xs
xsm
sm
md
lg

เทคนิคผลิตแก้วไทยเหมือนบ้านเชียงเมื่อ 2 พันปีก่อน เร่งวิจัยก่อนก้าวไม่ทันสากล

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นักวิจัยชี้การพัฒนาแก้วของไทยเหมือนเด็กเพิ่งหัดเดิน กระบวนการผลิตไม่ต่างจากบ้านเชียงเมื่อ 2,000 ปีก่อน เร่งพัฒนางานวิจัยเสริมศักยภาพเนื้อแก้วในประเทศเพื่อลดการนำเข้า พร้อมทั้งเสริมนอกจากงานวิจัยดี การออกแบบต้องเยี่ยม จึงจะเพิ่มมูลค่าให้สินค้า

สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์คงจะทราบกันดีว่า “แก้ว” ทำมาจากทราย แต่หากนึกดูเล่นๆ หลายคนก็อาจจะรู้สึกทึ่งไม่น้อยที่เม็ดทรายสามารถเปลี่ยนเป็นแก้วเจียระไนหรืออัญมณีอันมีค่าได้ ทั้งนี้การเพิ่มค่าให้กับเม็ดดินเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ดังที่นักวิจัยผู้ทุ่มเทจิตวิญญาณพัฒนาเนื้อแก้วเพื่อสร้างงานหัตถกรรมแก้วศิลป์เปรียบเปรยเหมือนกับการตัดเย็บเสื้อผ้าว่านอกจากเนื้อผ้าดีแล้วการออกแบบต้องเยี่ยมด้วย

ทั้งนี้ในการสร้างงานหัตถกรรมแก้วศิลป์ของไทยนั้นจำเป็นต้องนำเข้าแท่งแก้วสีจากต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งมีราคาสูงทำให้เสียดุลการค้าอย่างมากและบางครั้งก็ขาดแคลนทำให้ไม่สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง แต่ประเทศไทยมีทรัพยากรที่สามารถสร้างเนื้อแก้วได้อย่างสมบูรณ์ ทางศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และกรมวิทยาศาสตร์ทหารบกทำวิจัยเพื่อพัฒนาเนื้อแก้วสำหรับงานศิลป์ภายใต้โครงการ “การสร้างแก้วสำหรับงานศิลป์” โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

นายเชษฐ์ เอี่ยมจิตกุศล เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทดลองการสร้างแก้วสีสนับสนุนศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ การทำแก้วในวงการวิจัยเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่และมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมาก จึงอยากจะให้หันมาทำงานวิจัยแก้วกันให้มากเพื่อให้เกิดแนวทางที่ถูกต้องเพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้านี้กองทัพบกได้ร่วม มช.พัฒนา “กระจกเกรียบ” ซึ่งนำไปใช้งานได้ดีในปัจจุบัน

“แก้วโซดาเป็นแก้วที่ทำใช้อยู่ในปัจจุบันและมีการทำอย่างแพร่หลาย แต่งานวิจัยแทบจะยังไม่ได้เริ่มเลย เทียบกับต่างประเทศแล้วเรายังเป็นเด็กหัดเดินที่กำลัง “เตาะแตะ” แต่เราก็ยังได้มีโอกาสไปแสดงผลงานยังต่างประเทศ ไปอวดผลงานให้กับชาติอื่น แต่ภูมิใจที่สุดคือสามารถทำให้เกิดการสร้างงาน และสินค้าที่ผลิตออกมาได้รับการยอมรับ” นายเชษฐ์กล่าว

ส่วนอุปสรรคที่ทำให้คนสนใจทำวิจัยแก้วกันน้อยนั้นนายเชษฐ์สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะลักษณะงานที่ต้องตรากตรำ เนื่องจากต้องอยู่กับเตาหลอมที่มีอุณหภูมิสูงถึง 1,400-1,500 องศาเซลเซียสเพื่อคอยชักแก้วเข้าออกจากเบ้าหลอมและเฝ้าดูว่าฟองที่เกิดในเนื้อแก้วจะหมดเมื่อไหร่ ซึ่งไม่เรื่องที่สนุกนัก อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องกระบวนการผลิตที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ในส่วนของพันโทพิศุทธิ์ ดารารัตน์นักวิจัยร่วมของโครงการฯ จากกรมวิทยาศาสตร์ทหารบกกล่าวว่าจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นประเทศไทยมีการทำลูกปัดแก้วมานานถึง 2,000 ปี โดยพบหลักฐานอยู่ที่บ้านเชียง จ.อุดรธานี และใช้กระจกเกรียบในการประดับตกแต่งวัด ซึ่งยุครุ่งเรืองที่สุดคือสมัยรัชกาลที่ 4 มีกรมช่างหินกระจกรับผิดชอบในการผลิตและดูแล และพันโทพิศุทธิ์ยังได้ยกตัวอย่างงานศิลป์จากแก้วที่ทำกันอย่างแพร่หลายและก้าวหน้าไปมากในในยุโรป

พันโทพิศุทธิ์กล่าวว่างานวิจัยของโครงการฯ สอดคล้องกับการสร้างความมั่นคงของชาติ เพราะว่าต้องใช้คนในชุมชนร่วมมือกันจำนวนมากเพื่อสร้างงานศิลป์โดยเฉพาะ“ลูกปัดแก้ว” ที่โครงการเน้นเป็นพิเศษ และจะเกิดการทำงานภายในบ้านทำให้ไม่ต้องมีการย้ายถิ่นฐาน ซึ่งจะลดปัญหาทางสังคมได้ ส่วนงานวิจัยยังต้องปรับปรุงคุณภาพของวัสดุเนื่องจากทรายแก้ว (Galss sand) ของไทยนั้นมีปริมาณเหล็กมากกว่าทรายแก้วของต่างประเทศ อันเป็นสาเหตุให้เนื้อแก้วไม่ใส และขณะนี้มี มช.เพียงแห่งเดียวที่ทำการพัฒนาเนื้อแก้วอยู่

นอกจากนี้ รศ.นรินทร์ สิริกุลรัตน์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งเป็นผู้วิจัยแก้วที่มีอยู่ไม่กี่คนของไทยกล่าวว่ากระบวนการผลิตลูกปัดแก้วของไทยเมื่อ 2,000 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ไม่ได้แตกต่างไปมากนัก ดังนั้นการวิจัยจะช่วยยกระดับการผลิตแก้วได้ อย่างไรก็ดีเขาเสริมว่าแม้การวิจัยเพื่อให้ได้เนื้อแก้วคุณภาพดีนั้นเป็นเรื่องจำเป็นแต่สิ่งสำคัญคือการออกแบบที่ดีซึ่งจะเพิ่มมูลค่าได้มาก สอดคล้องกับแนวคิดของพันโทพิศุทธิ์ที่ว่าการพัฒนาแก้วสู่งานศิลป์ก็เปรียบเหมือนการตัดเย็บเสื้อผ้า

“ก็เหมือนการตัดเย็บเสื้อผ้า ถ้าผ้าเนื้อดีก็ขายได้ราคาและออกแบบสวยดีก็ขายได้เพิ่มขึ้นไป หรือถ้าผ้าคุณภาพไม่ดีแต่ออกแบบสวยก็ขายได้ แต่ถ้าผ้าเนื้อดีด้วยออกแบบสวยด้วยจะขายได้ราคาเพิ่มขึ้นไปเท่าไหร่ แต่การจะมูลค่าให้สินค้าสิ่งสำคัญนั้นคนไทยต้องหันมานิยมใช้ผลิตภัณฑ์ของไทย ยอมรับในสินค้าไทย ทำให้เงินทองไม่รั่วไหล” พันโทพิศุทธิ์กล่าว

ทางด้านนางมนวิภา ประชัญคดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและออกแบบ บริษัทแมรีกอท จิวเวลรี่ (ประเทศไทย) ซึ่งออกแบบอัญมณีเทียมโดยใช้แก้วคริสตัลเป็นวัตถุดิบ และสามารถสร้างรายได้มากถึง 2,250 ล้านบาทในปี พ.ศ.2547 ที่ผ่านมากล่าวว่านักวิจัยสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพแต่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นนั้นจุดสำคัญคือต้องออกแบบให้ตรงกับความต้องการ พร้อมกับติดตราสินค้าที่เป็นที่ยอมรับเข้าไปก็จะสร้างมูลค่าได้มากขึ้น







กำลังโหลดความคิดเห็น...