xs
xsm
sm
md
lg

4 เรื่อง "ระบบการศึกษาท้องถิ่น" ต้องปรับตัว รับมือในศตวรรษที่ 21

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หลายครั้งที่เรารู้สึกว่าการศึกษาไทยย่ำอยู่กับที่ ทั้งที่จริงแล้ว ทุกอย่างเป็นโครงสร้างที่มีการพัฒนาต่อเนื่อง เพียงแต่ “เห็นผล” หรือ “ได้ผล” แค่ไหน ขึ้นอยู่กับมุมมองและข้อมูลที่ได้รับ ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง ภายในงานเสวนา “การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21” โดย มหกรรมการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 11 จ.ร้อยเอ็ด วิทยากร ได้แก่ รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ ดร.ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้สรุปใจความสำคัญ ดังนี้  

โลกเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ระบบการศึกษาท้องถิ่น ปรับตัวรับมืออย่างไร ???

รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ : ในฐานะ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่กำหนดคุณภาพการศึกษาที่เรากำหนดให้ เน้นคุณภาพที่เกิดกับผู้เรียน แต่เราต้องรู้ก่อนว่า ในศตวรรษที่ 21 จะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ 1 คนจะรู้หนังสือมากขึ้น  2 จำนวนคนเรียนสูงจะมากขึ้น แต่การเรียนสูงไม่ได้บ่งบอกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต เราผลิตเด็ก แต่เด็กที่เราผลิต มีทักษะการทำงานไม่เป็นไปตามที่เขาอยากได้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องการให้คนเรียนสูงเยอะขึ้น  3 รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการการศึกษา คนของเราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ผ่านสื่อออนไลน์ผ่าน 5 จี แต่สิ่งที่สำคัญสื่อเหล่นี้เด็กเราใช้เพื่อพัฒนาการเยนรู้ตัวเองได้แค่ไหน และต้องเรียนรู้อย่างถูกวิธี  4 เรียนรู้ตลอดเวลา ฯลฯ

ในมุมมองผมเราจะปั้นเด็กไปแบบไหน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำกับติดตามเด็กไปตามนโยบาย คุณลักษณะของเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 สิ่งแรกที่เราอยากเห็นคือ 1 .ความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ 2.มีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยให้คล่องในระดับอนุบาล 3.มีความสามารถด้านเทคโนโลยียีดิจิตอล เราต้องการอุปกรณ์ที่เข้าถึง  4.มีความสามารถในการเรียนรู้ไผ่รู้พัฒนาตนเอง แม้สื่อดีถ้าไม่สร้างอุปนินิสัยเรียนรู้เพื่อการพัฒนา สมรรถนะของเด็กต้องดี  5.ความมุ่งมั่นมานะะอดทนเป็นตัวของตัวเอง ภารกิจหลักมีคาวามคิดอ่านด้วยเหตุผล ไม่ชักจูงได้ง่าย สู่พลเมืองที่เข้มแข็ง ไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดี

6.มีจิตสาธารณะ ต้องถูกฝึก ร.10 พยายามให้คนไทยปลูกฝังจิตอาสามาตลอด 7.อยากเห็นคนไทยเป็นคนดี มีคุณธรรม และจริยธรรม 8.อยากเห็นเด็กถูกฝึกทักษะแก้ปัญหาและการตัดสินใจ เด็กจะรู้ว่าอะไรควรปรับปรุงแก้ไข 9.เด็กไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในเชิงเศรษฐกิจ อนาคตเด็กควรมีการสอนอาชีวะในสพฐ เรามีโครงการสอนอาชีวะในกรมสามัญ ถ้าเราผนวกกัน เมื่อเด็กจบแล้วมีอาชีพ ต้องสอนในเชิงสมรรถนะ และ10.อย่าทิ้งอัตลักษณ์ความเป็นไทย เราต้องปลูกฝังให้เด็กไทยรักความเป็นไทย อันนี้สำคัญ เราคอยส่งเสริมกำกับติดตาม มาตรฐานว่าการศึกษาธิการมอบหมาย คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถปฏิบัติได้ หรือปลูกฝังให้เด็กไทย เช่น ว่ายน้ำเป็นเพื่อลดการสูญเสียชีวิตในช่วงปิดภาคเรียน และควรผลักดันเป็นนโยบายด้านการศึกษาให้ได้

ศ.วุฒิสาร กล่าวว่า คิดว่าความท้าทายระบบการศึกษาไทย เราอาจเห็นใน World in Forum เคยพูดแล้ว การจัดการการศึกษาท้องถิ่น ผมมีความเชื่อพื้นฐานว่า ผมคิดว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้ขาดงบประมาณ งบประมาณการศึกษาไทย ปี 61 ได้งบประมาณจากรัฐบาลราว 5 แสนกว่าล้านบาท เมื่อเทียบกับสัดส่วนจีดีพีที่ 4.8 สูงกว่าญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ดังนั้นขาดงบประมาณไม่ใช่คำตอบ แต่เราขาดครูจริงไหม แต่ผมคิดว่าเราขาดการกระจายครู สัดส่วน 74 เปอร์เซ็นต์ ของระบบการศึกษาคือเลเบอร์ อินเทนซีฟ คือต้องใช้ครู ปัญหาเรื่องดิจิตอล เราใช้เอไอซึ่งขาดความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเก่งอย่างไร แต่เอไอไม่สามรถตอบได้ว่า ควรหรือไม่ควรทำอะไร หรือรู้กาลเทศะได้ ครูจึงต้องจัดบทบาทใหม่ ครูจะต้องปรับวิธีการใหม่ เพราะการขาดแคลนครูก็ไม่ใช่ปัญหา ครูต้องปรับบทบาทใหม่ และเราคิดว่า การจัดระบบการศึกษาเป็นภาระที่หนัก ซึ่งไม่ใช่ ข้อจำกัด

อีกเหตุผลหนึ่งคือ วันนี้การบริหารการศึกษาของเราติดอยู่ในกับดักเชิงโครงสร้าง การศึกษาระบบท้องถิ่นไม่ควรเดินตามข้อสังเกต เรามีสายระบบความสัมพันธ์ที่ยาวเกินขีดความสามารถของครู ต้องรายงานผลการศึกษา การจัดการศึกษาต้องส่งเสริมทั้งคนเก่งและคนไม่เก่ง เราควรต้องทำสายความรับผิดชอบให้สั้นเรา เราต้องทำให้ผู้ปกครองเป็นหุ้นส่วน ต้องช่วยกัน ผมคิดว่าเราอยากเห็นการศึกษา ต้องรับผิดชอบร่วมกันระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองด้วย

เราติดกับดักอยู่กับกรอบกฎหมายที่ ต้องทำนู้นนี่ไม่ได้ และมีมาตรฐานที่มาก ท้องถิ่นต้องกลับไปคิดใหม่ การศึกษาคำตอบอยู่ที่โรงเรียน โรงเรียนสำคัญที่จะทำให้การศึกษาประสบความสำเร็จหรือไม่ ระบบอื่นที่เป็นภาระ เช่น ทำรายงาน งัดผลจากความสำเร็จของโรงเรียน คุณภาพการศึกษาไทยจะวัดผลจากอะไร วัดที่ความเก่ง ดี หรือใช้ชีวิตรอด โจทย์การศึกษาไม่ใช่วัดแค่เด็กเก่ง เราต้องคิดเกณฑ์ประเมินแข่งกับตัวเอง คิดพัฒนาตัวเอง สร้างตัวชี้วัดที่เป็นเป้าหมายของชุมชน ท้องถิ่นสร้างอัตลักษณ์ให้เด็กในท้องถิ่น เด็กในชุมชนร้อยเอ็ดตกลงแล้วช่วยกันทำ นั่นคือหน้าที่ของครู เป้าหมายของการศึกษาท้องถิ่น 2 อย่าง คือ การศึกษาเพื่อความเสมอภาค และลดความเลื่อมล้ำ อย่ามองคนอื่น โรงเรียนในระดับท้องถิ่นคือ โรงเรียนที่รับเด็กทุกคนในท้องถิ่น หน้าที่ครูคือทำให้เด็กดีขึ้น ไม่ว่าเด็กจะมาจากไหน ฉะนั้นอย่าคาดหวังและอย่าเปรียบเทียบ แต่ควรเปรียบเทียบจากสิ่งที่เรามี เพื่อลดความเลื่อมล้ำ ไม่เลือกรับเด็ก ซึ่งการศึกษาระดับท้องถิ่นเลือกรับเด็กไม่ได้ เราต้องทำให้เด็กมีมาตรฐานที่ดี แล้วค่อยขยับการพัฒนาไป คุณภาพต้องทำให้คุณภาพของคนดีขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่การศึกษาระดับท้องถิ่นควรทำคือ 1.การศึกษาระดับท้องถิ่นควรจัดการศึกษาเพราะมีต้นทุนที่ดีแล้ว ท้องถิ่นมีความรับผิดชอบทางสังคม ต้องทำให้ดี  2.องค์กรท้องถิ่น มีความยืดหยุ่นและมีความเป็นเอกภาพ หัวใจสำคัญคือ มีอิสระที่คิดออกแบบ จัดการเรียนการสอน การค้นหาเด็กในโรงเรียนนั้น หัวใจสำคัญต้องมีเลนส์ที่ละเอียด จุดค้นหาที่เป็นข้ออ่อนของเด็ก เช่น ต้องหาเด็กพิเศษให้พบให้เร็ว เพื่อการรีบพัฒนา  3.องค์กรท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงการศึกษาไปให้ได้ ต้องจัดการเรียนการสอนให้เด็กสามารถใช้ชีวิตให้รอด หลักคิดคือเอาปัญหาของชุมชนเป็นฐานและให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตจริง ๆ และ 4.เราต้องขยายความคิดปรัชญา“เอ็ดดูเคชั่น ฟอร์ ออล” คือ ไม่ใช่การศึกษาเฉพาะนักเรียน แต่เพื่อทุกคน นั่นคือการศึกษานอกโรงเรียนตามอัธยาศัย นำไปสู่อาชีพ ท้องถิ่นควรรทำเรื่องการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน. เพื่อทำให้คนเกิดความรู้อยู่ตลอดเวลา กิจการทุกอย่างที่ต้องทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้

ถ้าเราเข้าใจปรัชญานี้ก็จะดีมาก  4 การศึกษาท้องถิ่น ช่วยลดความเลื่อมล้ำของคนได้ วันนี้ท้องถิ่นได้ลดปัญหาความเลื่อมล่ำในสังคมมากมาย เช่น เด็กมาจากครอบครัวยากจนแค่ไหนก็ต้องได้เรียนขั้นพื้นฐาน หรือแม้แต่เด็กต่างด้าวก็ยังได้มาเรียน ต้องบริหารจัดการให้ได้ ผมคิดว่าองค์กรท้องถิ่นควรช่วยกันกำหนดเป้าหมายร่วมกัน ต้องใช้โรงเรียนเป็น “คอมมูนิตี้ เซ็นเตอร์” เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน โรงเรียนท้องถิ่นต้องไม่มีรั้วของวัฒนธรรม อย่าง สพฐ.วันหยุดยาวคือไปเที่ยว แต่ครูท้องถิ่นคือวันหยุดคือการทำงานที่หนักที่สุด คนญี่ปุ่นทำ 7 ข้อ นอนเร็วตื่นเร็ว กินช้าวเช้าทุกวัน มีการพูดคุยกันในครอบครัว เด็ก ๆ ต้องทำการบ้านด้วยตัวเอง โรงเรียนและพ่อแม่จะสอนว่า เด็ก ๆ ตอนเช้ามีหน้าที่ทำอะไร กำหนดให้เด็ก ๆ ดูทีวีเล่นเกมส์ให้เป็นเวลา ช่วยกันตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ปกครองกับโรงเรียน เพราะผู้ปกครองคือหุ้นส่วนของการจัดระบบการศึกษา ถ้าทำได้ระบบการศึกษาระดับท้องถิ่นจึงจะไปได้ไกล

สำหรับแนวคิดการพัฒนาความเป็นครูและนักเรียน อนาคตชุมชนต้องรับผิดชอบต่อสถานศึกษาและสถานศึกษาต้องพึ่งชุมชน ตัวอย่างคนฟิลิปปินส์ชอบเรียนรู้มาก เขาบอกว่าการเรียนรู้ทำให้เขาพร้อมจะเปลี่ยนงาน ผู้เรียนในอนาคตของไทยจึงต้องมีทักษะที่หลากหลาย ไม่ว่าเราจะอยู่สังกัดไหนก็ตาม สถานศึกษาต้องสร้างเด็กที่พร้อมที่จะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนอนาคตเขาด้วยตัวเองได้ เด็กต้องมีทักษะหลากหลายด้าน เด็กควรทำงานในสิ่งที่ไมได้เรียนมาก็ได้ มีทักษะการคิด คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ได้ พัฒนาให้ผ่านกระบวนการบางอย่างทำให้เขาคิดสร้างสรรค์ได้ 2 คือ ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ไทย รู้ภาษาที่สามารถทำการค้ากับจีนก็ได้ ทักษะด้านภาษาทำให้เขาพร้อมเปลี่ยนงานใหม่ ถ้าแรงงานเราไม่สามารถสื่อสารภาษาที่สองได้ เราจะไปไม่ได้ไกล

3 ทักษะทางเทคโนโลยี อาชีพอาจารย์ที่ความมั่นคงต่ำสุดคือ อ.ในมหาวิทยาลัย แต่ครูอนุบาลไม่มีทางตกงานเพราะเด็กต้องสื่อสารและต้องเรียนรู้ผ่านคนก็คือคุณครู แต่เด็กมหาวิทยาลัยเขาสามารถเรียนรู้ผ่านโลกโซเชียลได้เอง 4 ทักษะการเรียนรู้ เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตได้ไม่จำกัด ครูต้องพิจารณาต้วเองว่าทำไมเด็กไม่เรียนรู้ในห้องเรียน แต่เวลาเรียนชอบเล่นไลน์กับเฟสบุค อนาคตทักษะนี้จะทำให้เด็กเรียนรู้อะไรก็ได้ที่เขาสนใจ เพราะเขามีสกิลอยู่ในตัวเอง เราต้องคิดว่า เด็กจะทำอะไรได้บ้างกับสิ่งที่เขาเรียน เรียนแล้วเอาทักษะนี้ไปใช้อะไรได้บ้างในชีวิต

5 ทักษะการทำงานเป็นทีม สังเกตกีฬาที่ไทยเป็นแชมป์โลกได้ล้วนเป็นกีฬาที่เด็กคนเดียว เช่น มวย ยกน้ำหนัก หรือ กีฬาอะไรก็ตามที่คนไทยไม่เสียเปรียบด้านรูปร่างมีสิทธิ์เป็นแชมป์ได้หมด เราจึงไม่ควรทำให้เด็กเสียโอกาส เด็กต้องคิดวิเคราะห์ได้ว่าตัวเองชื่นชอบอะไร แล้วครูและผู้ปกครองส่งเสริมผลักดันให้เด็กมุ่งไปทางนั้น  6 ทักษะภาวะผู้นำ เด็กต้องกล้าแสดงความคิด กล้าบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ถ้าเราสร้างเด็กให้มีทักษะหลากหลายได้ ไม่ว่าจะกี่ยุค ไม่ว่าทักษะการคิด เชิงสร้างสรรค์

7 ทักษะการแก้ไขปัญหาและตัดสินใจ ต้องคิดวิเคราะห์อันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตนได้หากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เห็นคนจมน้ำ แล้วตัวเองว่ายน้ำได้ก็อยากไปช่วย แต่ไม่ได้พินิจพิเคาราะห์ได้ว่า มีพายุกำลังเข้า อากาศแปรปรวน ควรลงไปช่วยหรือใช้วิธีไหนดี เด็กๆ ต้องคิดวิเคราะห์ได้  8 ทักษะมนุษย์สัมพันธ์ ในครอบครัวต้องพูดคุยกัน อย่าสนใจโซเชียลมากนัก เวลาเกิดไฟไหม้มีการติดป้ายว่า เมื่อไฟไหม้อย่ามัวถ่ายรูป 9 ทักษะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง คนไทยอย่าเชื่อง่าย อย่าแชร์อย่างไม่มีเหตุผล

ถ้าเด็กพร้อมเขาจะเปลี่ยนงานเมื่อมีโอกาสได้ คุณสมบัติที่โรงเรียนต้องทำคือ ต้องมีนวัตกรรม มีการใช้กระบวนการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา มีการจัดการเรียนรู้การสอน โรงเรียนต้องปรับตัวและยืดหยุ่นและพร้อมยอมรับคามเปลี่ยนแปลงที่จัดการได้ โรงเรียนต้องเชื่อมสัมพันธ์แนวระนาบกับชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นเจ้าของโรงเรียน เป็นต้น และต้องเป็นการบริหารจัดการองค์กรท้องถิ่นให้โปร่งใส คนจะไว้ใจ

ดร.ตวง กล่าวว่า โอกาสแห่งการเรียนรู้ ศตวรรษที่ 21 เราจะสามารถใช้โอกาสแห่งการเรียนรู้ได้จริงหรือเปล่า ต้องยอมรับว่า การศึกษาสร้างคน สร้างชุมชน และสร้างชาติในศตวรรษที่ 21 มันจะไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะโลกเปลี่ยน นโยบายรัฐบีบ วันหนึ่งในอดีต โลกเปลี่ยนไปเป็นใช้เอไอไปแล้ว ในอดีตผู้ปกครองส่งธนาณัฐให้ลูกนำไปจ่ายค่าเทอม แต่ยุคนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้เราส่งไลน์แทนจดหมายแล้ว ตอนนี้เรามีหมอที่เป็นเอไอแล้ว เราจะสามารถอยู่กับโลกที่เปลี่ยนได้ไหม

โลกเปลี่ยนชีวิตต้องเปลี่ยน ในอดีตยุคสองจี โทรเลข ธนาณัติเลิก ต่อไปยุค 5 จี มีทั้ง fintech / block chain /digital/ business / robot ในอนาคตเราต้องไปสร้างนวัตกรรมก็ได้แม้ไม่ต้องจบปริญญา แต่ขอให้สร้างสิ่งใหม่ ๆ ได้ ในระบบโรงเรียนเด็กๆ ต้องสังเกตตัวเองว่า การเรียนเรียนอะไรแล้วชอบ เรียนไประยะหนึ่ง เมื่อค้นพบสิ่งที่ชอบ หยุดเรียนฝากหน่วยกิตไว้แล้วไปทำงานก่อนได้ ในรูปแบบอาชีพ ดังคำพูดที่ว่า “ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้“ หรือ “ทัศนคติสำคัญกว่าไอคิว และความฉลาด” โลกของการศึกษาในอนาคต คือ 1 การจัดการศึกษาคือการพัฒนาและเตรียมคนให้ไปอยู่ได้ใน สังคมอินเทอร์รับชั่นได้  2 การจัดการศึกษาคือการพัฒนาคน ให้เต็มศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวของผู้เรียน  3 ประหนึ่งว่า นกต้องอยู่บนฟ้า ปลาต้องอยู่ในน้ำ จึงจะเป็นอัจฉริยะ และเราต้องเชื่อว่าเด็กทุกคนสมารถเรียนรู้ได้ เด็กทุกคนมีความฉลาดที่แตกต่างกัน โรงเรียนต้องหาทางบ่มเพาะสติปัญญาหรือความฉลาดที่แตกต่างกันของปัจเจกโดยอาศัยวิธีการที่สมดุลย์ เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เมื่อโลกเปลี่ยน เกิดปฏิวัติโลก เกิดระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน เกิดปัญญาประดิษฐ์และการตัดสินใจ เกิดอินเตอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง การเรียนรู้ในศตวรรษใหม่ไม่ได้พูดถึงปริญญา แต่พูดถึงความเก่งในตัวเด็กแต่ละคน เราในฐานะครูผู้สอนจะทำอย่างไร เราต้องพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ต้องถามเด็กว่าเขาจะเป็นอะไร อยากเรียนอะไร เช่น เขาอยากเป็นนักฟุตบอลก็ไม่ต้องเก่งด้านฟิสิกซ์ ชีวะ เราต้องหาศักยภาพของเด็กแล้วดึงความเก่งนั้นออกมา เราจึงต้องเปลี่ยนวิชาการ

เราจึงต้องเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา เช่น เก่งวาดรูป ค้นพบศักยภาพที่อยู่ในตัวเด็ก เกิดการศึกษาตามอัธยาศัยในสาขาอื่น ๆ ทำอย่างไรจะค้นพบ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการเรียนการสอน ครูต้องค้นหา ในศตวรรษที่ 21 จะไม่อยากได้เด็กเก่ง ชีวะ ฟิสิกข์โดดๆ แต่อยากได้คนที่มีทักษะทำงานร่วมกับคนอื่นได้ คิดเป็น ออกแบบเป็น รู้จักควบคุมสติและอารมณ์ และทำงานข้ามวัฒนธรรมได้ จึงต้องพูดกับคนกันเองรู้เรื่อง เราลืมวิชาชีวิตของเราไป เด็กต้องเรียนรู้วิชาชีพและวิชาชีวิตด้วย คือต้องมีทักษะชีวิตคือซอฟท์สกิล ต้องฝึกให้เด็กรู้จักอดทนอดกลั่น สอนให้เด็กรู้ว่าเด็กเป็นใคร ชอบอะไร เรายังไม่มี เราต้องฝึกให้เด็กรู้จักการยอมรับสังคมที่แตกต่าง

  เมื่อเรารู้ว่าเด็กเชี่ยวชาญเฉพาะอะไร โรงเรียนต้องสอนตอบโจทย์ให้ได้ ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของชาติ สิ่งสุดท้ายถ้าโลกเป็นแบบนี้ องค์กรส่วนท้องถิ่นหากจัดการการเรียนการสอนตัวเองได้ อยากให้เราเข้าใจระบบการศึกษาก่อน ไม่ได้หมายถึงแค่ในโรงเรียน แต่หมายถึงบริษัทห้างร้าน ชุมชน ทุกอย่างถูกตีเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ เราสามารถเปลี่ยนไปเรียนในสถานประกอบการ ไปสอนในสถานที่ที่เด็กสนใจจะเกิดกระบวนการการเรียนรู้ทีเด็กสนใจ และเรียนรู้ได้เร็วเพราะเขาชอบ 

ไม่มีเครื่องมือใดดีไปกว่า ระบบการศึกษา ระบบการศึกษาสร้างคนและสร้างชุมชนได้ อย่าคาดหวังปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองไทย เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...