xs
xsm
sm
md
lg

เครือข่ายบุคลากรฯ ออกแถลงการณ์ขอยุติความรุนแรงใน รพ. ประณามคนก่อเหตุ เผย 7 ปีเกิด 51 ครั้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เครือข่ายบุคลากรสาธารณสุขฯ ออกแถลงการณ์ยุติความรุนแรงใน รพ. พร้อมประณามคนก่อเหตุรนแรงทุกรูปแบบ จี้รัฐสร้างระบบความปลอดภัย อย่าให้ รพ.เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยกับผู้ป่วยและบุคลากร เผย 7 ปี เกิด 51 เหตุการณ์ ตาย 10 ราย

วันนี้ (28 ส.ค.) เครือข่ายบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องการปฏิรูปฯที่เป็นธรรม ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 ขอให้ยุติความรุนแรงในสถานพยาบาล โดยระบุว่า จากกรณีการแชร์ภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จ.ชลบุรี มีภาพกลุ่มเจ้าหน้าที่ และ อส.ยืนล้อมชายคนหนึ่งที่อยู่บนเตียงคนไข้ ก่อนที่จะรูดม่านปิดและทำลักษณะคล้ายการทุบลงไปที่เตียงคนไข้ที่นอนบาดเจ็บอยู่บนเตียง ถือเป็นความรุนแรงในโรงพยาบาลที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง

จากข้อมูลย้อนหลัง 7 ปี เกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในโรงพยาบาล และหน่วยงานสาธารณสุข สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี 2555-2562 พบว่า มี 51 เหตุการณ์ แบ่งเป็นการทะเลาะวิวาท 18 เหตุการณ์ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ 19 เหตุการณ์ ทำลายทรัพย์สิน 1 เหตุการณ์ ก่อความไม่สงบ 1 เหตุการณ์ กระโดดตึก 6 เหตุการณ์ และอื่นๆ 6 เหตุการณ์ ผลจากความรุนแรงทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 13 ราย ประชาชน เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บ 43 ราย

เมื่อแยกเป็นรายปีและรายเขตสุขภาพ พบว่า ปี 2555 และปี 2557 ทั่วประเทศเกิดเหตุเพียง 1 ครั้ง ปี 2556ไม่เกิดเหตุ จนในปี 2558 เกิดเหตุ 7 ครั้ง ปี 2559 จำนวน 4 ครั้ง ปี 2560 จำนวน 10 ครั้ง ปี 2561 จำนวน 17 ครั้ง และในปี 2562 เกิดเหตุแล้วมากกว่า 11 ครั้ง จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันภัยคุมคามในโรงพยาบาลมีอันตรายมากที่สุด คือ จากบุคคลภายนอกเข้ามาใช้โรงพยาบาลเป็นสถานที่ก่อเหตุ หลายกรณีที่มีเหตุวิวาทจากพื้นที่อื่นแล้วมีคู่กรณีได้รับบาดเจ็บถูกส่งเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลก็มักจะมีเหตุตามมาทำร้ายซ้ำที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล หรือที่ รพ.สต. หลายครั้งความรุนแรงจากการใช้บริการอาจรอรับการตรวจนานเกินไป หรืออาจไม่ได้รับความประทับใจตามคุณภาพที่ต้องการ จนเกิดอารมณ์แสดงออกมาทางวาจา หรือทางร่างกายต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงาน

หรืออย่างกรณีที่มีกลุ่มคนร้ายยึดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่เป็นฐานยิงถล่มชุดปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) และจับหมออนามัยและลูกจ้างเป็นตัวประกันที่ชายแดนใต้ ทุกกรณีสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนผู้มารับบริการ และบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างยิ่ง

เครือข่ายฯ จึงขอแถลงการณ์ 5 ข้อ ดังนี้ 1. ขอประณามผู้ก่อความรุนแรงในโรงพยาบาล และหน่วยงานสาธารณสุขทุกกรณี 2. ขอให้รัฐสร้างระบบความปลอดภัยในโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับ ทั้งเรื่องเวรยาม กล้องวงจรปิด ระบความปลอดภัย และอัตรากำลังที่พอเพียง เพื่อความปลอดภัยของของผู้ใช้บริการและบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข 3. ขอให้รัฐเพิ่มอัตรากำลังบุคลากรในโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับ เพื่อให้มีบุคลากรเพียงพอที่จะดูแลคนไข้ จะได้ลดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง สร้างความพึงพอใจในการบริการมากขึ้น

4. ขอให้รัฐมีการอบรมส่งเสริมสมรรถนะของบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขในการจัดการความรุนแรง และการจัดการความขัดแย้งในโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุข และ 5. ขอให้รัฐมีการยกร่างระเบียบการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้น กรณีเกิดความรุนแรงต่อคนไข้ หรือความรุนแรงต่อบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ อย่าให้ความรุนแรงในโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุข ถูกยกระดับทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่ “เสี่ยงภัย” ต่อผู้ป่วย และบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข จนต้องปฏิบัติหน้าที่กันอย่างระแวง หวาดกลัวภัยอันตรายที่จะเข้ามาถึงตัวตลอดเวลา ทางเครือข่ายฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะตระหนักว่าโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุข ต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตความรุนแรง หรือสงครามก็ตาม โรงพยาบาลจะถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสำหรับทุกคนทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ทางกระทรวงเป็นห่วงมาก ที่ผ่านมาจึงได้มีการออกมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น ทั้งการปรับปรุงห้องฉุกเฉิน 2 ชั้น กันไม่ให้คนนอกเข้าไปในห้องฉุกเฉิน การจัดวางเวรยามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย การเพิ่มแสงสวาง การติดตั้งกล้องวงจรปิด การจัดบุคคลากรเข้าเวรอย่างเหมาะสมการงดเยี่ยมยามวิกาล ตลอดจนสั่งการยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผอ.รพ.ต่างๆ ให้มีการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สนับสนุนการตรวจตรา และการดำเนินคดี เป็นต้น

นพ.สุขุม กล่าวว่า แม้ว่าเราจะดูแลอย่างเข้มงวด แต่ก็ยอมรับว่ายังมีการเกิดเหตุการณ์ โดยเฉพาะช่วงหลังๆ มานี้เกิดเหตุการณ์ค่อนข้างถี่ โดยเฉพาะพื้นที่อีสาน จึงได้สั่งการให้มีการแยกผู้ป่วยซึ่งเป็นคู่กรณีในเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทไปรักษากันคนละรพ. เพื่อป้องกันเหตุอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุความรุนขึ้นเรียนว่าทางกระทรวงไม่อาจยอมได้ง่ายๆ เพียงแค่การนำกระเช้าดอกไม้มาขอโทษเท่านั้น เพราะต้องเรียนว่ารพ.เป็นสถานที่ราชการ การกรำความรุนแรงเป็นความผิดทางกฎหมาย กระทรวงจะส่งฝ่ายนิติกรลงไปช่วยพื้นที่ใยการดำเนินการฟ้องร้องทางอาญา และแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องมือแพทย์ต่างๆ ซึ่งการสรุปทางคดีจะช้า จนนึกว่ารพ.ปล่อยผ่านหรือไม่นั้น เรียนว่าไม่มีปล่อยผ่าน ยืนยันว่าดำเนินการทางกฎหมายทุกเคส และเริ่มมีคำตัดสินออกมาให้เห็นแล้ว เช่น ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และนครพนม

“อยากวิงวอนทุกๆ คน อย่าก่อความรุนแรงทุกรูปแบบในรพ. เพราะรพ.เป็นสถานที่ที่เอาไว้ช่วยชีวิตคน การก่อความรุนแรงในรพ. ไม่ได้กระทบกับแค่คู่กรณีเท่านั้น แต่กระทบกับผู้ป่วยที่รอการช่วยเหลืออยู่ หากการรักษาเกิดชะงักเพราะเหตุทะเลาะวิวาท เพราะเครื่องมือแพทย์ได้รับความเสียหาย ก็ทำให้ขาดโอกาสในการรักษาให้หาย หรือลดความพิการได้ ดังนั้นขอวิงว่าว่าอย่าทำ” นพ.สุขุม กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...