xs
xsm
sm
md
lg

การอ่านจะเป็นสิ่งเดียวที่คงความเป็นมนุษย์ !/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ช่วงปิดเทอมปีนี้ของลูกชายดิฉันทั้งสองคน ที่เรียนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน แล้วกลับมาบ้าน เป็นช่วงปีที่ต้องถือว่าเป็นการฝึกงานหรือมาช่วยงานแม่แบบเต็มตัว “ในโครงการลับสมองประลองปัญญาสรรหาหนูน้อยนักเล่านิทาน ครั้งที่ 14” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นโครงการสรรหาหนูน้อยนักเล่านิทานอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วงอายุ 4-9 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่และโอกาสให้เด็กจากทั่วทุกภูมิภาคได้แสดงความสามารถโดยมีหนังสือนิทานเป็นสื่อ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน

ภายหลังจากเดินทางสัญจรไปทั่วทุกภูมิภาค จนได้ตัวแทนหนูน้อยนักเล่านิทานแต่ละภูมิภาคก่อนจะไปพบกันในรอบสุดท้ายวันที่ 17-18 สิงหาคม 2562 ณ หอสมุดแห่งชาติ เจ้าลูกชายคนโต “สรวง สิทธิสมาน” ที่มาช่วยงานเป็นพิธีกรคู่ สลับกับการเป็นช่างภาพ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และสิ่งที่เขาเก็บเกี่ยวจากหนูน้อยนักเล่านิทานในครั้งนี้ กลายมาเป็นบทความชิ้นนี้ค่ะ
………………………………
ผมเคยเป็นคนไม่ชอบเด็ก ด้วยความที่รู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้ว “ยัง” แต่คงเพราะความเป็นเด็กของผม ทำให้ผมปรารถนาที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่

แต่หลังจากกลับมาอ่านหนังสือเรื่อง “เจ้าชายน้อย” อีกครั้งในวัย 20 ปี ทำให้ผมหวนกลับไปคิดถึงความไร้เดียงสาในครั้งที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ เมื่อพบว่าความเป็นเด็กนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ผู้ใหญ่ทุกคนมักจะมองโลกด้วยเหตุผลโดยปราศจากจิตใจ ซึ่งตรงข้ามกับเด็ก ๆ

ประกอบกับที่คนรอบตัวผมล้วนเป็นคนชอบเด็ก มักจะมองว่าเด็กน่ารัก รวมถึงคุณแม่ของผมเองก็ทำงานเกี่ยวกับเด็ก อยู่ในวงการที่ต้องคลุกคลีกับเหล่าเด็ก ๆ ผมจึงเริ่มได้ซึมซับพลังความรักเด็กเข้ามาในตัว และตอบรับคำชวนของคุณแม่ที่จะให้ผมมาเป็นทีมงานในกิจกรรมที่คุณแม่ผมของได้จัดขึ้น

ผมได้ทำหน้าที่สลับทั้งเป็นช่างภาพและพิธีกรใน “โครงการลับสมองประลองปัญญา สรรหาหนูน้อยนักเล่านิทาน ครั้งที่ 14" ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นงานประกวดเล่านิทาน เพื่อเฟ้นหาสุดยอดหนูน้อยนักเล่านิทาน ที่มีความเป็นธรรมชาติ และสมวัย

ปีก่อน ๆ หน้านี้เคยแวะมาช่วยงานบ้างเป็นครั้งคราวเมื่อมีเวลา ซึ่งต่างจากรอบนี้ ที่ผมและน้องชายต้องสัญจรไปทั่วทุกภูมิภาคในประเทศ ได้แก่ ขอนแก่น เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช โดยช่วยงานอย่างเต็มอัตรา และขอกระซิบเบา ๆ ว่าได้เงินเต็มอัตราด้วย...อิอิ...

ด้วยความที่ผมเป็นพิธีกร ผมจึงต้องพูดคุยหยอกล้อกับเด็ก ๆ ที่ขึ้นมาเล่านิทานบนเวที ซึ่งก็มีอยู่หลายครั้งที่เด็ก ๆ ไม่เข้าใจคำถามที่ผมถาม หรือ “มุก” ที่ผมเล่นด้วย ประมาณว่า “มุกแป้ก” นั่นแหละ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผมพบว่า
การจะเข้าไปคุยกับเด็ก เราควรจะลดตัวลงไปให้เท่ากับเด็ก ย่อลงไปให้เตี้ยเท่าเด็ก คุยภาษาเดียวกับเด็ก ปฏิบัติเหมือนเราเป็นเพื่อนเด็ก เท่าเทียมกับเด็ก เด็กจึงจะลดความประหม่า และกล้าที่จะคุยกับเรามากขึ้น

ยกตัวอย่าง ครั้งหนึ่งผมเคยหยอกล้อกับน้องอายุ 4 ขวบเศษ โดยเล่นมุกเกี่ยวกับ "แฟน" ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ความรักในรูปแบบที่เด็ก 4 ขวบยังไม่เข้าใจ ทำให้น้องยืนอึ้งไม่กล้าพูดอะไร และทำให้คุณแม่ของผมต้องมากระซิบว่าการตั้งคำถามกับเด็กต้องคำนึงถึงวัยและความเหมาะสมด้วย

การที่เราจะคุยกับเด็ก ไม่ว่าจะหัวข้อใด เราต้องเข้าใจระบบความคิด จิตใจ และการทำงานของร่างกายเด็กด้วย
ในกรณีนี้ ที่ผมถามน้องเกี่ยวกับคำว่า "แฟน" ซึ่งสำหรับเด็กวัย 4 ขวบเศษ ที่ยังไม่ทันหลั่งฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน หรือเอสโตรเจน ก็คงจะยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการดึงดูดของเพศตรงข้ามแน่นอน ถ้าพูดเรื่องความรักแล้ว ความรักที่เด็กตัวน้อยมีและเข้าใจมันได้ดีที่สุด คือความรักที่มีต่อพ่อแม่ หรือคนในครอบครัว ซึ่งหากผมเปลี่ยนคำถามที่ถามเรื่อง "แฟน" มาถามเรื่องพ่อแม่แทน เด็ก ๆ คงจะมั่นใจที่จะตอบคำถามมากกว่านี้

พูดถึงเรื่องผู้ใหญ่จะคุยกับเด็กต้องเข้าใจสถานะของเด็กและคุยด้วยภาษาของเด็กนี้ คิด ๆ ไปแล้วก็คล้าย ๆ กับผู้ใหญ่จะคุยกับวัยรุ่นนะครับ ต้องเข้าใจบริบทของวัยรุ่นยุคนี้ และคุยกับวัยรุ่นด้วยภาษาของเขาตามบริบทของเขาเหมือนกับผู้ใหญ่เป็นวัยรุ่นเสียเอง ถ้าทำได้แบบนี้ หรือพยายามทำได้แบบนี้ ความแตกต่างทางความคิดทางความเชื่อระหว่างคน 2 รุ่นที่เกิดขึ้นทั่วไปในขณะนี้อาจจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ได้นะครับ

เอ้า...นอกเรื่องไปนิด...

กลับเข้าสู่ประเด็นงานลับสมองประลองปัญญาสรรหาหนูน้อยนักเล่านิทานครั้งที่ 14 ต่อละกัน...

ตั้งแต่ได้ทำงานนี้ ตั้งแต่ต้นจนใกล้จะจบในรอบชิงชนะเลิศวันที่ 17-18 สิงหาคมนี้แล้ว ผมได้เจอน้อง ๆ คนเก่งมาแล้วประมาณ 400-500 คน ซึ่งแต่ละคนก็มีความน่ารักสดใสในรูปแบบที่แตกต่างกันไป บางคนมาจากโรงเรียนวัด บางคนมาจากโรงเรียนอินเตอร์ บางคนเรียนแบบบ้านเรียน (Home School) บางคนมาจากโรงเรียนหญิงล้วน บางคนก็โรงเรียนชายล้วน แต่สิ่งที่เด็ก ๆ ในโครงการนี้ ที่ไม่ว่าจะมาจากไหน อายุเท่าไร เกือบทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือพ่อแม่คุณภาพ ที่ส่งเสริมการอ่านให้กับเด็ก ๆ และเอาลูกเป็นตัวตั้ง บางคนขับรถข้ามจังหวัดมาเพื่อขึ้นเล่านิทานแค่ไม่ถึง 5 นาที

ผมเห็นมีเด็กบางคนมาจากจังหวัดที่ไกลมาก แม้จะไม่ได้เข้ารอบ แต่พ่อแม่ก็กอดลูกและให้กำลังใจ เป็นภาพที่น่าประทับใจ แถมยังบอกว่าปีหน้าจะมาใหม่ด้วย

มันแทบไม่เหมือนเป็นบรรยากาศการแข่งขันเลย

และมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าเป็นประโยชน์มากคือ พ่อแม่ผู้ปกครองเกือบทุกคน หรือคุณครูบ้างที่เล่านิทานให้เด็กเหล่านี้ฟังเป็นประจำ จนถึงวันที่เด็ก ๆ เหล่านี้มาเล่านิทานให้ผู้ใหญ่ฟัง

สำหรับเด็กอายุเท่านั้น การได้ขึ้นมายืนบนเวทีที่มีผู้ชมอยู่มากพอสมควรก็ถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว ผมอายุเท่านี้ ขึ้นเป็นพิธีกรยังมีประหม่าอยู่บ้างเลย นับประสาอะไรกับเด็ก ๆ ล่ะครับ ให้ผมนึกย้อนไปตอนที่อายุเท่านั้น ผมจะกล้าแบบน้อง ๆ เหล่านี้ไหม

การที่ผมได้อยู่คลุกคลีทำงานกับเด็ก ๆ มากขึ้น นอกจากจะทำให้ชีวิตผมมีความ “มุ้งมิ้ง” มากขึ้นแล้ว ยังทำให้ผมเห็นถึงความสำคัญของการเข้าใจเด็ก ถึงแม้จะเป็นเด็กใน Generation ใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตเรามากมาย แต่การอ่านคือสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดในยุคที่ AI กำลังจะมาแทนที่แรงงาน

การอ่านจะเป็นสิ่งเดียวที่คงความเป็นมนุษย์ !

กระนั้นแล้ว เราไม่ควรปลูกฝังให้ลูกหลานเราอ่านหนังสือหรือ ?




กำลังโหลดความคิดเห็น...