xs
xsm
sm
md
lg

เครือข่ายฯ ชง 6 แนวทาง จี้แบน 3 สารพิษใน ธ.ค.นี้ "ชาวสวนยาง" ขี้ยิ่งใช้สารเคมียิ่งเป็นหนี้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เครือข่ายแบนสารพิษ 686 องค์กร ออกแถลงการณ์ จี้ รบ.-กก.วัตถุอันตราย แบน 3 สารพิษใน ธ.ค.นี้ เสนอ 6 แนวทางดำเนินการ ด้านเกษตรกรสวนยาง ชี้ ยิ่งใช้สารเคมียิ่งยากจน เป็นหนี้ ต้องหันพึ่งอินทรีย์เกษตร ซัดอ้างแบนสารพิษเพิ่มต้นทุน 4 หมื่นล. เป็นข้อมูลเท็จ เหตุสวนยาง สวนปาล์ม เกินครึ่งไม่ได้ใช้สารเคมี

วันนี้ (21 ต.ค.) เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการวัตถุอันตรายแบนพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ภายใน ธ.ค. 2562 โดยระบุว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการประชุมพิจารณายกเลิกและจำกัดการใช้วัตถุอันตราย ในวันที่ 22 ต.ค. 2562 เพื่อให้การพิจารณาควบคุมสารพิษดังกล่าวเป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน และคำนึงถึงสุขภาพของเกษตรกรและประชาชนเป็นสำคัญ เครือข่ายฯ จึงเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้มีการดำเนินการดังนี้

1.ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายแสดงการมีส่วนได้เสียตามมาตรา 12 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535  2.ให้คณะกรรมการพิจารณาปรับพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามข้อเสนอของคณะทำงานเพื่อพิจารณาความคิดเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกรและผู้บริโภคต่อการยกเลิกคลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหลายหน่วยงานข้างต้น

3.ให้คณะกรรมการลงมติแบบเปิดเผยพร้อมข้อวินิจฉัยส่วนบุคคล และเผยแพร่ต่อประชาชนและสื่อมวลชนทราบ  4.ให้รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการจัดทำมาตรการสนับสนุนให้เกษตรกร 455,786 ราย ที่แจ้งความจำนงและสอบผ่านเกณฑ์การใช้สารพิษ 3 ชนิด ให้สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่การปลูกพืชที่ไม่ต้องพึ่งพาสารพิษร้ายแรง โดยใช้วิธีกล เครื่องจักรกลการเกษตร การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชแบบผสมผสาน  วิธีชีวภาพอื่นๆ หรือในกรณีจำเป็นก็อาจใช้สารทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

5.ในระยะยาวให้รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีมาตรการสนับสนุนเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ต้นทุนสูง แต่เกษตรกรขายได้ในราคาต่ำ ไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืนรูปแบบต่างๆ 6.ให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ตามระดับความเป็นอันตรายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจากผลกระทบภายนอก (pesticide externalities) ที่มีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งต้องสูญเสียไปกับการรักษาสุขภาพและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยนำภาษีที่เก็บได้ไปใช้ในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการจัดการวัชพืชและศัตรูพืชที่ปลอดภัยกับสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ทั้งนี้ หากผลการพิจารณาตัดสินใจของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นไปอย่างล่าช้า หรือมีการตัดสินใจที่ไม่ยึดหลักการปกป้องสุขภาพของประชาชน เครือข่ายจะยกระดับการเคลื่อนไหวร่วมกับประชาชนในทุกภาคส่วน โดยใช้เครื่องมือตามกฎหมาย การรณรงค์ไม่ซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการ  การไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่สนับสนุนการใช้สารพิษร้ายแรง ตลอดจนการเคลื่อนไหวอื่นๆที่เหมาะสม จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายข้างต้น

นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนา "ความจริงของ 3 สาร จากคึนทำงานสู่ผู้บริโภค" ว่า ตนเองสนับสนุนการแบนสารเคมี 3 ชนิด ฝากถึงผู้มีอำนาจรัฐที่ยังลังเล เพราะความเป็นตายของประชาชน ถ้าเป็นเหตุผลเรื่องสุขภาพไม่น่ามีเหตุผลอื่นเข้ามา ทั้งนี้ ย้ำว่าการใช้สารเคมีเชิงเดี่ยวไม่ได้ทำให้ร่ำรวย เพราะจากข้อมูลกองทุนหนี้สินเกษตรกร สะท้อนเกษตรกรที่ทำเกษตรเคมีเชิงเดี่ยว มียอดคนเป็นหนี้ 500,000 ราย มูลค่าหนี้ 80,000 ล้านบาท 20 ปียังแก้ไม่ได้เพราะว่าทำเคมีเชิงเดี่ยว แต่หนี้ ธ.ก.ส.เป็นแสนล้าน ส่วนกรณีเกษตรกรบางส่วนที่สนับสนุนสารเคมี โดยอ้างว่า หากรัฐบาลแบนภายในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 จะทำให้พืชเกษตรอุตสาหกรรมหลักอย่างมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม ยางพารา และข้าวโพด เสียหาย รัฐต้องเพิ่มต้นทุนบริหารจัดการอีกเกือบ 40,000 ล้านบาท เป็นข้อมูลเท็จ และกลุ่มที่ออกมาสนับสนุนให้ใช้สารเคมีต่อก็ไม่ใช่ชาวสวนยางและสวนปาล์ม เพราะสวนยาง 20 ล้านไร่ที่มีขณะนี้ร้อยละ 90 ไม่ได้ใช้พาราควอต ฆ่าหญ้า ขณะที่สวนปาล์ม 5 ล้านไร่ ร้อยละ 74 ไม่ใช้อยู่แล้ว 

"หลายคนติดกับดับเคมีเชิงเดี่ยวจนไม่กล้าปลดแอกตัวเองออกมา ฉะนั้นจุดยืนของชาวสวนยางที่จำทำสวนยางอย่างยั่งยืน ขอประกาศว่าถ้าเลิกใช้สารพิษตัวเก่า เราไม่เห็นด้วยที่จะกินสารพิษตัวใหม่ ฉะนั้นจุดยืนคือ เราต้องเปลี่ยนไปสู่สวิถีเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรกรรมธรรมชาติ หรือสูงสุดคือเกษตรอินทรีย์" นายสุนทร กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...