xs
xsm
sm
md
lg

ศิริราช แนะปรับค่าฝุ่น PM 2.5 เท่า WHO ห่วงทำหลอดเลือดหัวใจ-สมองกำเริบ แนะเก็บข้อมูลให้ชัด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ศิริราช ห่วงฝุ่นจิ๋วเข้าเม็ดเลือด ทำโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองกำเริบ เผยไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลชัดเจน แบบจีน สหรัฐฯ แนะปรับเกณฑ์ค่าฝุ่นเท่ากับทั่วโลก ออกกฎหมายควบคุมคุณภาพอากาศ หากอากาศแย่ต้องจำกัดจำนวนรถ ลดการผลิตทางอุตสาหกรรม

วันนี้ (1 ต.ค.) รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว "การเตรียมรับมือคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ" ว่า จากมวลอากาศเย็นแผ่มาปกคลุมประเทศไทย ตั้งแต่กลาง ก.ย. ทำให้เกิดปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผัน คุณภาพอากาศจึงแย่ลงเร็ว จากมลพิษในอากาศที่ไม่สามารถฟุ้งกระจายออกไปได้ตามปกติ ยิ่งในพื้นที่ กทม. ยิ่งมีการสุมของฝุ่น เพราะมีทั้งมลพิษจากรถยนต์ อุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้น แสดงว่ายังไม่สามารถควบคุมแหล่งการผลิตมลพิษเหล่านี้ได้  ไม่ว่าจะเป็นในภาคอุตสาหกรรม การคมนาคม การก่อสร้าง และกิจกรรมประจำวันของชาวกรุง และคาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นตามลำดับต่อไป

รศ.นพ.นิธิพัฒน์ กล่าวว่า จากสภาพอากาศดังกล่าวเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 30 ก.ย. ทำให้มีการจัดอันดับว่า กทม.ติดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ซึ่งสิ่งสำคัญต้องมีมาตรการในการป้องกัน ประชาชนต้องเตรียมตัวให้พร้อม อย่างการเข้าไปตรวจค่าคุณภาพอากาศจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) โดยต้องคำนึงถึงว่า เครื่องวัดปริมาณ PM2.5 แบบพกพา ไม่ซับซ้อน ที่ไม่แยกปริมาณไอน้ำออกไป อาจจะได้ค่าสูงกว่าการวัดด้วยเครื่องมือมาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษถึง 1.5 เท่า และสวมหน้ากากอนามัย N95 หรือหน้ากากอนามัยธรรมดาสวม 2 แผ่นซ้อนกัน หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงไปยังบริเวณค่าฝุ่น PM2.5 สูง เนื่องจากผลกระทบด้านสุขภาพเฉียบพลันที่เห็นชัด คือ แสบหู แสบตา แสบคอ คันระคายเคือง แต่ที่น่ากังวล คือ ระยะยาว ไม่สามารถทราบได้ว่า ตัวฝุ่น PM 2.5 จะไปกระตุ้นให้กับผู้ที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ให้เป็นเร็วขึ้นหรือไม่ เพราะยังไม่มีการเก็บข้อมูลชัดเจนตรงนี้

“เบื้องต้นข้อมูลจากจีนและสหรัฐอเมริกา พบว่าฝุ่น PM2.5 อาจเข้าไปในเม็ดเลือด และมีความเสี่ยงในการกระตุ้นให้ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวที่มีปัจจัยในการเป็นโรคอยู่แล้ว เป็นได้เร็วกว่าปกติ แต่ข้อมูลเหล่านี้ในจีนและสหรัฐฯ ติดตามสถานการณ์และมีการเปรียบเทียบคนในชุมชนเป็นเวลา 15 ปี ซึ่งประเทศไทยไม่มีการเก็บข้อมูลเหล่านี้ เบื้องต้นอาจต้องรอข้อมูลทางระบาดวิทยาในช่วง ก.ย.ว่า มีผู้ป่วยอาการกำเริบหรือไม่อย่างไร” รศ.นพ.นิธิพัฒน์ กล่าวและว่า สำหรับการเก็บข้อมูลที่ รพ.ศิริราช พบว่า โรคปอดและโรคถุงลมโป่งพองช่วง ธ.ค. 2561 - ก.พ. 2562 เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ฝุ่นขนาดจิ๋วเท่านั้น แต่รวมถึงแก๊สและโลหะหนักด้วย จึงต้องมีมาตรการทั้งภาครัฐและเอกชน การจัดโซนนิงปลอดภัย และระบบการดูแลสุขภาพภาพรวม หากรุนแรงขึ้นอาจต้องใช้ตัวอย่างจากสหรัฐฯ ที่มีกฎหมายควบคุมคุณภาพอากาศ ทำเป็นคณะกรรมการอิสระมาดูแล เบื้องต้นเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่

รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ กล่าวว่า ขอให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมมือกันเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว อย่างการให้ความรู้กับประชาชนเพื่อให้ตระหนักถึงพิษภัย ที่มีผลคุกคามต่อทุกคนโดยเฉพาะเยาวชน สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคเรื้อรัง และอยากให้มีการปรับเกณฑ์การวัดค่าคุณภาพอากาศให้เป็นไปตามองค์การอนามัยโลก เนื่องจากปัจจุบันไทยหากคุณภาพอากาศอยู่ในกลุ่มสีส้มเข้ม จะเท่ากับสีแดงของสหรัฐ ซึ่งจริงๆ ส่งผลกระทบต่อร่างกายแล้ว หากปรับตรงนี้จะทำให้เราตระหนักในการป้องกันตัวเองมากขึ้น พร้อมทั้งต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัดเมื่อคุณภาพอากาศอยู่ในระดับอันตราย ทั้งการควบคุมปริมาณและคุณภาพยานพาหนะ จำกัดกระบวนการก่อสร้าง ลดกำลังการผลิตทางอุตสาหกรรม และควบคุมการเผาในที่โล่งแจ้ง รวมถึงการปิดสถานศึกษาและสถานที่ทำงานของภาครัฐและเอกชน หากคุณภาพอากาศแย่มากๆควรมีการจัดหาสถานที่หลบภัยในแต่ละชุมชนให้เพียงพอ เพื่อเป็นที่พักอาศัยของประชากรกลุ่มเสี่ยง




กำลังโหลดความคิดเห็น...