xs
xsm
sm
md
lg

สร้าง ‘ห้องสุขภาพจิต’ ช่วยเด็กช่วงโควิด/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ระหว่างนั่งรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ลูกชาย 2 คนของดิฉันเปิดประเด็นว่ามีเพื่อนเก่าของเขาโดดตึกเสียชีวิตคาดว่าจะมาจากภาวะความเครียด และก็พูดคุยถึงเรื่องเพื่อนของเขาอีกหลายคนที่กำลังประสบปัญหาเรื่องความเครียด บางคนกำลังเผชิญกับภาวะโรคซึมเศร้า

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แล้วนะครับคุณแม่ เด็กรุ่นใหม่มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้ากันมากครับ”   

ใช่ค่ะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องที่เด็กทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหานี้อย่างมาก ก่อนหน้านี้ยังไม่มีการระบาดของโควิด-19 ปัญหานี้ก็หนักหนาอยู่แล้ว เมื่อมาเจอสถานการณ์นี้ซ้ำเข้าไปอีก ยิ่งทำให้ส่งผลกระทบหนักเข้าไปอีก 
 
สถานการณ์ขณะนี้เด็กหลายล้านคนทั่วโลกต้องเรียนออนไลน์ที่บ้าน เพราะเกือบทุกประเทศกำลังเผชิญกับภาวะการระบาดของโควิด-19 แม้จะมีนักเรียนจำนวนหนึ่งได้กลับไปเรียนที่โรงเรียนบ้างแล้ว ก็ยังสร้างความน่ากังวลที่ไม่ใช่มีปัญหาแค่เรื่องการศึกษาเท่านั้น 
 
แต่เป็นปัญหาต่อสุขภาพจิตของเด็กด้วย

เพราะเด็กต้องทุกข์ทรมานกับความรู้สึกเครียด วิตกกังวล และโดดเดี่ยวในช่วงที่ต้องล็อกดาวน์และต้องเปิด ๆ ปิด ๆ โรงเรียนหลายครั้งในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา 
 
สหราชอาณาจักร พบว่า 1 ใน 6 ของเด็กอายุระหว่าง 5-16 ปี มีความผิดปกติทางสุขภาพจิตในปี 2020 เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 1 ใน 9 ในปี 2019 สถานการณ์นี้คล้ายกับสหรัฐอเมริกา โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention--CDC) ระบุว่า โรงพยาบาลต่าง ๆ มีเด็กอายุ 12-17 ปี เข้ามารับการรักษาฉุกเฉินด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น 31 % ในช่วงเดือน เม.ย.-ต.ค. ปีที่แล้ว

ดร.ชีคาร์ ซาเซนา ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพจิตของโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด ระบุว่า ผลกระทบของโรคโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพจิตพบเป็นวงกว้างในกลุ่มวัยหนุ่มสาว ตัวเลขที่พบชี้ว่า 2 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้จะมีอาการของความวิตกกังวล ซึมเศร้า รวมทั้งปัญหาด้านสุขภาพจิตอื่น ๆ ทั้งยังระบุด้วยว่า แม้การระบาดของโควิด-19 จะจบลง แต่ 10 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มหนุ่มสาวที่มีอาการทางจิต จะยังไม่หายไป และยังต้องรับมือกับอาการป่วยในระยะยาวด้วย ซึ่งนั่นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และการศึกษาหาความรู้ของพวกเขาในอนาคต

ขณะที่ประเทศในโซนเอเชียอย่างสิงคโปร์ ที่มุ่งเน้นด้านวิชาการ กำลังหันมาให้ความใส่ใจกับผลกระทบระยะยาวของวิกฤตโควิด-19 ที่มีต่อเด็ก ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายครอบครัว เพราะโรคระบาดกำลังกลายเป็นพายุใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคทางจิตเพิ่มขึ้น จากการก่อตัวของความวิตกกังวล ความสูญเสีย ซึ่งมีความเสี่ยงจะนำไปสู่โรคซึมเศร้า

ที่ผ่านมาเด็ก ๆ ใช้เวลาจำนวนมากในการเรียนออนไลน์ และทำการบ้าน ทำให้แทบจะไม่มีเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆ ทั้งเวลาเล่น และเวลานอนก็น้อยลง ซึ่งก่อนหน้านี้เด็กสิงคโปร์ก็เผชิญกับสิ่งเหล่านี้มาอยู่แล้ว เมื่อมีความกดดันเรื่องโรคระบาดครั้งนี้เพิ่มเข้ามาอีก ก็ทำให้เด็กประสบปัญหาหนักเข้าไปอีก

สิงคโปร์จึงเริ่มนำวิธีการโดยให้โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจัดช่วงเวลาส่งเสริมให้นักเรียนได้พูดถึงความรู้สึกของตัวเอง และพัฒนาวิธีการรับมือกับความเครียดและความกังวลใจของพวกเขาในทุกสัปดาห์ โดยนำวิดีโอแอนิเมชั่นมาช่วยให้เด็กระบุถึงความเครียดและวิธีการรับมือกับความเครียด ขณะที่ครูได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ร่วมอภิปรายและแสดงความคิดเห็น

และกิจกรรมการจัดช่วงเวลารับฟังนักเรียน ดูเหมือนจะได้ผลซะด้วย

นับเป็นความพยายามของสิงคโปร์ที่พยายามหาทางช่วยเหลือเด็กและเยาวชนภายในประเทศที่ประสบปัญหาสภาพจิตเพิ่มจำนวนมาก และมองว่าปัญหานี้จะอยู่อีกนาน
ทั้งนี้ ในสถานศึกษาเองก็จัดหาแหล่งให้นักเรียนนักศึกษาได้เข้ารับการปรึกษาทางจิตวิทยา หรือจัดการฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ของคณะต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงปัญหาทางด้านสุขภาพจิตในหมู่นักเรียนนักศึกษา สามารถให้คำแนะนำและรับมือได้ เพราะเชื่อว่าหากการระบาดของโรคยังยืดยาวต่อไป จะพบนักเรียนนักศึกษาที่มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อย ๆ
เรื่องผลกระทบทางด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องไม่ควรมองข้าม และมีแนวโน้มจะได้ส่งกระทบต่อตัวเด็กในบ้านเราเช่นกัน
 
ผลสำรวจในประเทศไทยของยูนิเซฟในเดือนเมษายน 2563 พบว่า เด็กและเยาวชนกว่า 7 ใน 10 คน ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ พวกเขามีความเครียด และวิตกกังวล โดยเรื่องที่พวกเขากังวลมากที่สุดคือปัญหาการเงินของครอบครัว

ขณะนี้การแพร่ระบาดทั่วโลกของโควิด-19 ได้เข้าสู่ปีที่ 2 และกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสุขภาวะโดยรวมของเด็กและเยาวชนอย่างมาก

นางเฮนเรียตตา โฟร์ ผู้อำนวยการบริหารองค์การยูนิเซฟ กล่าวไว้ว่า ด้วยมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศและข้อกำหนดต่าง ๆ ที่จำกัดการเดินทาง ทำให้ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสำหรับทุกคน โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ๆ วันแล้ววันเล่าพวกเขาไม่ได้พบกับเพื่อนและอยู่ห่างไกลคนที่รัก หรือบางคนอาจต้องอยู่ร่วมกับสมาชิกในบ้านที่ใช้ความรุนแรง ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบมหาศาล เด็กจำนวนมากต้องอยู่ในบ้านด้วยความกลัว โดดเดี่ยว

กระวนกระวาย และวิตกกังวลต่ออนาคต ดังนั้น เราต้องผ่านวิกฤตนี้พร้อมกับการจัดการปัญหาสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นที่ดีกว่าเดิม โดยเริ่มจากการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป เป็นเรื่องที่บ้านเราต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังที่นอกเหนือจากความพยายามของสถาบันครอบครัวที่ต้องหาทางช่วยเหลือดูแลลูกหลานและสมาชิกในครอบครัว ก็เป็นหน้าที่ที่สถาบันการศึกษาควรมีการปรับเปลี่ยนวิธีเพียงให้เด็กเรียนเรื่องวิชาการอย่างเดียว แต่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลสุขภาพจิตของเด็กให้มากขึ้น ด้วยการจัดห้องเรียนที่ทำกิจกรรมเกี่ยวข้องกับเรื่องการให้เด็กได้สะท้อนอารมณ์ความรู้สึก หรือระบายความรู้สึก ความกังวล ความเครียดที่อยู่ด้านในด้วย

อย่าลืมว่า แม้โควิค-19 จะยังอยู่กับเราอีกนาน...

แต่ที่จะอยู่กับเรานานกว่าแน่นอนคือปัญหาสุขภาพจิต !


กำลังโหลดความคิดเห็น...