xs
xsm
sm
md
lg

“เสี่ยหนู” อาสาบินส่ง “คนไข้ฉุกเฉิน” เที่ยวแรก ลั่นต่อไปไม่ต้องควักจ่ายเอง จัดงบดูแลเฉพาะ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน อาสาขอบินขับส่งผู้ป่วยทางอากาศ หากมีเที่ยวปฐมฤกษ์ ลั่นต่อไปส่ง คนไข้ฉุกเฉิน ทางอากาศไม่ต้องเสียเงิน จัดงบประมาณดูแล หากไม่พอขอเพิ่มได้ พร้อมชวนนักบินจิตอาสามาร่วมช่วย สพฉ.ลงนามร่วม กพท.เพิ่มความปลอดภัยรับส่งผู้ป่วยทางอากาศนอกเขตสนามบิน

วันนี้ (28 ส.ค.) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือ การบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเฮลิคอปเตอร์ (Helicopter Emergency Medical Service : HEMS) ระหว่าง ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และนายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)

นายอนุทินกล่าวว่า บริการการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับไทย ส่วนมากอยู่ในภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐทำมากว่า 10 ปี เรียกว่า “Thai Sky Doctor” เป็นการบูรณาการทำงานจากหลายภาคส่วน เช่น สพฉ.เป็นผู้จัดให้มีระบบลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ สธ.สนับสนุนบุคลากร กระทรวงกลาโหมสนับสนุนอากาศยาน และภาคเอกชนช่วยสนับสนุนภารกิจ การลงนามความร่วมมือในวันนี้ ได้จัดทำข้อตกลง เพื่อคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนผู้ป่วยฉุกเฉินให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ. 2497 เรื่อง “การบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเฮลิคอปเตอร์” และ พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551

นายอนุทินกล่าวว่า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศ ที่ผ่านมาผู้ป่วยจะต้องจ่ายเอง แต่หลังจากนี้ไปการให้บริการดังกล่าวจะไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากขณะนี้ได้รับงบประมาณรัฐบาลเข้ามาสนับสนุน หากไม่เพียงพอก็ยังสามารถขออนุมัติเพิ่มเติมได้ เพราะเรื่องนี้เป็นการช่วยชีวิตประชาชน และเชื่อว่าการให้บริการด้วยเฮลิคอปเตอร์จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะต้องมีการสร้างเครือข่ายการบริการช่วยชีวิตผู้ป่วยทางอากาศมากขึ้น โดยจะเชิญชวนนักบินจิตอาสาที่มีความต้องการจะช่วยเหลือชีวิตคนเข้ามาร่วมโครงการนี้ ทั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับการให้บริการประชาชน สร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว เวลาเกิดเหตุวิกฤต อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเที่ยวปฐมฤกษ์ ขออาสาขับเป็นคนแรก

ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าวว่า ปฏิบัติการฉุกเฉินทางอากาศเริ่มตั้งแต่ปี 2552 โดยจนถึงวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา เคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศยานแล้ว 357 ครั้ง สถิติการรอดชีวิตสูงมาก โดยผู้ที่รับบริการเป็นผู้ป่วยวิกฤต เช่น โรคทางสมอง ระบบหายใจและอุบัติเหตุรุนแรง ซึ่งโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลหลายแห่งอาจไม่มีแพทย์เฉพาะ หากส่งผู้ป่วยฉุกเฉินทางบกเพื่อไปอีกโรงพยาบาลอาจไม่ทันเวลา ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตระหว่างทาง เช่น จากแม่ฮ่องสอนไปเชียงใหม่ รถใช้เวลา 6 ชั่วโมง แต่ทางอากาศยานจะใช้เวลาเพียง 30 นาที

ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าวว่า สำหรับรูปแบบการให้บริการแบ่งเป็น 4 กรณี ได้แก่ 1. การบินไปรับที่จุดเกิดเหตุ 2. การส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล 3. การลำเลียงทีมแพทย์และเวชภัณฑ์ และ 4. การลำเลียงอวัยวะ หลักเกณฑ์ที่จะขึ้นบิน จะต้องดูสภาพผู้ป่วยว่าเหมาะสมที่จะลำเลียงหรือไม่ โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณา สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ ความพร้อมยาน ทั้งนี้ กรณีแจ้งผ่าน สพฉ.แล้ว สพฉ.จะดูแลรับผิดชอบภายใต้กองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน โดยคิดอัตราชั่วโมงบินละ 4 หมื่นบาท ต่อ 1 เครื่องยนต์ เบื้องต้นงบประมาณของกองทุนการแพทย์ฉุกเฉินจะได้รับการสนับสนุนอยู่ที่ปีละ 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นประเทศไทย มีผู้ป่วยที่เข้าไปรักษาในห้องฉุกเฉิน ปีละ 35 ล้านครั้ง โดยโทรผ่านขอความช่วยเหลือสายด่วน 1669 ปีละ 1 ล้านครั้ง และมีผู้ป่วยใช้บริการชุดปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน 1.8 ล้านครั้ง มีผู้ป่วยวิกฤต 3 แสนครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินทางบก

นายจุฬากล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มการคุ้มครองความปลอดภัยต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ในการรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ณ ที่ขึ้น-ลงนอกเขตสนามบิน และเพื่อให้การปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน มีตัวบ่งชี้ในการขอรับบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเฮลิคอปเตอร์ ที่ถูกต้อง มีการปฏิบัติการบินภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสากล และที่สำคัญมีมาตรฐานบุคลากรและมาตรฐานอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตามมาตรฐานการให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อผลประโยชน์ในการช่วยเหลือชีวิตของประชาชน เพื่อขจัดปัญหาการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน และเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นสำคัญ






กำลังโหลดความคิดเห็น...