xs
xsm
sm
md
lg

เปลี่ยนยารักษามาลาเรียขนานแรก ใน "ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี" หลังพบรักษาหายขาดต่ำกว่า 90%

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กรมควบคุมโรค เปลี่ยนยารักษามาลาเรียขนานแรก ใน 2 จังหวัด "ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี" จากยาไฮโดรอาร์ติมิซินิน เป็นยาอาร์ติซูเนต-ไพโรนาริดีน หลังพบยาเดิมอัตรารักษาหายขาดต่ำกว่าเกณฑ์องค์การอนามัยโลก เสี่ยงปัญหาวัณโรคดื้อยา

วันนี้ (24 ก.ค.) นพ.อัษฏางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า สถานการณ์โรคมาลาเรีย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 22 ก.ค. 2562 พบผู้ป่วย 3,279 ราย เป็นคนไทย 2,345 ราย หรือร้อยละ 72 เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งพบผู้ป่วย 4,243 ราย ถือว่า จำนวนผู้ป่วยลดลงร้อยละ 23 ทั้งนี้ จังหวัดที่พบผู้ป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ตาก ยะลา และกาญจนบุรี ส่วนชนิดของเชื้อที่พบส่วนใหญ่ คือ เชื้อไวแวกซ์ ร้อยละ 82 และเชื้อฟัลซิปารัม ร้อยละ 14 สำหรับพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่พบรายงานเชื้อมาลาเรียดื้อยา ได้แก่ ศรีสะเกษ พบผู้ป่วย 127 ราย แต่ลดลงร้อยละ 76 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียว และอุบลราชธานี พบผู้ป่วย 98 ราย ลดลงร้อยละ 71

นพ.อัษฏางค์ กล่าวว่า สำหรับการเฝ้าระวังประสิทธิภาพยารักษาโรคไข้มาลาเรีย ปี 2561 พบว่า ยาไฮโดรอาร์ติมิซินิน-ไปเปอร์ราควิน (DHA-PPQ) ที่ใช้รักษาผู้ป่วยมาลาเรียฟัลซิพารัมที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน มีอัตราการรักษาหายขาดร้อยละ 94.7 แต่พบว่า ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี รักษาหายขาด เพียงร้อยละ 81.8 และ 90 ตามลำดับ ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ที่ต้องมากกว่าร้อยละ 90 จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแนวทางการใช้ยารักษามาลาเรีย เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2562 จึงมีมติให้เปลี่ยนยารักษาโรคไข้มาลาเรียขนานแรก สำหรับรักษามาลาเรียฟัลซิปารัมที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จากยาไดไฮโดรอาร์ติมิซินิน-ไปเปอร์ราควินร่วมกับไพรมาควิน เป็นยาอาร์ติซูเนต-ไพโรนาริดีน ร่วมกับยาไพรมาควิน เฉพาะศรีสะเกษและอุบลราชธานี

"สำหรับพื้นที่อื่นของประเทศไทยไทย ยังคงใช้ยารักษาสูตรเดิม และได้ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อมาลาเรียดื้อยา และเพิ่มศักยภาพและความครอบคลุมของการให้บริการ ตามยุทธศาสตร์การกำจัดโรคไข้มาลาเรียประเทศไทย พ.ศ. 2560-2569" นพ.อัษฎางค์ กล่าวและว่า สำหรับมาตรการกำจัดเชื้อมาลาเรียดื้อยา คือ 1.การแลกเปลี่ยนข้อมูล สถานการณ์โรคระหว่างประเทศ 2.เพิ่มศักยภาพประเทศเพื่อนบ้านในการกำจัดโรคไข้มาลาเรีย 3.มีระบบการเฝ้าระวังเชื้อมาลาเรียดื้อยา และเพิ่มศักยภาพและความครอบคลุมของการให้บริการ 4.การควบคุมยุงพาหะ โดยพ่นสารเคมี และสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันยุงพาหะสำหรับประชาชนในพื้นที่ที่มีเชื้อมาลาเรียอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหรือผู้ที่เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง ควรป้องกันตนเองจากยุงกัด โดยสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด นอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด ทายากันยุง เป็นต้น หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่น ภายหลังกลับจากป่า ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที


กำลังโหลดความคิดเห็น...