xs
xsm
sm
md
lg

พ่อจ๋า แม่จ๋า หนูไม่อยากไปโรงเรียน / ดร.แพง ชินพงศ์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมื่อถึงฤดูกาลที่สายฝนเริ่มโปรยปรายสร้างบรรยากาศเย็นชุ่มช่ำของทุกปี ส่งสัญญาณบอกเด็กๆทุกคนว่าหมดเวลาพักร้อนที่แสนยาวนานและต้องกลับมาใช้ชีวิตการเป็นนักเรียนกันอีกครั้งหนึ่ง หลายคนได้ขึ้นชั้นเรียนใหม่สำหรับบทเรียนที่ยากขึ้น อีกหลายคนได้ย้ายโรงเรียนซึ่งต้องปรับตัวเข้ากับสถานที่ คุณครูและเพื่อนใหม่ การใช้ชีวิตในโรงเรียนของเด็กๆจึงอาจไม่ง่ายอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายเคยคิดเอาไว้

ขณะเดียวกันในเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนต้องหวั่นวิตกและไม่ว่างเว้นจากการรับมือกับคำขอร้องว่า “พ่อจ๋า แม่จ๋า หนูไม่อยากไปโรงเรียน” บางคนออกตัวตั้งแต่ก่อนนอน กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ บ้างก็อิดออดไม่อยากลุกจากที่นอน บ้างก็ร้องไห้งอแง ดิ้นรนขัดขืนจะเอาอย่างใจไม่ไปโรงเรียนเสียให้ได้ บ้างก็กระทืบเท้าโมโห อาละวาดเขวี้ยงเครื่องเขียนหนังสือประกาศตัวว่ายังไงก็จะไม่ไปโรงเรียน

หากเป็นเพียงพฤติกรรมที่แสดงออกถึงเจตจำนงค์ว่าจะไม่ยอมไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ก็คงพอหาวิธีการพูดคุยเพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้กันได้บ้าง แต่เด็กบางคนพกพาความเครียดและวิตกกังวลจนพ่วงอาการเจ็บป่วยทางร่างกายมาด้วย ทั้งคลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว ปวดศีรษะ บ้างก็ปวดท้อง ท้องเสีย ไม่ก็เหงื่อออกทั้งที่ตัวเย็นซีด เมื่อให้หยุดเรียนหรือขออนุญาตทางโรงเรียนให้กลับบ้านมาพักก่อน อาการทั้งหลายกลับหายไปได้อย่างรวดเร็ว จนอดสงสัยไม่ได้ว่าโรงเรียนเป็นสถานที่น่ากลัวสำหรับเด็กขนาดนี้เชียวหรือ

คุณพ่อคุณแม่อาจนึกไปว่าเด็กเสแสร้งแกล้งทำเพียงเพราะอยากเล่นสนุกอยู่กับบ้าน ไม่อยากเรียนหนังสือ ลองให้เวลาปรับตัวสักนิด แต่หากผ่านพ้นไป 2-3 สัปดาห์แล้วพฤติกรรมและอาการต่างๆยังไม่ดีขึ้นก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ให้ไปพบคุณหมอเพื่อตรวจรักษาอาการทางร่างกายและปรึกษาจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัยพฤติกรรม เพราะเป็นไปได้ว่าเด็กกำลังตกอยู่ใน ภาวะการปฏิเสธหรือไม่ยอมไปโรงเรียน (School Refusal) ซึ่งเป็นผลทำให้เด็กกลัวการไปโรงเรียนหรืออาจเรียกได้ว่าเป็น โรคกลัวโรงเรียน (School Phobia) นั่นเอง

ถึงแม้ว่าเด็กที่อยู่ในภาวะการปฏิเสธหรือไม่ยอมไปโรงเรียนจะไม่ถือว่ามีความเจ็บป่วยเป็นโรคทางจิตเวชโดยตรง แต่การเกิดภาวะดังกล่าวมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดหรือเป็นผลจากโรคทางจิตเวชอื่น โดยเฉพาะโรควิตกกังวลต่อการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder) ในเด็กเล็ก ซึ่งต้องแยกจากคนเลี้ยงดูที่มีความผูกพันใกล้ชิดตั้งแต่เกิด เช่น คุณพ่อคุณแม่ เพื่อเข้าสู่ระบบโรงเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆระหว่างวัน ก็ทำให้เด็กวิตกกังวลถึงการสูญเสียคนที่รักและขาดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยได้

บางกรณีเป็นผลมาจากโรคบกพร่องด้านการเรียนรู้ (Learning Disorder) หรือเด็กบางคนมีพื้นนิสัยชอบความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)เมื่อเรียนตามเพื่อนไม่ทัน ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น หรือทำไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ตั้งความหวังไว้ จึงเกิดความเครียด วิตกกังวลและรู้สึกต้องแบกรับความกดดัน สร้างความกลัวในจิตใจขึ้นมามากมาย ทั้งกลัวตัวเองและผู้ปกครองผิดหวัง กลัวว่าจะทำความผิดพลาด กลัวถูกครูตำหนิหรือถูกเพื่อนล้อเลียน และทำให้ไม่อยากไปโรงเรียนอีก

นอกจากนี้ ยังอาจเป็นผลจากอาการของโรคซึมเศร้า (Depressive Disorder) หรือโรคกลัวสังคม (Social Phobia) ซึ่งพบได้มากกว่าในเด็กโตถึงวัยรุ่น โดยมีสาเหตุได้จากทั้งปัจจัยทางกรรมพันธุ์และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องวิธีการเลี้ยงดูและสภาพปัญหาในครอบครัวที่ส่งผลต่อการเสริมสร้างพัฒนาการด้านความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจของเด็กในบางครอบครัวอาจให้การปกป้อง ตามใจหรือดูแลเอาใจเด็กมากเกินพอดี ตรงกันข้าม เด็กบางคนเติบโตในครอบครัวหย่าร้างและอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของผู้ใหญ่ทำให้ขาดแรงใจและที่พึ่งพิงทางจิตใจ

ภาวะการปฏิเสธหรือไม่ยอมไปโรงเรียนนั้นจึงไม่ได้เกิดจากความน่ากลัวของโรงเรียนแต่อย่างใด หากเกิดจากหลายสาเหตุและปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจของเด็กเป็นสำคัญ เด็กจึงไม่ได้กลัวโรงเรียน แต่กลัวการสูญเสียความรัก ความผูกพัน จนหมดความมั่นใจที่จะทำสิ่งใหม่ๆได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียนได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

1.ปรึกษาจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุที่แท้จริงและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งบางกรณีที่มีความเกี่ยวโยงกับโรคทางจิตเวชอื่น โดยอาจมีการใช้ยาควบคู่ไปกับการบำบัดความคิดและพฤติกรรมของเด็ก

2.ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กขาดความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจเป็นผลจากพื้นฐานครอบครัวและการเลี้ยงดู จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องสร้างครอบครัวบนความรักและความเข้าใจ

3.คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรหลอกล่อให้เด็กไปโรงเรียน แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกว่าไปเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เพื่อทอดทิ้งกัน โดยพูดคุยตกลงถึงหน้าที่และจัดสรรการใช้เวลาที่บ้านและโรงเรียนให้ชัดเจน ตรงไปตรงมา

4.คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความร่วมมือและประสานการทำงานกับครูและโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยกันสังเกตพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปและดูแลแก้ไขปัจจัยสภาพแวดล้อมที่อาจกระทบต่อเด็กได้อย่างทันท่วงที

5.คุณพ่อคุณแม่ควรมีบทบาทในการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกผ่านการมอบหมายความรับผิดชอบที่เหมาะสม รวมถึงคอยช่วยเหลือและสนับสนุนในการเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ

กล่าวได้ว่าโรงเรียนเปรียบเสมือนโลกใบใหม่ที่เด็กๆต้องรวบรวมความเข้มแข็งทางจิตใจทั้งหมดในการออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคยไปสู่โลกการเรียนรู้ที่แตกต่างออกไป กระบวนการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่เด็กทุกคนต้องเผชิญนี้จะก่อให้เกิดความกลัวและดำเนินไปอย่างราบรื่นหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่จะคอยสนับสนุนลูกๆอยู่ไม่ห่างและไม่ทอดทิ้งไปไหน


กำลังโหลดความคิดเห็น...