xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ให้กำเนิดแกะดอลลีประกาศเลิกใช้ "ไข่มนุษย์" ทำโคลนนิง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เทเลกราฟ/บีบีซีนิวส์ - "เอียน วิลมุต" ผู้ให้กำเนิด "ดอลลี" สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมผ่านการโคลนนิงตัวแรกของโลก ประกาศหันหลังให้การโคลนนิงเซลล์ต้นกำเนิดแบบเดิม ที่ต้องใช้ไข่จากเพศเมียมากมาย สนใจผลงานนักวิจัยญี่ปุ่นที่เปลี่ยนเซลล์ผู้ใหญ่ให้เหมือนเซลล์ตัวอ่อนโดยไม่ต้องใช้ไข่และทำลายตัวอ่อน ทั้งนักวิจัยอังกฤษและสหรัฐร่วมสานต่อการค้นพบครั้งสำคัญ โดยเดินหน้าวิจัยในเซลล์เต็มวัยของมนุษย์

เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา "ศ.เอียน วิลมุต" (Prof.Ian Wlimut) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ (Edinburgh University) สหราชอาณาจักรพร้อมคณะได้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งหลังจากได้เผยโฉม "ดอลลี" (Dolly) แกะเพศเมียซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ได้จากการโคลนนิงตัวแรกของโลกจนเป็นต้นแบบวิธีการทำสำเนาสัตว์อื่นๆ ตามมานับทศวรรษ

ทั้งนี้ ด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้สร้างเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ที่มีศักยภาพจนกลายเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่อใดก็ได้ในร่างกาย และเป็นความหวังรักษาโรคต่างๆ อาทิ โรคเซลล์ประสาทการเคลื่อนไหวผิดปกติหรือเอ็มเอ็นดี (motor neurone disease: MND) และโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) และโรคพาร์กินสัน (Parkinson) เป็นต้น

แต่ล่าสุดเขากำลังจะหันหลังให้กับวิธีการดังกล่าว แม้ว่าเขาได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลอังกฤษก็ตาม โดยวิลมุตให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์เดลีเทเลกราฟของอังกฤษฉบับวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมาแสดงความเชื่อมั่นว่างานวิจัยของ ศ.ชินยา ยามานากะ (Shinya Yamanaka) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto University) ญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จในการปรับปรุงเซลล์ร่างกายให้มีความยืดหยุ่นเช่นเดียวกับสเต็มเซลล์นั้น จะมีศักยภาพมากกว่าการโคลนนิงแบบเดิมๆ

แม้ว่าจะเป็นเพียงการทดลองที่ประสบความสำเร็จในหนูเท่านั้น โดยงานวิจัยจากซีกโลกตะวันออกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ไข่มนุษย์ ไม่ต้องสร้างและทำลายตัวอ่อนมนุษย์ที่ได้จากการโคลนนิง

"งานวิจัยจากญี่ปุ่นซึ่งใช้เทคนิคในการเปลี่ยนเซลล์ของผู้ป่วยให้กลายเป็นสเต็มเซลล์โดยตรง โดยไม่ต้องใช้เซลล์ตัวอ่อนมีศักยภาพมากกว่า แม้จะเป็นเพียงการทดลองที่ประสบความสำเร้จในหนูเท่านั้น"

"เมื่อเราต้องตัดสินใจเลือกทางที่จะเดินต่อระหว่างการโคลนนิงหรือการทำตามอย่างงานวิจัยในญี่ปุ่น เราเลือกที่จะทำตามอย่างงานวิจัยในญี่ปุ่น" ศ.วิลมุตกล่าวและเชื่อว่าภายใน 5 ปีเทคนิคใหม่จะได้รับการยอมรับทางด้านจริยธรรม มากกว่าการโคลนนิงตัวอ่อนเพื่อใช้ในการวิจัยทางการแพทย์

สำหรับแนวทางที่พบใหม่นั้น ศ.ยามานากะได้เปลี่ยนเซลล์ผิวหนังที่โตเต็มวัยของหนู หรือเซลล์ผู้ใหญ่ (adult cell) ให้กลับไปมีสถานะตัวอ่อนอีกครั้ง และยังแสดงให้เห็นว่าเซลล์เต็มวัยดังกล่าวนั้นสามารถเอาชนะผลกระทบจากโรคต่างๆ ได้ ซึ่ง ศ.วิลมุตและนักวิจัยในสหรัฐอเมริกาจะได้นำแนวทางดังกล่าวไปทดลองกับเซลล์มนุษย์โดยหวังว่าจะประสบความสำเร็จในแบบเดียวกัน

งานวิจัยชิ้นนี้มีความหมายอย่างที่สุด เพราะจะเป็นแนวทางการรักษาโรคซึ่งร่างกายของผู้ป่วยจะไม่ปฏิเสธชิ้นส่วนที่ใส่เข้าไปใหม่ ยกตัวอย่างเช่น การปลูกถ่ายเซลล์กล้ามเนื้อให้กับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เพื่อซ่อมแซมหัวใจที่เสียหาย หรือการปลูกถ่ายเซลล์สมองให้กับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่สมองถูกทำลาย เป็นต้น โดยใช้เซลล์จากผู้ป่วยเอง

ตามทฤษฎีแล้ว สเต็มเซลล์ที่ได้รับการวางลักษณะการทำงานใหม่อีกครั้งเหล่านี้ จะสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์อื่นๆ ในร่างกายได้ราว 200 ชนิด แม้ว่าเซลล์ที่เลือกมานั้นจะเป็นเซลล์เนื้อเยื่อหรือเซลล์อวัยวะก็ตาม ซึ่ง ศ.วิลมุตกล่าวว่าเป็น "ความน่าตื่นเต้นและน่าอัศจรรย์อย่างที่สุด" และจะเป็นงานวิจัยสเต็มเซลล์ในอนาคตซึ่งค่อนข้างดีกว่าการเคลื่อนย้ายนิวเคลียสที่ทีมวิจัยขนาดใหญ่ของเขาได้ใช้เวลามากกว่าทศวรรษที่ผ่านมาในสถาบันรอสลิน (Roslin Institute) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับเอดินบะระสร้างแกะดอลลี

เทคนิคการโคลนนิงตัวอ่อนนั้นจะนำนิวเคลียสซึ่งมีดีเอ็นเอ (DNA) หรือรหัสพันธุกรรมจากเซลล์เต็มวัยใส่เข้าไปในไข่ที่ถูกดูดนิวเคลียสออก จากนั้นกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าเพื่อให้ไข่พัฒนาเป็นตัวอ่อน ซึ่งจะกลายเป็นสเต็มเซลล์ที่มีสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ใดๆ ได้ง่าย

เทคนิคใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมให้กับงานวิจัยทางการแพทย์นี้สร้างความยินดีให้กับ โจเซไฟน์ ควินทาแวลล์ (Josephine Quintavalle) โฆษกกลุ่มรณรงค์ด้านจริยธรรมการเจริญพันธุ์ (Comment on Reproductive Ethics) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต่อต้านการใช้ตัวอ่อนของมนุษย์ โดยเธอได้กล่าวว่าในที่สุดเหล่านักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มได้สติ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นของขวัญแก่ทุกคน ในที่สุดพวกเขาก็ได้เห็นสามัญสำนึกที่เกิดมาจากการคัดค้าน

อย่างไรก็ดี ศ.วิลมุตกล่าวว่าเขาและทีมนั้นไม่ได้ตัดสินใจที่จะวิจัยแบบไม่ใช้ไข่ เพราะจริยธรรมที่ดีกว่า สำหรับเขาแล้วเป็นการยอมรับได้ทางจริยธรรมเสมอที่จะคิดว่า หากเราสามารถใช้เซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์เพื่อพัฒนาการรักษาสำหรับโรคต่างๆ อย่างโรคเอ็มเอ็นดีซึ่งยังไม่มีหนทางรักษาในปัจจุบันได้ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้

ทางด้าน ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย หัวหน้าศูนย์วิจัยเทคโนโลยีตัวอ่อนและเซลล์ต้นกำเนิด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ผู้โคลนนิงวัวและแพะได้สำเร็จ อธิบายหลักการของ ศ.ยามานากะ เพิ่มเติมว่า การนำเซลล์จากผู้ใหญ่มาทำให้มีคุณสมบัติเหมือนสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (embryonic stem cell) เปรียบเสมือนการทำให้เซลล์นั้นย้อนกลับไปเป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่เกิดขึ้นหลังการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ หรือเกิดจากการโคลนนิงเพื่อให้ได้เป็นตัวอ่อน ซึ่งวิธีการใหม่นี้ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญที่ควบคุมการดำรงอยู่ของลักษณะที่เป็นเซลล์ต้นกำเนิด

"สามารถนำเซลล์ไฟโบรบลาส (fibroblast) ที่มีอยู่มากมายในผิวหนังมาเปลี่ยนให้มีคุณสมบัติเหมือนกับเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนได้ โดยการใส่ยีนที่ควบคุมการสร้างลักษณะต่างๆ ที่แสดงว่าเป็นเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนเข้าไปในเซลล์ไฟโบรบลาส ได้แก่ ยีนออค 3/4 (Oct 3/4), ซ็อก2 (Sox2), ซี-มิค (c-Myc), เคแอลเอส4 (Klf4) และนาน็อก (Nanog) ซึ่งยีนเหล่านี้จะเปลี่ยนเซลล์ไฟโบรบลาสให้กลายเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน"

"เรียกสเต็มเซลล์ที่เกิดจากวิธีนี้ว่า อินดิวซ์ พลูริโพเทนท์ สเต็ม เซลล์ หรือไอพีเอสเซลล์ (induced pluripotent stem (iPS) cells)" ดร.รังสรรค์อธิบาย

ดร.รังสรรค์ กล่าวต่อว่า ยีนเหล่านั้นเป็นยีนที่มีอยู่ในสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน ขณะที่เซลล์อื่นๆ มีน้อยหรือแทบไม่มีเลย และสามารถสังเคราะห์ได้ในห้องปฏิบัติการ และวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีในการสร้างสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน เพราะไม่ต้องใช้เซลล์ไข่ในการโคลนนิงให้ได้ตัวอ่อนเพื่อเก็บเกี่ยวสเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นการทำลายตัวอ่อนและยังเป็นเรื่องถกเถียงในด้านจริยธรรม

อีกทั้งวิธีนี้ยังใช้เวลาเพาะเลี้ยงเซลล์เพียงแค่ 10 วันหลังจากใส่ยีนก็ได้สเต็มเซลล์ ขณะที่การโคลนนิงแบบเดิมใช้เวลา 20 วัน ทั้งนี้ ดร.รังสรรค์เองก็ได้เตรียมการศึกษาทดลองการสร้างสเต็มเซลล์ด้วยวิธีของ ศ.ยามานากะ ด้วยเช่นกัน แต่จะทดลองในสัตว์อื่นๆ ที่ไม่ใช่หนู เพื่อศึกษาศักยภาพของกระบวนการและสเต็มเซลล์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะต่อยอดกับเซลล์ผิวหนังของคน

อย่างไรก็ดี ดร.รังสรรค์ ยังแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า วิธีการนี้เหมาะสำหรับทดแทนการโคลนนิงตัวอ่อนเพื่อสร้างสเต็มเซลล์อย่างยิ่ง เพราะไม่ต้องใช้เซลล์ไข่ แต่ไม่น่าจะใช้เป็นวิธีการโคลนนิงเพื่อให้ได้สิ่งมีชีวิตตัวใหม่ขึ้นมาได้โดยปราศจากไข่ เนื่องจากไอพีเอสเซลล์ไม่สามารถฝังตัวในมดลูกและสร้างรกได้หากไม่ได้อยู่ในเซลล์ไข่

(อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงเซลล์ผิวหนังไปเป็นเซลล์ตัวอ่อนที่นักวิจัยญีปุ่นค้นพบนั้น อาจเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือการตัดต่อพันธุกรรมในรูปแบบหนึ่ง โดยการนำยีนที่สเต็มเซลล์ตัวอ่อนจำเป็นต้องมีใส่ไว้ในเซลล์ผู้ใหญ่ที่ต้องการเปลี่ยน จากนั้นก็นำไปเพาะเลี้ยงจนกลายเป็นสเต็มเซลล์ตัวอ่อนตามที่ต้องการ)


กำลังโหลดความคิดเห็น