xs
xsm
sm
md
lg

สบส.ยัน "เมดิคัล ทัวริสซึม" ไม่ทำค่ารักษาคนไทยแพงขึ้น

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สบส.แจงนโยบาย "เมดิคัล ทัวริสซึม" ไม่ทำค่ารักษาคนไทยแพงขึ้น เหตุมีการควบคุมอยู่ ส่วนสมองไหลแก้ กม.ให้ใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างรัฐ-เอกชนได้ ย้ำช่วยดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย สร้างรายได้ประเทศ ด้าน รพ.เอกชน ยันไม่มีทอดทิ้งคนไทย

จากกรณีนักวิชาการทีดีอาร์ไอออกมาระบุว่า นโยบายเมดิคัล ทัวริสซึม ทำให้ค่ารักษาพยาบาลและยาของ รพ.เอกชนมีราคาแพงขึ้น เกิดปัญหาบุคลากรสมองไหล มุ่งเน้นรักษาต่างชาติมากกว่าคนไทย

วันนี้ (12 ก.ค.) นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการรักษาพยาบาล หรือบริการทางการแพทย์ที่ประเทศไทยตามนโยบายเมดิคัล ทัวริสซึม นับเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ถือเป็นการสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยรัฐสามารถนำรายได้ดังกล่าวมาพัฒนาประเทศ เป็นการสร้างอาชีพและกระจายรายได้สู่ประชาชน แต่ข้อกังวลที่ว่าจะทำให้อัตราค่ารักษาสูงขึ้นนั้น ขอชี้แจงในประเด็น 2 ประเด็น คือ 1.นโยบายเมดิคัล ทัวริสซึม จะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราค่ารักษาพยาบาล ด้วย รพ.รัฐมีกรอบในการควบคุมอัตราค่าบริการรักษาพยาบาล ส่วน รพ.เอกชนมีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ควบคุม กำกับ อัตราค่าบริการให้เหมาะสมและเป็นธรรม โดยมี สธ.ร่วมพิจารณา จึงไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะมีการขึ้นอัตราค่ารักษาพยาบาล

และ 2.ปัญหาขาดแคลนบุคลากรสุขภาพภาครัฐหรือสมองไหล ต้องยอมรับว่า ช่วงที่ผ่านมามีการเคลื่อนย้ายบุคลากรบางส่วน สบส.จึงได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ให้สถานพยาบาลเอกชนสามารถจัดการศึกษา อบรม วิจัยในสถานพยาบาลของตนเองได้เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และเพิ่มการส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวได้

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ประเทศไทยมีนโยบายพัฒนาเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ 4 ด้าน คือ 1.ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) 2.ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Service Hub) 3.ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub) และ 4. ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) ที่ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจากบริการทางการแพทย์ และการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ เกิดการกระจายรายได้สู่ประชาชน ช่วยส่งเสริม พัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ของประเทศให้มีมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สังเกตได้จากการที่ประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสถานพยาบาลระดับสากล (Joint Commission International : JCI) มากที่สุดในทวีปเอเชีย สร้างความไว้วางใจ และยอมรับต่อบริการทางการแพทย์ของไทยในสายตาชาวโลก อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หรือผลกระทบอย่างที่กังวล สบส.จะศึกษาผลกระทบและวางมาตรการรับมือต่อนโยบายนี้ด้วย

ด้าน นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ อดีตนายกสมาคม รพ.เอกชน กล่าวว่า ไม่มีรพ.ไหนทอดทิ้งคนไทย แม้แต่ รพ.ที่คนต่างชาติเข้ามารับการรักษาเยอะ ก็ยังมีสัดส่วนการดูแลคนไทยมากกว่า ส่วนปัญหาสมองไหลพูดกันมานานจนเลิกพูดกันแล้ว ปัจจุบันมีเพียงพอ อย่าง รพ.รัฐใหญ่ๆ มีแพทย์เป็นร้อยๆ คน ส่วนกรณีเสนอให้เก็บภาษีการรักษาคนต่างชาติเพื่อตั้งกองทุนดูแลสุขภาพคนไทยก็แล้วแต่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเก็บกันอย่างไร ตนไม่ได้คัดค้านอะไร แต่อยากให้คิดให้ดี ถ้าต้นทุนเพิ่มค่ารักษาก็แพง แล้ววันนี้ไม่ได้มีแต่ประเทศไทยที่มีการแข่งขันทางการแพทย์ ยังมีเวียดนาม มาเลเซีย ดังนั้น หากของไทยแพงเขาก็ไม่มารักษากับเราเอง ส่วนตัวพูดอยู่เสมอการรักษาพยาบาลไม่ใช่มาครั้งเดียว เพราะฉะนั้นหากเขามาแล้วไม่พอใจ เขาก็ไม่มาอีก ใน 100 คน อาจจะมี 10 คนไม่พอใจ เราจะเอามาตัดสินไม่ได้ ย้ำว่าตนไม่ได้ต่อต้าน แต่อะไรคือสิ่งที่ควรคิดว่าจะได้หรือจะเสีย


กำลังโหลดความคิดเห็น...