xs
xsm
sm
md
lg

ชุดเรียนออนไลน์/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพประกอบบทความ
กลายเป็นดราม่าข้ามวันข้ามคืนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชี่ยลมีเดีย ประเด็นข้อเสนอแนะจากผู้ว่าราชการจังหวัดตราดว่าควรให้เด็กนักเรียนสวมชุดนักเรียนระหว่างการเรียนออนไลน์ ในช่วงวันที่ 1- 13 มิถุนายน 2564 เพื่อความเป็นระเบียบและส่งเสริมวินัย

กระทั่งทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกมาชี้แจงว่า เป็นข้อเสนอแนะจากการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดตราด เห็นควรให้นักเรียนทุกคน ทุกชั้นเรียน แต่งกายชุดนักเรียนเรียนออนไลน์ และมีมติเห็นชอบให้ทุกโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เปิดการเรียนการสอนวันที่ 1 มิถุนายน 2564 ในรูปแบบ 4 On ประกอบด้วย

1. On Hand รับงานไปเรียนรู้ที่บ้าน
2. On Demand เรียนผ่านแอปฯต่าง ๆ
3. On Air เรียนทางไกลผ่านดาวเทียม
4. On Line การเรียนผ่านอินเตอร์เน็ต
และ On Site คือเริ่มไปโรงเรียนได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2564

ภายหลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดออกมาเปิดเผยประเด็นดังกล่าว จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จึงได้ออกมาชี้แจงว่า “ ยอมรับว่าตนเองพูดจริง เป็นเพียงข้อเสนอแนะให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา แค่อยากให้นักเรียนมีวินัยในการเรียนไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่โรงเรียน และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลองนำไปพิจารณากันดูว่าจะปรับวิธีการเรียนการสอนอย่างไร ที่จะทำให้เด็กสนใจอยากเรียน เพราะการเรียนออนไลน์ต้องมีสมาธิในการเรียนการสอน”

แม้จะผ่านไปเป็นสัปดาห์แล้ว แต่ดูเหมือนประเด็นนี้ก็ยังถูกหยิบยกพูดถึงในกลุ่มของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

จำได้ว่าเมื่อ 2 ปีก่อนก็มีการถกกันเรื่องโรงเรียนบางแห่งอนุญาตให้เด็กแต่งชุดไปรเวทไปโรงเรียนได้ ครั้งนั้นก็ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย มีทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยเช่นกัน

ส่วนครั้งนี้แม้ยังไม่สามารถเปิดเทอมแบบปกติคือไปโรงเรียนได้ เพราะด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เด็กนักเรียนต้องเรียนออนไลน์ที่บ้าน ก็มีข้อเสนอให้ใส่ชุดนักเรียนที่บ้านอีก

สรุปก็คือไม่ว่าจะสถานการณ์ปกติ หรือสถานการณ์พิเศษ ทุกเปิดเทอมก็จะต้องมีการนำเรื่อง “เครื่องแบบนักเรียน” มาพูดถึงอยู่ดี

และทุกครั้งก็มักจะเกิดการ “ถกกระหึ่ม” ทุกครั้งไป

หรือเป็นเพราะว่าสังคมไทยยังคงวนเวียนถกประเด็นไปได้ไม่ไกลกว่าเรื่อง “เปลือก” ของการศึกษามาโดยตลอด

ซึ่งก็รวมถึงเรื่อง “ทรงผม” ด้วย

จริงอยู่หลายประเทศทั่วโลกก็มีทั้งประเทศที่นักเรียนสวมเครื่องแบบ และไม่สวมเครื่องแบบ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีบริบทและเหตุผลที่แตกต่างกันไป

สำหรับประเด็นเรื่องเด็กนักเรียนควรใส่ชุดอะไรเรียนออนไลน์ที่บ้านดี

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการใส่ชุดนักเรียนเรียนออนไลน์ให้เหตุผลว่า เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิของนักเรียน และการไม่สวมใส่ชุดนักเรียนก็ไม่มีผลต่อคุณภาพการศึกษา

ขณะที่ฝ่ายผู้ที่เห็นด้วยกับการใส่ชุดนักเรียนเรียนออนไลน์ มีเหตุผลอยากให้เด็กมีระเบียบวินัย จะได้ตั้งใจเรียน และจะส่งผลให้การเรียนดีขึ้น

สรุปก็คือ ประเด็นในการมองและมุมมองต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่มีวันที่จะหาจุดสมดุลกันได้

จริงอยู่มุมของเด็กนักเรียนก็เซ็งสิ อยู่บ้านเรียนออนไลน์ก็เครียดอยู่แล้ว ยังต้องให้ใส่ชุดนักเรียนมานั่งเรียนอีก เด็กนักเรียนที่ไหนก็ไม่ชอบใจ

แต่ขณะเดียวกัน มุมของคุณครู ก็คงไม่โอเค และมีสิทธิคิดว่าถ้าเด็กนักเรียนเรียนออนไลน์ในแบบที่เพิ่งตื่นนอน ยังอยู่ในชุดนอน แสดงว่าลูกศิษย์ยังไม่พร้อม และไม่ใส่ใจหรือตื่นตัวที่จะเรียน

สังคมไทยอยู่บนพื้นฐานความขัดแย้งเดิม เรื่องเดิมก็ยังมีอยู่ เมื่อเกิดความขัดแย้งใหม่ และก่อตัวจนกลายเป็นความขัดแย้งของเจเนอเรชั่น จึงยากยิ่งนักที่จะทำให้เรื่องต่าง ๆ ได้รับการคลี่คลายโดยไม่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะต่างก็มีมุมมองของตัวเอง และไม่พร้อมที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่างอย่างเข้าใจ

แล้วจะใส่ชุดอะไรเรียนออนไลน์ที่บ้านดี ?

ถ้าเป็นคำตอบที่พยายามใช้โฟกัสแบบ Empathic Communication ทักษะที่จำเป็นที่สุดของสังคมเวลานี้ ก็จะบอกว่าใส่ชุดอะไรก็ได้ที่เด็กอยากใส่ ที่ทำให้เขาสนใจและตั้งใจในการเรียนรู้วิชานั้น ๆ เพียงแต่ควรจะคิดถึงใจของคุณครูด้วย ว่าควรจะสวมชุดอะไรที่ทำให้บรรยากาศการเรียนรู้เป็นไปด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย

พอดี ๆ ว่างั้นเถอะ ไม่สุดโต่งทั้ง 2 ข้าง

ไม่ต้องถึงขนาดใส่ชุดนักเรียนเรียนออนไลน์ แต่ก็อย่าถึงขนาดไม่ใส่เสื้อก็แล้วกัน ว่างั้น

สตีเฟน โควีย์ ผู้เขียนหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People ได้อธิบายถึงความหมายของ Empathic Communication เอาไว้ว่า “เมื่อพูดถึง Empathic Listening อยากจะให้คำจำกัดความว่าคือการฟังอย่างตั้งใจที่จะเข้าใจกันจริง ๆ โดยนึกถึงมุมมองของคู่สนทนาว่าเขาอยู่ในมุมและสถานการณ์อย่างไรจึงทำให้เขามีความเห็นอย่างนั้น โดยเข้าใจถึงกระบวนทัศน์และความรู้สึกของเขา"

“โดยเนื้อแท้แล้ว Empathic Listening ไม่ได้หมายถึงการที่จะต้องให้คุณเป็นฝ่ายปรับทัศนคติ หากหมายถึงการเข้าใจอย่างถ่องแท้และลึกซึ้งเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งในแง่ของความคิดและอารมณ์ของคู่สนทนา นี่เป็นวิธีฟังอย่างได้ผล ช่วยให้เข้าใจกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังส่งผลด้านการบำบัดอีกด้วย”

Empathic Communication Skills เริ่มจาก 2 ข้อ

หนึ่ง – “ลด” อัตตา การยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

สอง – “เพิ่ม” การรับฟังให้มากขึ้น พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ในมุมของผู้อื่น

เรื่องสวมชุดนักเรียนในสถานการณ์นี้ยังพอหาทางออกได้แม้จะถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง แต่เรื่องที่ใหญ่กว่ามากก็คือเรื่อง “แก่น” ของการศึกษาในบ้านเราต่างหาก
กำลังโหลดความคิดเห็น...