xs
xsm
sm
md
lg

“บุหรี่ไฟฟ้า” ใช้โซเชียลมีเดียเจาะตลาดขาย-เข้าถึงวัยรุ่น จี้รัฐประสานเฟซบุ๊ก ไลน์ ห้ามขาย-โฆษณา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นักวิชาการเปิดโปงเส้นทางแพร่ระบาดบุหรี่ไฟฟ้า ใช้โซเชียลมีเดียเจาะตลาดขาย เข้าถึงเยาวชน เสนอรัฐขอเฟซบุ๊ก-ไลน์ คุมเข้มห้ามขาย ห้ามโฆษณา คาดสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข 534 ล้านกว่าบาทต่อปี ไต้หวันเผยบุหรี่ไฟฟ้าทำเยาวชนสูบเพิ่ม แถมผันเสพกัญชา 3.4 เท่า เข้าสู่วงจรยาเสพติดเต็มตัว

ผศ.ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ ลอยสมุทร อาจารย์ประจำวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในการประชุมการขับเคลื่อนเชิงนโยบายการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย จัดโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ว่าจากการศึกษาสถานการณ์การแพร่กระจายผลิตภัณฑ์ยาสูบอิเล็กทรอนิกส์ในช่องทางการสื่อสารออนไลน์ ในช่วง ธ.ค. 2561 - พ.ค. 2562 พบว่า ผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้าใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียทุกประเภทเพื่อแพร่กระจายผลิตภัณฑ์ โดยพบมากที่สุด คือ เฟซบุ๊ก มีถึง 94 ไอดี คิดเป็นร้อยละ 26 รองลงมาคือ ไลน์ 86 ไอดี หรือร้อยละ 24 เว็บไซต์ 83 เว็บ ร้อยละ 23 อินสตาแกรม 62 ราย ร้อยละ17 และทวิตเตอร์ 32 ราย ร้อยละ 10 รวมทุกสื่อ จำนวน 357 ไอดี

“ผลกระทบที่เกิดจากการเปิดรับโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่บุหรี่ไฟฟ้า พบว่า ก่อความเชื่อผิด โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 34 เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่เสพติด ร้อยละ 32.2 เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ก่อมะเร็งปอด และร้อยละ 39 เชื่อว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้า คือ การสูบควันไอน้ำเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด ดังนั้น เพื่อการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ ภาครัฐควรขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ 2 ช่องทาง คือ Facebook Thailand และ Line Thailand โดยเฉพาะการห้ามโฆษณา การตลาดเพื่อจำหน่ายบุหรี่ทุกประเภท” ผศ.ดร.ศรีรัชกล่าว

ด้าน ภญ.ดร.อรลักษณ์ พัฒนาประทีป สาขาวิชาระบาดวิทยาคลินิกและชีวสถิติ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การประมาณค่าความสูญเสียที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้าในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข โดยการสร้างโมเดลเพื่อหาความสูญเสียจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ที่ถูกชักนำด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในขณะที่เป็นเยาวชน คำนวณในมุมสังคม ต้นทุนทางตรงทางการแพทย์ ต้นทุนทางตรงที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ และต้นทุนทางอ้อม พบว่า ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการรักษาและค่าเสียโอกาสในการเกิดโรคต่อปีเท่ากับ 534,571,710 บาท ซึ่งเป็นความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์และสุขภาพของเยาวชนและประชาชนไทยที่ต้องแบกรับภาระจากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม

ผศ.ดร.สุนิดา ปรีชาวงษ์ กลุ่มการวิจัยเพื่อการควบคุมยาสูบ คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ในสหรัฐอเมริกามีรายงานว่า การใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มนักเรียนมัธยมเพิ่มขึ้นร้อยละ 74 โดยเพิ่มจากร้อยละ 11.7 ในปี 2560 เป็นร้อยละ 20.8 ในปี 2561 การใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นสาเหตุของการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด, เกิดภาวะที่อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายระบบต่างๆ ภายในเซลล์ของร่างกาย, หัวใจเต้นเร็วขึ้น, ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการเสพติด ในปี 2560 มีรายงานการสังเคราะห์ความรู้จากงานวิจัยที่เป็นการศึกษาติดตามในระยะยาวเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด 9 เรื่อง ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างที่เป็นวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น 16,621 คน อายุระหว่าง 14-30 ปี พบว่า ผู้ที่เคยใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ ร้อยละ 30.4 ในขณะที่ผู้ไม่เคยใช้แนวโน้มที่จะเริ่มสูบเท่ากับ ร้อยละ 7.9 นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่เคยใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีโอกาสที่จะเริ่มต้นสูบบุหรี่ชนิดอื่นๆ มากกว่าผู้ที่ไม่เคยลองใช้เกือบ 4 เท่า

ผศ.ดร.สุนิดากล่าวว่า ส่วนกลุ่มผู้สูบบุหรี่พบว่า หากใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีโอกาสกลับไปสูบบุหรี่มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ถึง 4 เท่า ปัจจุบันมีการศึกษาเพิ่มเติมทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย โดยมีผลการศึกษาที่สอดคล้องกันว่า วัยรุ่นซึ่งยังไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนและลองใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มที่จะเริ่มสูบบุหรี่ในภายหลัง เช่น ไต้หวันมีกฎหมายควบคุมบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เมื่อปี 2561 โดยน้ำยาบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่มีนิโคตินจัดเป็นผลิตภัณฑ์ยาที่ผิดกฎหมาย และห้ามโฆษณาว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่ปราศจากนิโคตินเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเลิกบุหรี่ แต่ยังมีช่องว่างของกฎหมายทำให้เยาวชนยังหาซื้อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ได้โดยเฉพาะทางอินเทอร์เน็ตเช่นเดียวกับสภาพในประเทศไทย

“ไต้หวันเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยม 18,064 คน เปรียบเทียบระหว่างปี 2557 และปี 2559 พบว่านักเรียนที่เคยใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มที่เริ่มสูบบุหรี่ในภายหลังมากกว่าพวกที่ไม่เคยใช้ กลุ่มวัยรุ่นในไต้หวันมีแนวโน้มที่จะใช้ทั้งบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์และบุหรี่ธรรมดา เพิ่มจากร้อยละ 0.9 ในปี 2557 เป็นร้อยละ 1.6 ในปี 2559 ที่สำคัญมีความสัมพันธ์ระหว่างการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับการใช้กัญชาในกลุ่มที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาก่อนมีโอกาสที่จะสูบกัญชามากกว่าคนที่ไม่เคยใช้ 3.47 เท่า ยิ่งเยาวชนอายุน้อยและใช้ทั้งบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์และสูบบุหรี่ด้วย ยิ่งมีแนวโน้มที่จะสูบกัญชามากขึ้น” ผศ.ดร.สุนิดากล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...