xs
xsm
sm
md
lg

"บุหรี่ไฟฟ้า" ตัวการใหญ่ ขวางควบคุมยาสูบ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"บุหรี่ไฟฟ้า" ช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ มีความปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา ข้อความโฆษณาชวนเชื่อจากอุตสาหกรรมยาสูบ ที่ทำให้คนหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้วอาจไม่ใช่เลย

ในการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 "Tobacco and Lung Health" จัดศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศ.ดร.สแตนตัน แกลนซ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและศึกษาด้านการควบคุมยาสูบ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา กล่าวในหัวข้อ E-Cigarette : Back to the Future ว่า การอวดอ้างผลวิจัยว่า บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ธรรมดาได้และปลอดภัยกว่าถึง 95% ไม่ใช่เรื่องจริงเลย เพราะไม่ได้มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจน ทั้งยังเป็นการวิจัยโดยมีบริษัทบุหรี่อยู่เบื้องหลัง

"การที่ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้าให้สารพิษน้อยกว่า แม้จะน้อยกว่าจริง แต่ก็ยังเป็นสารพิษ และการรับไปนานๆ จำนวนมากก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบฝุ่นผงที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดา จะพบว่าบุหรี่ไฟฟ้าเกิดฝุ่นผงขนาดเล็กกว่า จึงทำให้ดูดซึมเข้าร่างกายได้มากกว่าบุหรี่ธรรมดาจึงอันตรายกว่า" ศ.ดร.สแตนตัน กล่าว

ส่วนการเกิดโรคต่างๆ ก็ไม่ได้ต่างกันเลย ทั้งโรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และหลอดลมอักเสบ โดย ศ.ดร.สแตนตัน ระบุว่า บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดหัวใจได้เช่นกัน เพราะทำให้การขยายตัวของหลอดเลือดลดลง จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจ ซึ่งอัตราการเกิดโรคหัวใจจากบุหรี่ไฟฟ้าถือว่าเพิ่มขึ้นมาก ยิ่งสูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดา ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจก็จะยิ่งมากขึ้น ส่วนอันตรายต่อปอดเกิดขึ้นทั้งจากน้ำยา นิโคติน สารให้กลิ่นรสต่างๆ รวมถึงโลหะหนักที่เกิดจากความร้อน จึงยิ่งอันตรายกว่าบุหรี่ธรรมดา โดยพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและหลอดลมอักเสบสูงกว่าบุหรี่ธรรมดา 1.8 เท่า ขณะที่การสูบทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้าพบว่า ก่อให้เกิดโรคมะเร็งช่องปากได้

ศ.ดร.สแตนตัน ยังเห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า การที่บริษัทบุหรี่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นโดยระบุว่า ช่วยให้เลิกบุหรี่ธรรมดาได้ ทั้งที่บุหรี่เป็นสินค้าหลักนั้น จึงไม่ใช่ตรรกะทางการค้า โดยระบุว่า หากดูจากการเก็บข้อมูลในวัยรุ่นอเมริกัน จะพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยให้การสูบบุหรี่ธรรมดาลดลง แต่กลับทำให้เพิ่มขึ้น และทำให้ควบคุมการบริโภคยาสูบได้ยากขึ้น ซึ่งผลจากการแพร่หลายของบุหรี่ไฟฟ้า พบว่าทำให้ผู้ใหญ่ที่หยุดบุหรี่ได้ 1 คน แต่กลับมีวัยรุ่นติดบุหรี่ไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น 80 คน เพราะคนที่ติดอยู่แล้วเลิกไม่ได้ แต่มีคนกลุ่มใหม่ติดเข้ามา ทั้งยังทำให้คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ธรรมดา เมื่อสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วก็หันเข้ามาสูบบุหรี่ธรรมดาอีก

"บุหรี่ไฟฟ้าทำให้การควบคุมยาสูบทำได้ยากขึ้น ทำให้เลิกบุหรี่ธรรมดาได้น้อยลง ขยายการระบาดของการสูบยาสูบเพิ่มขึ้น และทำให้อากาศของคนที่ไม่สูบบุหรี่มีสิ่งแปลกปลอม ที่น่าห่วงคือ อุตสาหกรรมยาสูบอยู่เบื้องหลังและสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า โดยพยายามล็อบบี้ให้เกิดการขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลพยายามระงับการขายและไม่เห็นด้วย ดังนั้น จึงขอเสนอว่ารัฐบาลไทยยังควรให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และควรให้ความรู้ประชาชนในการหยุดสูบบุหรี่ และให้ความรู้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายมากกว่าบุหรี่ธรรมดา ทำให้หยุดสูบบุหรี่ยากขึ้น และทำให้เกิดการสูบบุหรี่ทั้งสองชนิด" ศ.ดร.สแตนตัน กล่าว

นอกจากนี้ ในการประชุมวิชาการบุหรี่ฯ ยังมีการประกาศปฏิญญาร่วมกันดำเนินนโยบายและสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อลดอันตรายของประชาชนจากยาสูบด้วย โดยเฉพาะการสร้างบ้านปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า โดย ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการ ศจย. กล่าวว่า ปฏิญญามีเป้าหมาย คือ 1.ทำให้เกิด​ความร่วมมือกันขับเคลื่อนให้ “มาตรการบ้านปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า สำเร็จเป็นรูปธรรม 2.ร่วมมือกันส่งเสริมให้การไม่สูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า เป็นค่านิยมดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่น และ3.ร่วมกันสร้างความเข้มแข็งการดำเนินการควบคุมการบริโภคยาสูบในทุกระดับ เพื่อสุขภาวะของประชาชนไทย ทุกเพศ ทุกวัย อย่างทั่วถึงและเสมอหน้ากัน

ที่ต้องดำเนินการบ้านปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ศ.นพ.รณชัย กล่าวว่า เป็นเพราะมีผู้ได้รับผลกระทบจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าภายในบ้านจำนวนมาก สะท้อนได้จากการสำรวจสถานการณ์บุหรี่ของไทยโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2560 พบว่า การสูบบุหรี่ของคนไทยยังมีถึง 10.7 ล้านคน ร้อยละ 32.7 เคยสูบบุหรี่ในบ้าน โดยผู้สูบบุหรี่ในบ้านร้อยละ 73.8 มีการสูบในบ้านทุกวัน ทำให้สมาชิกในบ้านต้องได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากควันบุหรี่มือสอง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพคนใกล้ชิด โดย​ปี 2560 มี​คนไทยเสียชีวิตจากบุหรี่สูงถึงกว่า 70,000 คน ​เสียชีวิตจากการรับควันบุหรี่มือสอง 8,278 คน ซึ่งไม่เฉพาะแค่บุหรี่ แต่บุหรี่ไฟฟ้าด้วย ซึ่งไอระเหยมีสารอันตรายเป็นพิษต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของผู้สูบและผู้ใกล้ชิด ทำให้เสี่ยงปอดอุดกั้นเรื้อรัง มะเร็งปอด และหัวใจวาย ได้

"ทั้งบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพผู้สูบและผู้ใกล้ชิดชัดเจน ​มาตรการบ้านปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า​ จะสามารถช่วยลดอัตราการได้รับ ควันบุหรี่มือสองและไอระเหยบุหรี่ไฟฟ้ามือสอง ของสมาชิกในครอบครัวลงได้ และยังส่งผลดีทำให้สมาชิกในบ้านที่สูบค่อยๆ ลดจำนวนการสูบในแต่ละวัน จนนำไปสู่การตัดสินใจเลิกในที่สุด” ศ.นพ.รณชัย กล่าว



กำลังโหลดความคิดเห็น...