xs
xsm
sm
md
lg

ความรุนแรงไม่อาจยุติได้ด้วยความรุนแรง/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพประกอบบทความ
สถานการณ์การชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงเกิดขึ้นรายวันท่ามกลางความอึดอัดคับข้องของผู้คน ยิ่งเห็นผู้ชุมนุมหรือผู้ปฏิบัติการที่ไม่ว่าจะมีพฤติกรรมให้ตัดสินกันด้วยมุมมองอย่างไรก็ถือเป็นเด็กและเยาวชน และยิ่งมีเหตุการณ์ที่เป็นความรุนแรงเกิดขึ้นรายวัน ก็ยิ่งสร้างความหวั่นวิตกยิ่งนัก

เพราะอะไรน่ะหรือ ?

...ไหนจะพบเด็กและเยาวชนที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ
…ไหนจะเด็กและเยาวชนเหล่านั้นพกอาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธเข้าไปในที่ชุมนุม
...ไหนจะเด็กและเยาวชนถูกสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา กระสุนยาง และอื่น ๆ
...ไหนจะเด็กและเยาวชนถูกจับกุม
...ฯลฯ

ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวันผ่านสื่อ มีทั้งที่เกิดขึ้นกับฝ่ายผู้ชุมนุมและฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ

และดูเหมือนการชุมนุมจะยังคงยืดเยื้อ ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ

ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดที่ทำให้สถานการณ์มาไกลถึงเพียงนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความพยายามที่จะเอาชนะบนเงื่อนไขของข้อเรียกร้องและการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของแต่ละฝ่ายในขณะนี้ต่างล้วนมองกันจากคนละขั้ว กระทั่งคนละมิติ แทบไม่มีทางที่จะบรรจบพบกันได้

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนและยาวนาน ไม่ต่ำกว่า 15 – 16 ปี มากกว่าอายุของเด็กและเยาวชนจำหนวนหนึ่งที่ออกมาปฏิบัติการดินแดง ได้ขยายไปสู่ความขัดแย้งในเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย รวมไปถึงความขัดแย้งทางความคิด การเสพรับข้อมูลข่าวสารก็ต่างคนต่างขั้วเลือกรับสาร และเลือกที่จะเชื่อในสารที่คิดเหมือนตนเอง ชนิดที่ถ้าใครมีความคิดที่ไม่เหมือนก็จะถูกผลักให้ไปอยู่อีกขั้วอีกฝ่าย เรียกว่าแทบไม่เหลือพื้นที่ของผู้ที่ไม่เลือกฝักฝ่ายใดชัดเจน

แต่กระนั้น ก็ต้องขอปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ !

โดยเฉพาะความรุนแรงที่มีเด็กและเยาวชนของชาติเป็น “ประเด็น” ทั้งที่เป็นฝ่ายก่อและเป็นฝ่ายรับความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในกรณีนี้เราควรมองให้เลยไปกว่าแค่ประเด็นฝักฝ่ายทางความคิดหรือทางการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นประเด็นเด็กและเยาวชนด้วยดีไหม !

เพราะความรุนแรงก็คือความรุนแรง จะเป็นความรุนแรงระดับใดด้านไหนก็คือความรุนแรงทั้งสิ้น

แน่นอน ไม่ได้หมายความเฉพาะความรุนแรง “ทางกายภาพ” ชนิดทำร้ายร่างกายกันและกันเท่านั้น หากแต่ต้องหมายรวมถึงความรุนแรง “ทางวาจา” “ทางจิตใจ” หรือ “ทางการกระทำ” รวมทั้ง “ทางการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์” หลายอย่างด้วยเช่นกัน ที่ล้วนเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดความรุนแรง “ทางกายภาพ” ในที่สุด

ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง ไม่ว่าจะชอบหรือชังอีกฝ่าย ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาด้วย ยิ่งเป็นเด็กและเยาวชน ยิ่งต้องตั้งคำถามว่าวิธีแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี่ถูกต้องแล้วหรือ !

คดีทั่วไปที่มีเด็กและเยาวชนเป็นผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยกระทั่งเป็นผู้ต้องโทษ ยังมีวิธีการจัดการที่แตกต่างออกไปเป็นกรณีเฉพาะตามอายุของเด็กและเยาวชนนั้น ๆ แล้วคดีชุมนุมทางการเมืองหรือปฏิบัติการทางการเมืองเราควรจะต้องหาเครื่องมือที่มากไปกว่าคฝ. แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และ ฯลฯ หรือไม่

ที่ผ่านมาสังคมไทยมีปัญหาเรื่องความรุนแรงในทุกระดับ นอกจากครอบครัว ประเด็นเรื่องพ่อแม่ทำร้ายลูก สามีทำร้ายภรรยา ครูทำร้ายลูกศิษย์ ฯลฯ เป็นปัญหาสังคมที่มีมาโดยตลอด และนับวันจะยิ่งมีแนวโน้มมากขึ้น สภาพแวดล้อมเองก็มีส่วนกระตุ้นและเร่งเร้าให้เกิดความปะทุอารมณ์ของผู้คน

อีกทั้งปัจจุบันสื่อมีอิทธิพลอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งเปรียบเสมือนดาบสองคมที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ การโพสต์ การแชร์ และการแสดงความคิดเห็น จนกลายมาเป็นประเด็นการใช้ Hate Speech ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสังคม และอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดผลร้ายต่อผู้ใดผู้หนึ่งได้เลยทันที หรือนําไปสู่ความรุนแรง เช่น การล่าแม่มด การปลุกระดมให้เกลียดชังใคร ให้ทําร้ายร่างกาย ข่มขู่ ฯลฯ

ลองคิดภาพว่าเด็กและเยาวชนต้องเติบโตขึ้นมาในสังคมยุคที่รายล้อมไปด้วยความรุนแรงหลากรูปแบบและเห็นภาพจนเคยชิน ยิ่งถ้าเป็นช่วงวัยรุ่น สภาพร่างกายและจิตใจของคนวัยนี้มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านฮอร์โมน ทางกายวิภาคของสมอง และนั่นจึงเป็นเหตุผลส่วนสำคัญหนึ่งว่าทำไมเด็กวัยรุ่นจึงมักหุนหันพลันแล่น และขาดความยับยั้งชั่งใจ เพราะสมองส่วนหน้าจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาที่ดี ที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ ประสบการณ์ จนกว่าจะบรรลุวุฒิภาวะ

แต่สิ่งที่เด็กและเยาวชนกำลังเรียนรู้อยู่คืออะไร

แรงมาแรงไป

ถ้าใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เด็กจำนวนไม่น้อยที่ถูกบ่มเพาะเรื่องความรุนแรง ก็จะมีวิธีคิดประเภทที่ว่าแรงมาแรงไป และมีแนวโน้มจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาต่อไป

เกิดความเคยชิน

เด็กจำนวนมากที่เสพรับความรุนแรงซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ เกิดขึ้นจนชาชิน แล้วสิ่งเหล่านี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง และมองว่าความรุนแรงก็เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือไม่ได้คิดว่าความรุนแรงเป็นปัญหา

พฤติกรรมเลียนแบบ

แนวคิดและทฤษฎีจิตวิทยาของบันดูรา กล่าวว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากนั้นเป็นการสังเกตจนเกิดการเลียนแบบเพราะมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเด็กจะเห็นพ่อแม่ เพื่อน หรือแม้กระทั่งบุคคลจากสื่อต่าง ๆ ทำพฤติกรรมเช่นใด เด็กจะซึมซับพฤติกรรมนั้น และจากการทดลองเด็กที่อยู่ในกลุ่มที่มีตัวแบบแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว จะแสดงพฤติกรรมเหมือนกับที่สังเกตจากตัวแบบการทดลอง

มองโลกในแง่ร้าย

ต้องยอมรับว่าสภาพโดยรวมของสังคมเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัย ผู้คนขาดความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกา เกิดความหวาดผวาสังคม ไม่ไว้วางใจกัน และเกิดอคติขึ้นในสังคม ก็จะนำไปสู่การมองโลกในแง่ร้าย

ควบคุมอารมณ์ไม่ได้

ในเมื่อเด็กเห็นภาพการใช้อารมณ์ที่ปะทุอยู่ทุกวี่วัน ยิ่งถ้าครอบครัวเองก็ไม่สามารถจัดการอารมณ์ที่รุนแรงของผู้ใหญ่ได้ รับประกันเลยว่าเด็กก็จะซึมซับเข้าไปในตัวเด็กเองด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันเด็กและเยาวชนกำลังขาดแบบอย่างที่ดีของสังคม เพราะเห็นแต่ภาพความขัดแย้ง การใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา ทั้งในและนอกจอ ซึ่งหากเด็กขาดต้นทุนที่ดี และเห็นแต่การแสดงออกที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้สังคมเกิดเด็กสายพันธุ์ใหม่ มีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ ไม่ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา

อีกทั้งวัยนี้เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นมากขึ้นด้วย เพราะเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต G. Stanley Hall นักจิตวิทยาซึ่งได้ชื่อว่า เป็นบิดาของการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ด้านวัยรุ่น ให้นิยามวัยรุ่นว่าเป็น “วัยพายุบุแคม” มาจากการที่วัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และเป็นไปอย่างรวดเร็ว

 วิธีการแก้ปัญหามีหลายรูปแบบ แต่ต้องคำนึงถึงมิติของวัย พัฒนาการ จิตวิทยา สิทธิเด็ก และผลกระทบที่จะตามมาด้วย
หลายต่อหลายครั้งที่คนเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้ใหญ่ในสังคมก็เรียนรู้มาโดยตลอดว่าเราไม่สามารถสยบเด็กด้วยการใช้ความรุนแรงมิใช่หรือ แม้อาจจะใช้ได้ยามเด็กกลัว แต่ภายใต้ความกลัวพวกเขาก็พร้อมจะสลัดความกลัว และรอที่จะลุกขึ้นมาท้าทายใหม่

ผลกระทบจากเหตุการณ์ดินแดงรายวัน ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าร่วมในเหตุการณ์โดยตรงเท่านั้น แต่มันได้แผ่ซ่านไปทั้งสังคมผ่านสื่อสารพัด เรื่องนี้คนที่เป็นผู้บริหารประเทศต้องคิดให้มาก คิดให้กว้าง คิดให้ไกล โดยต้องตั้งคำถามว่าวิธีแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงเช่นกันที่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ ถูกต้องแล้วหรือ นอกจาก “คฝ” นอกจาก “ตำรวจ” แล้ว บทบาทของเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือสหวิชาชีพ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ควรจะเข้ามาเสริมในจุดใดหรือไม่ประการใด

ฯลฯ

 อย่าหยุดคิด และอย่าคิดว่าที่ทำอยู่นี้ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

 เชื่อว่าผู้ใหญ่ทุกคนทุกฝ่ายทุกขั้วไม่ต้องการส่งมอบสังคมที่มีความรุนแรงเป็นเรื่องปกติให้กับคนรุ่นหลัง

เพราะเราเรียนรู้มาจากคนยุคก่อนและทุกยุคทุกสมัย ว่า ความรุนแรงไม่อาจยุติได้ด้วยความรุนแรง


กำลังโหลดความคิดเห็น...