xs
xsm
sm
md
lg

“หมอประกิต” โวย รบ.เลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่ 40% เมินสุขภาพประชาชน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หมอประกิต” โวย รัฐบาลเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่ 40% เข้าข้างธุรกิจยาสูบ เมินสุขภาพประชาชน ชี้ Zero Sum Game เสียโอกาสควบคุมยาสูบ เผยคนไทยป่วยโรคจากบุหรี่ 1 ล้านคน มูลค่าความเสียหายมหาศาล เรียกร้องรัฐบาลแสงความจริงใจปกป้องสุขภาพประชาชน

จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ขยายเวลาปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียว 40% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผล ต.ค. 2563 จากเดิมที่เห็นชอบปรับภาษีบุหรี่ราคาไม่เกิน 60 บาท คิด 20% และราคาเกิน 60 บาท คิด 40% โดยมีเหตุผลว่าต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบุหรี่ทั้งหมด

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้สูบบุหรี่ 10.7 ล้านคน กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ คนไทยป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ที่ยังมีชีวิตอยู่ 1 ล้านคน และข้อมูลในปี 2557 มีคนไทยที่ป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล 580,794 ครั้ง แต่ละครั้งเฉลี่ยอยู่โรงพยาบาลครั้งละ 6 วัน โดยตัวเลขนี้นับเฉพาะผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วย 3 กองทุนของรัฐคือ ที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการเท่านั้น ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายมากกว่ารายได้จากธุรกิจยาสูบ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างจริงจัง

“การเลื่อนปรับภาษีบุหรี่ ทำให้เสียโอกาสในการใช้เครื่องมือในการควบคุมยาสูบ เรียกร้องรัฐบาลให้ชดเชยการเลื่อนการขึ้นภาษียาสูบครั้งนี้ ด้วยการแสดงความจริงใจในการสนับสนุนการควบคุมยาสูบ ผมเข้าใจที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบ แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจในนโยบายที่จะส่งผลดีต่อธุรกิจยาสูบ ก็ย่อมหมายถึงผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน เพราะเรื่องยาสูบกับสุขภาพเป็นเหมือนเกมผลรวมเป็นสูญ (Zero Sum Game) คือเมื่อฝ่ายธุรกิจยาสูบได้ ก็คือสุขภาพของประชาชนที่จะเสีย รัฐบาลจึงต้องแสดงความจริงใจในการให้ความสำคัญกับการปกป้องสุขภาพ ไม่ยิ่งหย่อนกว่าการปกป้องธุรกิจยาสูบ” ศ.นพ.ประกิตกล่าว

ศ.นพ.ประกิตกล่าวต่อว่า ขณะนี้การควบคุมยาสูบดำเนินการ ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมยาสูบจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นเลขานุการ ที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกได้ระบุว่า โครงสร้างการควบคุมยาสูบโดยภาครัฐในระดับพื้นที่ของไทยยังถือว่าอ่อนแอ เนื่องจากพบว่า มีผู้ที่ทำงานด้านการควบคุมยาสูบอย่างเต็มเวลาเพียงจังหวัดละ 1 คนเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลแผนการควบคุมสุราควบคู่ไปด้วย ทำให้แผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบที่ผ่าน ครม. และจังหวัดต่างๆ ขาดบุคลากรที่จะดำเนินการตามแผนการควบคุมยาสูบในจังหวัดต่างๆ จึงมีความคืบหน้าล่าช้ากว่าที่ควร



กำลังโหลดความคิดเห็น...