xs
xsm
sm
md
lg

วิตามินเสริม จำเป็นสำหรับเด็กจริงหรือ?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่าการมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงเป็นผลมาจากการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนอย่างเพียงพอในแต่ละวัน แต่สำหรับเด็กๆแล้วสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาสนใจ จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่ต้องพยายามทำทุกวิถีทางให้ลูกๆรับประทานอาหารดีๆที่เตรียมไว้ได้หมดจาน

ถึงแม้ว่าในที่สุดแล้วเด็กอาจจะรับประทานได้มากบ้างน้อยบ้างในแต่ละมื้ออาหาร แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ยังคงมีความกังวลใจอยู่ดี เพราะกลัวว่าลูกจะไม่เติบโตแข็งแรงอย่างที่ควรเป็น จึงมักมองหาตัวช่วยที่น่าจะทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น วิตามินเสริมสำเร็จรูปที่วางขายในท้องตลาดซึ่งมีสารพัดรูปแบบก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย แต่คำถามคือ วิตามินเสริมสำหรับเด็กมีความจำเป็นแค่ไหน?

โดยปกติคนเราจะได้รับคุณค่าทางอาหารที่จำเป็นจากส่วนประกอบของอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ข้าว ขนมปัง ผักและผลไม้ต่างก็มีสารอาหารมากกว่าหนึ่งชนิดในปริมาณที่แตกต่างกัน ทั้งที่เป็นสารอาหารหลักสำหรับเสริมสร้างกล้ามเนื้อและให้พลังงานแก่ร่างกาย และสารอาหารรองที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย การรับประทานอาหารที่แตกต่างกันทั้งประเภทและปริมาณของอาหารย่อมทำให้ร่างกายได้รับคุณค่าที่จำเป็นมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละวัน

ขณะที่เด็กมักเลือกรับประทานเฉพาะอาหารที่ชอบมากกว่าอาหารที่มีความหลากหลาย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับสารอาหารที่เพียงพอในทุกมื้ออาหาร โดยเฉพาะสารอาหารจำพวกวิตามินซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่จำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหารหรือการสังเคราะห์จากภายนอกเท่านั้น ทำให้เด็กมักมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับวิตามินชนิดต่างๆอย่างเพียงพอ จนอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญา ระบบภูมิคุ้มกันหรือกลไกในการทำงานของร่างกายส่วนต่างๆ

คุณพ่อคุณแม่พึงเข้าใจว่า วิตามิน (Vitamins) จัดเป็นสารอาหารรองที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิตามินจำนวนมากมายหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งแต่ละชนิดซึ่งมีอยู่ในอาหารที่หลากหลายต่างก็มีประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกันไป หรืออาจแบ่งประเภทของวิตามินตามคุณสมบัติการละลาย ซึ่งประเด็นนี้เองที่คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องคำนึงถึง เพราะการให้วิตามินเสริมโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เด็กรับวิตามินในปริมาณมากจนเกิดการสะสมในร่างกายและเป็นอันตรายต่อเด็กได้ กล่าวคือ

ประเภทแรก เป็นวิตามินที่มีคุณสมบัติละลายได้ในน้ำ (Water-soluble) สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและกำจัดส่วนเกินออกจากร่างกายได้อย่างรวดเร็วโดยการขับถ่ายตามปกติ ทำให้ไม่มีการสะสมตกค้างในร่างกาย แต่ก็ไม่สามารถเก็บสะสมเอาไว้ใช้ได้ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดวิตามินที่จำเป็น จึงต้องรับประทานอาหารที่มีสารอาหารในกลุ่มนี้อย่างเพียงพอเป็นประจำ ตัวอย่างวิตามินในกลุ่มนี้ คือ

- วิตามินบี (The B Vitamins) แบ่งเป็นหลายชนิด โดยมีส่วนสำคัญที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง รวมทั้งช่วยในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับร่างกาย ได้รับจากการรับประทานผักใบเขียว ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช ถั่ว ไข่และเนื้อสัตว์

- วิตามินซี (Vitamin C) มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย การซ่อมแซมความเสียหายของผิวหนังและเนื้อเยื่อ รวมถึงการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ได้รับจากการรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจำพวกส้ม สตรอเบอรี่ หรือมะนาว ผักจำพวกบรอคโครี่ ปวยเล้ง หรือพืชจำพวกถั่ว

ประเภทที่สอง เป็นวิตามินที่มีคุณสมบัติละลายได้ในไขมัน (Fat-soluble)สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและเก็บสะสมไว้ใช้ในส่วนของชั้นไขมัน ซึ่งมีข้อจำกัดในการกำจัดส่วนเกินทำได้ยาก หากได้รับในปริมาณที่เกินความต้องการอาจตกค้างในร่างกายและมีผลเสียต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ การใช้วิตามินเสริมจึงจำเป็นต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ตัวอย่างวิตามินในกลุ่มนี้ คือ

- วิตามินเอ (Vitamin A) มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานของร่างกาย การดูแลผิวพรรณและการบำรุงสายตาที่ช่วยการมองเห็นในเวลากลางคืน ได้รับจากการรับประทานพืชที่มีสีออกสีเหลืองจำพวก ฝักทอง แครอท มะม่วง แคนตาลูป ผักใบเขียว รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมและไข่

- วิตามินดี (Vitamin D) มีส่วนช่วยในการควบคุมการดูดซึมแคลเซียมซึ่งใช้ในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินที่ช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด ได้รับจากการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมและไข่ รวมถึงเนื้อปลาจำพวกแซลมอนที่มีไขมันชนิดดีสูง

จะเห็นได้ว่าวิตามินตามที่ยกตัวอย่างมานั้น หากสามารถรับประทานอาหารที่หลากหลายในปริมาณที่เพียงพอได้ก็จะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวิตามินเสริมสำเร็จรูปให้ต้องเป็นกังวลต่อผลข้างเคียงแต่อย่างใด ที่สำคัญคือ โดยปกติแล้วมื้ออาหารที่ประกอบไปด้วยพืชผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์นี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหารตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถนำมาสังเคราะห์ในกระบวนการผลิตวิตามินหรืออาหารเสริมสำเร็จรูปได้อีกด้วย

ส่วนในข้อกังวลใจที่ว่าเด็กมักรับประทานอาหารในแต่ละมื้อน้อยเกินไปนั้น คุณพ่อคุณแม่พึงเข้าใจว่าอาหารแต่ละชนิดมีประโยชน์มากน้อยแตกต่างกันไป ปริมาณการรับประทานก็อาจมีมากบ้างน้อยไปบ้างในแต่ละมื้ออาหาร พยายามมองในภาพรวมมากกว่ามองเจาะจงในแต่ละมื้ออาหาร สิ่งสำคัญคือ การผสมผสานอย่างเหมาะสมลงตัวและสร้างความสุขในมื้ออาหารให้กับเด็ก โดยอาจพิจารณาปรับใช้ตามแนวทางต่อไปนี้

1.ทำความเข้าใจและหาสาเหตุที่ทำให้เด็กรับประทานอาหารได้ไม่มาก เป็นไปได้ว่าอาหารไม่น่ารับประทาน รสชาติไม่ดี เบื่อการรับประทานอาหารซ้ำๆเดิมๆ หรือมีกิจกรรมอื่นคอยดึงดูดความสนใจระหว่างมื้ออาหาร

2.ให้รับประทานเวลาที่หิว จะช่วยให้รับประทานได้มากขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตและกำหนดเวลาระหว่างมื้ออาหารให้เหมาะสม ไม่ให้ทิ้งเวลาระหว่างมื้ออาหารนานเกินไปหรือใกล้เกินไป

3.ดูแลรายการอาหารในแต่ละมื้อให้มีความหลากหลายและครบถ้วน พยายามทำให้ตัวอาหารและภาชนะที่ใช้มีรูปลักษณ์และสีสันดึงดูดใจเด็กๆ

4.พยายามควบคุมจังหวะไม่ให้รับประทานช้าหรือเร็วจนเกินไป และควรให้หยุดรับประทานเมื่อรู้สึกว่าไม่หิวแล้ว เพราะหากให้รับประทานจนอิ่มมากเกินไป ก็อาจทำให้ไม่อยากรับประทานอาหารมื้อต่อไปอีก

5.เป็นไปได้ว่าในบางมื้อเด็กอาจไม่อยากรับประทานอาหารมากนัก ไม่จำเป็นต้องบังคับหรือหลอกล่อให้รับประทานจนหมดจาน พยายามมองในภาพรวมของแต่ละวันว่าเด็กได้รับสารอาหารที่เหมาะเพียงพอ

คุณพ่อคุณแม่สามารถลองใช้วิธีการข้างต้นดูก่อน โดยไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกตกใจและรีบไปซื้อหาวิตามินเสริมสำหรับเด็กมาให้ลูกๆในทันทีทันใด ทำความเข้าใจถึงสาเหตุและหาวิธีแก้ไข ติดตามพัฒนาการและสุขภาพของเด็กอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน เมื่อไม่แน่ใจก็ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อการตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำที่ถูกต้อง หากพบว่ากำลังอยู่ในภาวะขาดสารอาหารจนส่งผลต่อสุขภาพของเด็กเอง คุณหมออาจพิจารณาให้ทานวิตามินเสริมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ต้องไม่ลืมว่าถึงอย่างไรแล้วอาหารแต่ละมื้อนั้นสำคัญต่อเด็กมากที่สุด


กำลังโหลดความคิดเห็น...