xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อได้หวนกลับมาในจุดเริ่มต้นของการเรียนในจีน/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ช่วงปิดเทอมของเจ้าลูกชายคนโต “สรวง สิทธิสมาน” หรือเฉินเทียนอี้ ครั้งล่าสุดเลือกไปท่องโลกลำพังที่แดนมังกร โดยเลือกแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติชื่อดังของจีนหลายแห่ง และมีสถานที่ที่เป็นหนึ่งในแผนการเดินทางครั้งนี้ด้วยคือ กลับไปเยือนมหาวิทยาลัยที่เขาเคยไปเรียนซัมเมอร์เมื่อ 7 ปีที่แล้วกับน้องชายและใช้ชีวิตที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งเดือน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาวางเป้าหมายเรียนระดับปริญญาตรีที่ประเทศจีน
……………………..
Back to the place where it all begin
หวนกลับมาในที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
…..
วันนี้ เทอมแรกของปริญญาตรีปีที่ 2 ในมหาวิทยาลัย East China Normal University (华东师范大学) ณ นครเซี่ยงไฮ้ ผมนั่งนึกย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นที่ชี้ทางเดินให้ผมเดินมาตรงนี้ จุดนี้ สิ่งที่สร้างผมให้เป็นคน ๆ นี้
ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2013 เป็นเวลาที่ผ่านมาเกือบ 7 ปีแล้ว เป็นช่วงเดียวกับที่ผมและน้องชายเริ่มคุยกับคุณพ่อคุณแม่อย่างจริงจังเกี่ยวกับอนาคตการเรียนมหาวิทยาลัยของผม คุณพ่อคุณแม่ให้อิสระเต็มที่กับผมในการเลือกทางเดินของตัวเองในอนาคต โดยมีข้อแม้ว่า
"ถ้าเป็นไปได้...อยากให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ในไทย"
อ้าววว! เหมือนเล่นมุกเลยครับ แต่ไม่ใช่มุกนะ อันนี้คือจริงจัง
คุณพ่อคุณแม่ให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ผมเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาที่เต็มไปด้วย “ปัญหา” อย่างในเมืองไทย ประกอบกับพื้นฐานของผมที่เรียนอนุบาลในโรงเรียนเตรียมความพร้อมอย่างโรงเรียนสาธิตอนุบาลละอออุทิศ เรียนชั้นประถมและมัธยมในโรงเรียนประจำชายล้วนที่เรียนแค่ครึ่งวันเช้า เอาเวลาที่เหลือช่วงบ่ายไปเล่นดนตรีกับกีฬา ทำให้พื้นฐานของตัวผมไม่เหมาะกับระบบการศึกษาที่มีการแข่งขันสูง
ก็งงสิครับ ในตอนนั้นขนาดมหาวิทยาลัยในไทยผมยังแทบไม่รู้จักเลย คงไม่ต้องพูดถึงความคิดที่จะไปเรียนเมืองนอก ซึ่งในตอนนั้นประเทศจีนเริ่มเป็นที่พูดถึงในด้านของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและถูกคาดการณ์เอาไว้ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน
คุณพ่อคุณแม่ได้พูดให้ผมฟังเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศจีนในตอนนั้น และได้แนะนำให้ผมหาข้อมูลเบื้องต้นดู
แต่จะมีวิธีหาข้อมูลแบบไหนดีกว่าการไปสัมผัสเองเสียเลยเล่า !
เป็นเหตุให้ผมกับน้องชายเข้าร่วมโปรแกรมภาคฤดูร้อน ไปใช้ชีวิตในประเทศจีนเป็นเวลา 1 เดือน ที่มหาวิทยาลัย Sichuan Normal University (四川师范大学) ในเมืองเฉิงตู (成都) มณฑลเสฉวน (四川) ที่คุมโดยครูฮาร์ทและครูหยาง ครูสอนภาษาจีนที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในขณะนั้นที่ผมยังคงระลึกถึงอยู่ถึงทุกวันนี้
ตอนนั้นผมอายุ 14 ปี และตอนนี้ ตัวผมคนเดิมในวัย 21 ปี ได้กลับมาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกครั้ง เพราะการเดินทางไปเที่ยวจิ่วจ้ายโกว (九寨沟) ช่วงปิดเทอมล่าสุดทำให้ผมต้องจับรถไฟมาที่เมืองเฉิงตูเพื่อเปลี่ยนเป็นรถบัส ทำให้ผมพอมีเวลาแวะไปย้อนคืนวานอยู่บ้าง
ทั้งที่วันนี้ที่ผมเริ่มได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วแล้ว แต่เมื่อมีโอกาสเดินทางเวียนกลับมาที่นี่ ในตอนนี้ ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในวัย 14 ปีอีกครั้ง ผมเดินไปทุกซอกมุมที่ผมรู้จักทั้งในตัวมหาวิทยาลัยและบริเวณรอบนอก หอพักที่เคยพัก ร้านสะดวกซื้อหน้าหอ ไส้กรอกกาก ๆ จิ้มพริกที่ดูไม่มีสารอาหารใด ๆ อยู่ในนั้นยังคงอร่อยเหมือนเดิม ต้นไม้อะไรสักอย่างที่เคยมีคนบอกว่าให้เด็ดใบนี้เอาไปให้ใครจะได้มีโอกาสเจอคนคนนั้นอีกครั้ง ผมเดินข้ามสะพานแถว ๆ หอ ผมเคยหงุดหงิดจนเผลอทำโทรศัพท์ Samsung Hero ซื้อใหม่ที่คุณพ่อคุณแม่ให้ติดตัวมาตกลงไปในน้ำคลอง กลิ่นของน้ำคลองตรงนั้นยังคงเหม็นเน่าอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ผมจำมันได้เพราะเคยลงไปงมหาโทรศัพท์ที่ทำตกลงไป ในตอนนั้น ผมได้กลิ่นเน่าติดอยู่กับตัวผมไปนานหลายวัน เป็นเรื่องน่าอับอายในหมู่รุ่นน้องที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่ง
ลานสเก็ตที่ผมเคยไปเล่นทุกวันตอนเย็นถูกทุบทิ้งไปเสียแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนว่าทางมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการก่อสร้างตึกใหม่ขึ้นมาแทน ผมเดินไปที่บริเวณที่ตั้งร้านขายของมากมายกลางมหาวิทยาลัย เราเคยเรียกที่นั่นว่า "ตลาดมืด" เพราะของขายตามแต่ละร้านมักจะมีของก๊อปปี้เกรดกลางที่ต่อราคาได้วางขายไม่ซ้ำในแต่ละวัน บางร้านมีเสื้อผ้าเจ๋ง ๆ กับแว่นกันแดด บางร้านมีพวงกุญแจเท่ ๆ บางร้านมีไฟแช็ครูปร่างต่าง ๆ ส่วนมากจะเป็นรูปปืน แต่ที่แวะบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นร้านขายแท็ตทูติดแขน เพราะไปซื้อมาติดเป็นสัญลักษณ์กับเพื่อน ๆ เหมือนกับพวกเด็กแก๊งค์ แต่ตลาดมืดในวันนี้เปลี่ยนไปเสียแล้ว ภายนอกอาจดูเหมือนเดิมแต่ของที่ขายข้างในไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว พวกร้านขายของที่ผมเคยชอบซื้อล้วนถูกแทนที่ด้วยร้านเค้ก ร้านกาแฟ หรือร้านชานมไข่มุกทั้งนั้น
ผมเดินไปบริเวณประตูหลังของมหาวิทยาลัย เพื่อจะไปดูร้านเบอร์เกอร์ที่ไปกินเป็นประจำ ในตอนนั้นผมและเพื่อน ๆ ไม่ค่อยรู้จักเมนูอาหารจีนนัก จึงต้องพากันไปสิงอยู่ในร้านเบอร์เกอร์แถวประตูหลัง หรือร้านอาหารเกาหลีตรงห้างกึ่งตลาดนัดทางประตูหน้า ไม่ค่อยใช้บริการโรงอาหารในตัวมหาวิทยาลัยนัก ผมพบว่าร้านเบอร์เกอร์ไม่อยู่แล้ว ร้านในบริเวณนั้นถูกแทนที่ด้วยตึกสำนักงานที่กำลังทำการตกแต่งภายในอยู่ แต่ร้านอาหารเกาหลียังคงอยู่ และห้างกึ่งตลาดนัดตรงนั้นยังคงขายของถูกเหมือนเดิม ผมสังเกตเห็นว่ามีอีกหลายเมนูอร่อยที่ผมพลาดไปในตอนนั้น แต่นอกเหนือไปจากนั้น เมนูในโรงอาหารที่ผมไม่เคยเข้าไปกินเลยสักครั้งในตอนนั้น กลับน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทั้งถูก ปริมาณเยอะ และรสชาติดีพอควร ตามอุดมคติของคนอย่างผมเลย
ณ ที่นี่ ผมได้ทำอะไรหลายอย่างเป็น "ครั้งแรก" ในชีวิต
แรกสุดเลยคือการได้ออกมาใช้ชีวิตโดยปราศจากการดูแลใกล้ชิดจากคุณพ่อคุณแม่ ทำให้มีอิสระอย่างเต็มที่ในการใช้เงิน ผมฟุ่มเฟือยไปค่อนข้างมากกับการใช้จ่ายไร้สาระ แต่ถ้าไม่มีวันนั้นเป็นตัวอย่าง วันนี้ผมก็คงจะยังใช้จ่ายไร้สาระเช่นกัน แต่มันก็ทำให้ผมเริ่มหลงรักการมีชีวิตอย่างอิสระเข้าให้แล้ว อย่างน้อยก็คงมีส่วนในการสร้างนิสัยรักการผจญภัยในตัวผม
เป็นครั้งแรกที่ผมซื้อบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์จากร้านสะดวกซื้อด้วยตัวเอง ผมดื่มกับเพื่อนจนเมาได้ที่และไปลื่นล้มในห้องน้ำ ทำให้ตระหนักได้ถึงความอันตรายของการไร้สติสัมปชัญญะ
และเป็นครั้งแรกหลังจากแตกเนื้อหนุ่มที่ผมได้ออกมาในโลกที่ไม่ใช่โรงเรียนประจำชายล้วน ครั้งนั้นผมได้เจอผู้หญิงจากโรงเรียนอื่นที่มาร่วมโครงการภาคฤดูร้อนกัน ผมจีบผู้หญิงครั้งแรก และมีแฟนครั้งแรกในชีวิตที่นี่ ความรักแบบ Puppy love มันช่างน่ารัก และทำให้กระชุ่มกระชวยหัวใจดีนัก มันทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเองเวลาอยู่ใกล้คนที่เราชอบ แต่ไม่นานวันความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไป ความสัมพันธ์จบลง...และเริ่มใหม่...
ที่สำคัญที่สุดคือการได้ใช้ภาษาจีนอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
เพราะความจำเป็นในการสื่อสาร ทั้งการทักทาย สั่งอาหาร ถามทาง และอื่น ๆ แรกเริ่มผมรู้จักแค่ หนีเห่า (你好) เซี่ยเซี่ย (谢谢) ตุ้ยปู้ฉี (对不起) ตัวเส่าเฉียน (多少钱) ที่แปลว่า สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ และราคาเท่าไร จึงต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่อยู่ไปสักสัปดาห์หนึ่ง ผมก็เริ่มรู้วิธีพูดขอเหล่าซือไปเข้าห้องน้ำ วิธีถามห้องน้ำ หรือคำจีนที่แปลว่ากระดาษทิชชู่ สัปดาห์ที่สองผมเริ่มฟังแบบจับใจความในห้องเรียนได้บ้าง และพูดคล่องขึ้นอยู่นิดหน่อย
จากที่เคยฟังคนพูดถึงจีนในทางที่ไม่ดี ส่วนมากจะบอกว่าคนจีนเสียงดังไม่มีมารยาท หรือห้องน้ำสกปรก ซึ่งผมไม่เถียงเลย เพราะถ้ามองจากมุมของคนไทยเราที่ได้รับ soft power จากทางตะวันตกก็ต้องเห็นว่าจีนไม่ดีแน่ แต่ตอนนั้นผมอยู่ไปอยู่มาดันชอบเข้าเสียแล้ว เพราะนอกเหนือจากข้อเสียที่คนพูดกัน ก็ยังมีด้านดี ๆ ให้มองอยู่อีกมากมาย ซึ่งผมได้เรียนรู้และซึมซับมาและติดใจ
เหนือสิ่งอื่นใด มันทำให้ผมรู้สึกชอบการใช้ชีวิตอย่างอิสระคนเดียวในต่างประเทศ และตัดสินใจได้ว่าผมจะต้องกลับมาเรียนที่นี่อีกครั้ง
ผมเลือกเรียนโปรแกรมศิลป์-ภาษาจีนในช่วงมัธยมปลาย พร้อมกับเรียนเพิ่มเติมภาษาจีนแบบมีเป้าหมาย และลองไปเข้าร่วมโปรแกรมเรียนภาษาฤดูร้อนที่ปักกิ่งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผมตั้งใจจะขอทุนรัฐบาลจีนให้ได้อย่างแน่วแน่ จนผมตัดสินใจไม่ได้สอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในไทยเลย ไม่ได้สอบ GAT/PAT ไม่ได้สอบ 9 วิชาสามัญ ไม่ได้สอบแข่งขันกับใครที่ไหนที่มีความคิดว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลให้ได้สักแห่ง ไม่ต้องมานั่งเครียดเรื่องผลสอบ หรือมานั่งลุ้นกับเว็บไซต์ประกาศผลคะแนนที่เซิร์ฟเวอร์ล่มบ้างดีบ้างแล้วแต่โชคเหมือนกับคนอื่น ๆ ในรุ่น
เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีตัวเลือกใหม่ที่ผมชั่งน้ำหนักดูแล้ว การมาที่เซี่ยงไฮ้จะให้ผลประโยชน์กับชีวิตผมได้มากกว่า
วันนี้ผมเลยอยู่ที่นี่ ที่เซี่ยงไฮ้ ได้ทุนรัฐบาลจีนอย่างที่ตั้งใจตามทางที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้น
จนในวันนี้ ผมได้กลับมาเยือนในที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของตัวผมในวันนี้ ยิ้มให้กับวันวาน และขอบคุณทุกประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นที่นี่
มีความทรงจำดี ๆ ที่มีความหมายต่อผมมากมาย และผมไม่เคยลืมเลย
เสียดายที่เวลาช่างสั้นนัก ไม่มากพอให้ผมกลับไปสวัสดีเหล่าซือที่เคยสอนผมซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ไม่น่าจะจำผมได้แล้ว ผมเปลี่ยนไปมากเหลือเกินจากวันนั้น
ผมเดินทางมาไกลเหลือเกิน
ความสุขในเวลานั้นช่วยเตือนใจผมให้นึกถึงความรู้สึกที่ทำให้ผมอยากมาเป็นนักศึกษาในจีน แรงบันดาลใจในช่วงนั้น จนผมละอายใจที่ตอนนี้มีบ้างบางขณะที่เริ่มท้อแท้กับการเรียนที่หนักหน่วงในที่ที่ผมมีความตั้งใจจะมาเอง
หวังว่าสักวันจะได้กลับมาอีกพร้อมกับน้องชายและเพื่อน ๆ ในวันนั้น





กำลังโหลดความคิดเห็น...