าในการเรียนปริญญาเอกจะมุ่งไปที่การศึกษาจักรวาลวิทยา เพื่อรู้ให้ได้ว่าจักรวาลของเราเกิดขึ้นได้อย่างไร
ภาพถ่ายกับภรรยาในระหว่างงานรับปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตและมหาบัณฑิต ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ถ่ายบนสะพาน Clare ในบริเวณ the backs ของแม่น้ำแคม
เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ...จึงผันมาด้าน “จักรวาลวิทยา” ตอนปริญญาเอก

ดร.อุเทน เผยว่า แม้จะรู้สึกรักในมหาวิทยาลัยเคมบริจท์มาก แต่ก็จำเป็นต้องจากมาเพื่อทำวิจัยในหัวข้อที่ใช่กว่า ณ มหาวิทยาลันเดอแรม ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสหราชอาณาจักร และทางใต้ของเมืองนิวคาสเซิล เพราะที่นี่มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักรวาลวิทยา และมีความพร้อมสำหรับการทำวิจัยจักรวาลวิทยาแบบสังเกตการณ์ ซึ่งที่อื่นทำไม่ได้ โดยเขาได้ทำวิจัยแบบเก็บข้อมูลเปรียบเทียบ ทำให้ต้องเดินทางไปหลายๆ ที่รวมถึงหอดูดาวออสเตรเลีย

“ตอนก่อนจบป.เอก เป็นช่วงชีวิตที่พีคมาก เพราะต้องเดินทางไปทำวิจัยที่ออสเตรเลียในหน้าหนาว ซึ่งนอกจากมันจะหนาวเหน็บแล้ว ยังแปลว่ากลางคืนยาวกว่ากลางวัน ซึ่งมันดีมีเวลาเก็บข้อมูลมาก แต่แทบไม่มีเวลาสำหรับการนอนเลย เพราะเราต้องเก็บข้อมูลจากกล้อง นั่นแปลว่าช่วงบ่ายๆเราต้องเตรียมตั้งกล้องให้เรียบร้อย รีบกินข้าวแล้วเข้าประจำการ ข้อมูลที่ได้มาก็ต้องเก็บมาวิเคราะห์ทันที เพราะข้อมูลเยอะ ถ้าทำไม่ทันมันจะโหลด กระทบกับข้อมูลชุดหน้า บางทีสว่างแล้วแต่วิเคราะห์ยังไม่เสร็จจะนอนก็ไม่ได้ มารู้ตัวอีกทีก็จะบ่ายที่ต้องตั้งกล้องรอสำหรับคืนถัดไป เป็นอย่างนี้อยู่เป็นอาทิตย์ๆ แทบตาย แต่ก็ได้ข้อมูลเยอะมาก กดดันมาก แต่ก็ผ่านมารได้ จากนั้นก็ต่อวิจัยหลังปริญญาเอกอีกเกือบปี แล้วก็กลับมาเป็นนักวิจัยที่ สดร. ได้ 4 ปีแล้วครับ” ดร.อุเทนกล่าว
ณ  Opera House ที่ Sydney Harbour
ชีวิตนักดาราศาสตร์แต่ละวันทำงานอะไรบ้าง?

ดร.อุเทน เผยว่า งานแต่ละวันของเขาจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามหัวข้อวิจัยไม่ใช่งานที่ต้องทำประจำเหมือนกันทุกวัน ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้ทำให้ไม่น่าเบื่อและท้าทาย เพราะการทำวิจัยจะต้องเริ่มจากการตั้งปัญหา ตั้งสมมติฐาน ลงมือทำ วิเคราะห์ สรุป และเขียนเป็นรูปเล่ม ซึ่งตัวเขาจะเริ่มการตั้งปัญหา ด้วยการหาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมจากการอ่านวารสารฟิสิกส์ระดับนานาชาติ ที่จะมีข้อมูลข่าวสารในโลกฟิสิกส์จากทั่วทุกมุมโลกคอยอัพเดทให้อ่านทุกเช้า ว่าขณะนี้เทรนด์การวิจัยเป็นอย่างไร อะไรได้รับความสนใจ อะไรถูกคนมองข้าม ดูว่าที่ไหนมีความร่วมมือกับที่ไหน ใช้กล้องที่ประเทศอะไร กล้องโทรทรรศน์ของหน่วยงานไหนเหมาะสมกับงานแบบไหน เพราะอาจจะเป็นประโยชน์กับงานวิจัยของตัวเอง

“ชีวิตของนักวิจัยขึ้นอยู่กับระยะของงานวิจัยด้วย เพิ่งเปิดโปรเจคใหม่ ทำไประยะหนึ่งแล้ว หรือกำลังใกล้จะเสร็จ ความวุ่นวายจะต่างกัน แต่หลักๆ เราจะต้องออกแบบการทดลอง เขียนแผนงาน เขียนแผนขอใช้กล้องโทรทรรศน์ของที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ รับส่งอีเมลล์พูดคุยกับนักวิจัยที่ทำวิจัยด้วยกันแต่อยู่คนละซีกโลก การจัดทำผลงานนำเสนอ แสดงผลงานในการประชุมวิชาการ ยังไม่นับรวมกับการร่างหนังสือเพื่อของบประมาณวิจัยจากที่ต่างๆ และการเป็นอาจารย์ให้กับน้องๆ นักศึกษาที่มาฝึกงาน” ดร.อุเทน ไล่เรียง

สังคมนักดาราศาสตร์เป็นยังไง ?

“คนส่วนมากมักจะเห็นว่านักดาราศาสตร์มีแต่ผู้ชาย ความจริงแล้วไม่ใช่นะครับ ชายหญิงพอๆ กัน แต่บางทีอาจจะไม่เจอ เพราะอย่างที่บอก เราทำงานกันเป็นช่วงๆ บางทีอาจจะอยู่ต่างประเทศ อย่างของ สดร.ก็มีทั้งนักวิจัย ผผู้ช่วยนักวิจัยที่เป็นผู้หญิง แต่ส่วนมากนักดาราศาสตร์ไทยจะกระจายตัวเป็นอาจารย์อยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ถ้าอาจารย์สาวๆ ที่มีเยอะหน่อยก็ต้องเป็นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอีกอย่างหนึ่งที่ต้องบอกให้รู้คือ นักดาราศาสตร์ส่วนมาก ตื่นดึก นอนเช้า เพราะวัตถุท้องฟ้าส่วนมากจะเห็นตอนกลางคืน แต่บางส่วนก็ทำวิจัยตอนกลางวัน มีหลากหลายมาก แล้วก็ขึ้นอยู่กับฤดูด้วย ช่วง ต.ค. ถึง พ.ค. เป็นช่วงทองนักดาราศาสตร์ส่วนมากจะยุ่งกันมากในช่วงนี้"  ดร.อุเทน อธิบาย
ภาพถ่ายกับภรรยาระหว่างงานรับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต บริเวณหน้าอาคารภาควิชาฟิสิกส์มหาวิทยาลัยเดอแรม ซึ่งสามารถมองเห็นโดมกล้องโทรทรรศที่ใช้สอนนักศึกษาบนดาดฟ้าของอาคาร
คิดอย่างไรกับคำพูดที่ว่า “ดาราศาสตร์เมืองไทย ศึกษาไปก็เท่านั้น”?

“ได้ยินมาบ่อยเหมือนกัน คนที่บอกว่าประเทศเราไม่ได้ร่ำรวยจะเอาเงินไปทุ่มกับดาราศาสตร์ทำไม อวกาศเป็นเรื่องไกลตัวไปไหม เอาเงินมาลงทุนกับเรื่องปากท้อง ข้าว ปาล์ม ยางพาราไม่ดีกว่าหรือ ซึ่งผมว่าความคิดแบบนี้มันโบราณมาก เพราะประเทศใหญ่ๆ เขาให้ความสำคัญกับงานวิจัยกับอะไรที่เป็นสเกลใหญ่ๆ ประเทศเขาถึงได้เจริญ เพราะการให้ความสนใจกับเรื่องที่ใหญ่กว่าอย่างอวกาศ มันทำให้ปัญหาอื่นดูเล็ก เพราะถ้าเราพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกำลังคนที่ทำงานหรือแก้ปัญหาเรื่องใหญ่ๆ ได้ เราก็ย่อมแก้ปัญหาเล็กๆ ได้เช่นกัน เพราะเราสามารถประยุกต์เอาเทคโนโลยีล้ำๆ เหล่านั้นมาช่วยแก้ปัญหาได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ ดาวเทียมติดตามสภาพอากาศที่คอยช่วยแก้ปัญหาปากท้องให้เกษตรกรในขณะนี้ก็เป็นเทคโนโลยีอวกาศทั้งนั้น ผมจึงอยากให้มองว่าการวิจัยและการเรียนรู้พื้นฐานอย่างดาราศาสตร์มีความสำคัญ แม้บางสิ่งอาจจะยังไม่เห็นผลในวันนี้ อีกมันจะมีคุณค่าในอีก 100-200 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ ดร.อุเทน ยังกล่าวด้วยว่า การศึกษาดาราศาสตร์ยังให้คุณค่าแก่สังคมมากมาย เพราะมนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มีคำถามตลอดว่ามนุษย์เกิดขึ้นได้อย่างไร ดวงดาวคืออะไร การมุ่งหาคำตอบแก่มวลมนุษยชาติ จึงเป็นการยกระดับให้มนุษย์พัฒนาไปกว่าสัตว์ทั่วไปอีกขั้นหนึ่ง นอกจากนี้ดาราศาสตร์ยังเป็นส่วนผลักดันเทคโนโลยีที่ใช้กันในปัจจุบันอย่างแพร่หลาย เช่น สัญญาณไวไฟที่ประยุกต์มาจากอุปกรณ์รับส่งสัญญาณของนักดาราศาสตร์วิทยุ ที่จำเป็นต้องประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อรับสัญญาณวิทยุอ่อนๆ จากอวกาศ รังสีเอ็กซเรย์ และเครื่องมือทางการแพทย์อีกหลายๆ ชนิดก็เช่นกัน
ภาพถ่ายกับครอบครัวในระหว่างงานรับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตที่มหาวิทยาลัยเดอแรม ถ่ายหน้า Durham Cathedral
ถ้าให้เปรียบว่า “ดาราศาสตร์” คือส่วนหนึ่งของร่างกาย จะเปรียบกับอะไร ?

“ผมยกให้ดาราศาสตร์เป็นดวงตา เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้ทุกคนได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ลองนึกดูถ้าเราไม่มีความรู้ดาราศาสตร์เลย แล้วต้องไปเจอกับสุริยุปราคา นอกจากตาจะบอดแล้ว เรายังจะคิดว่าเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ หรือโชคลาภด้วย ฉะนั้นดาราศาสตร์จึงเป็นเหมือนดวงตาส่วนจะมองเห็นได้มากแค่ไหนนั้นขึ้นกับความรู้ และที่สำคัญการมองเห็นคือการอธิบายที่ดีที่สุด เป็นสิ่งที่ทำให้เรายอมจำนน ซึ่งถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์เรื่องการทดลอง เพราะนักวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่ออะไรหากยังไม่ได้ทดลอง สำหรับผมถ้าไม่มีดาราศาสตร์ ผมก็เหมือนคนตาบอดคลำช้างคนหนึ่ง” ดร.อุเทน กล่าวทิ้งท้าย








เพิ่มมูลค่าพลอยเกรดต่ำด้วย "ลำไอออน" เทคโนโลยีอนุภาคความร้อนต่ำพลังงานสูงทางเลือกใหม่เอาใจคนรักอัญมณี ให้ประสิทธิภาพดีกว่าการเผา "ใสกว่า-สีสดกว่า-ทุ่นเวลา-ไม่ทำให้พลอยแตก" เพิ่มราคาเศษพลอยไร้ค่าได้ 10 เท่า อ่านต่อเพิ่มเติม www.manager.co.th/science #sciencenews #mgrscience #manageronline #jewelry #ion #chiangmai #university

A photo posted by AstvScience (@astvscience) on



กำลังโหลดความคิดเห็น...