xs
xsm
sm
md
lg

‘กล้อนผมเด็ก’ ครู Bullying ลูกศิษย์ !/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เรื่องระเบียบทรงผมเด็กนักเรียนยังคงเป็นประเด็นให้ถกกันต่อในสังคม ถึงความเหมาะสมต่าง ๆนานา ว่าการที่เด็กนักเรียนต้องตัดผมตามกฎระเบียบของโรงเรียนเท่านั้น ถ้าไม่ทำตามก็ต้องถูกลงโทษ ถูกต้องแล้วหรือไม่

และประเด็นเรื่องการลงโทษเด็กนักเรียนนี่แหละที่กลายเป็นประเด็นว่า ควรจะแค่ไหน อย่างไร ?

รวมไปถึงการลงโทษที่กลายเป็นประเด็นร้อนของสังคมด้วยวิธีที่คุณครู “กล้อนผม” เด็กนักเรียน

ล่าสุดจากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคม และผู้สื่อข่าวได้นำมาขยายประเด็นจากโลกออนไลน์ ที่ได้มีการโพสต์ภาพเด็กนักเรียน 2 คน ที่นั่งอยู่บนรถเมล์ ถูกปัตตาเลียนไถผมเป็นเส้นยาวบริเวณกลางศีรษะด้านหลัง ซึ่งดูแล้วรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กทั้งสองคนถูกลงโทษมาอย่างแน่นอน

ความจริงนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแทบทุกปี และถ้าสื่อมีการนำเสนอ ก็จะมีการขยายประเด็นนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้ง

ถ้าจำกันได้ ข่าวทำนองนี้เคยเกิดขึ้นเหมือนเป็นข่าวซ้ำ ๆ เพียงแต่ไม่ใช่กรณีเดิม

เมื่อปีที่แล้วก็มีเด็กนักเรียนชายถูกคุณครูกล้อนผม อันเนื่องมาจากไม่ตัดผมตามระเบียบของโรงเรียน คุณครูเลยใช้ปัตตาเลี่ยนไถผมแบบไม่เป็นทรง แล้วถ่ายภาพ จากนั้นก็นำไปลงเฟซบุ๊ก กลายเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์มาแล้วในโลกออนไลน์ ที่กระหน่ำต่อว่าถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนี้ จนสุดท้ายคุณครูต้องออกมาขอโทษรับผิดว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทำให้ย้อนนึกไปถึงตัวเองเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่นที่ต้องอยู่โรงเรียนสตรีล้วนที่เข้มข้นเรื่องระเบียบการแต่งกายและทรงผมยิ่งนัก จำได้ว่าทรงผมต้องไว้ทรงผมบ๊อบความยาวประมาณติ่งหู และต้องติดกิ๊บดำเท่านั้น ห้ามไว้ผมหน้าม้าเด็ดขาด เรียกว่า ต้องเก็บผมด้านหน้าให้หมดทุกเส้น ห้ามไว้ผมซอยหรือเห็นติ่งหู ถ้าไว้ผมยาวก็ต้องรวบตึงเป็นหางม้า และเมื่อเด็กนักเรียนคนไหนทำผิดกฎระเบียบเมื่อไหร่ก็จะถูกทำโทษ

ใครที่ผ่านชีวิตวัยรุ่นในระดับมัธยมศึกษา คงได้เคยลิ้มลองเรื่องระเบียบวินัยทรงผมที่ต้องเป็นทรงที่ถูกระเบียบของโรงเรียน และทรงที่ถูกระเบียบก็มักเป็นทรงที่ทรมานชีวิตวัยว้าวุ่นของเด็กหนุ่มสาวที่กำลังจะก้าวไปสู่นายและนางสาว

ใครจะไปคิดว่าวันเวลาแห่งยุคสมัยที่เปลี่ยนไปกว่า 3-4 ทศวรรษ ระเบียบเรื่องทรงผมกับผู้กำหนดนโยบายของโรงเรียนก็ยังคงวิธีคิดเรื่องนี้ไว้เหมือนเดิม

ประเด็นเรื่องระเบียบวินัยเป็นเรื่องที่ดี ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ประเด็นเรื่องพัฒนาการตามวัย การเรียนรู้ที่สะท้อนให้เห็นถึงช่วงวัยของเด็กวัยรุ่น ก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่ควรมองข้าม

พัฒนาการของเด็กวัยรุ่นมีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม พวกเขาต้องการความเป็นอิสระอยากทำอะไรได้ด้วยตัวของตัวเอง อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง รวมไปถึงความตื่นเต้น ท้าทาย ความต้องการหาประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ บางคนสร้างความตื่นเต้นท้าทายกับการที่กระทำผิดต่อสารพัดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทั้งจากที่บ้าน โรงเรียน และสังคม

เราอยู่ในสังคมที่ผู้ใหญ่จ้องจะสอนเด็กมาโดยตลอด ความคิดที่ว่าเด็กดีต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่เท่านั้น ถ้าไม่เชื่อฟัง เป็นเด็กไม่ดี แล้วผู้ใหญ่ก็ชอบพูดซ้ำ ๆ ว่าทำเพื่อเด็ก หวังดีกับเด็ก เวลากำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ ก็บอกว่าเพื่อเด็ก

ความคิดที่ต้องการควบคุมและเน้นไปที่บทลงโทษ โดยไม่ได้คำนึงถึงบริบททางสังคมอื่น ๆ ที่ควรจะคู่ขนานเอื้อให้เด็กกลุ่มเหล่านี้ด้วย

ถ้าผู้ใหญ่เข้าใจสักหน่อย ถึงพัฒนาการช่วงวัยของเด็ก เมื่อเข้ามัธยมปลายหรือช่วงวัยรุ่น ก็เริ่มสนใจกับเรื่องรักสวยรักงามมากขึ้น เริ่มอยากไว้ผมยาวบ้าง เด็กจำนวนมากที่เกิดคำถามว่าทำไมถึงไว้ผมยาวซักหน่อยไม่ได้ ทำไมผมยาวถึงดูไม่เป็นระเบียบ ทั้ง ๆ ที่การไว้ผมยาวไม่ได้แปลว่าเป็นคนเกเร หรือทำให้การเรียนแย่ลง

สุดท้ายก็ไม่มีข้อสรุปใดๆ และก็ดำรงชีวิตตามเงื่อนไขเดิมๆ ต่อไป

กรณีดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องระเบียบทรงผม และประเด็นเรื่องการลงโทษ

เรื่องทรงผมก็เรื่องหนึ่ง เรื่องลงโทษก็เรื่องหนึ่ง

เรื่องการกล้อนผมเพื่อให้เด็กหลาบจำ เป็นการกระทำในลักษณะประจาน เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม และทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง

เด็กบางคนที่ถูกลงโทษผ่านพ้นไปได้ แต่เด็กบางคนไม่สามารถผ่านพ้นความรู้สึกอับอาย ขายหน้า เสียใจที่โดนประจาน และกลายเป็นบาดแผลทางใจที่ยาวนาน

การลงโทษสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช่วิธีการที่เสมือนเป็นการ Bullying

ผศ.ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำจำกัดความกับ The Potential ถึงคำว่า bully ว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาให้เจ็บ ทำซ้ำ ๆ เปลี่ยนวิธีตามสถานการณ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ กลั่นแกล้ง ล้อเลียน และเหยียดหยาม

กลั่นแกล้ง : มีการกระทำ เปลี่ยนวิธีตามเหยื่อหรือสถานการณ์ มีเจตนาให้เจ็บ (รู้ตัว)

ล้อเลียน : มีเจตนาให้ตัวเองสนุก (รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว) มีการกระทำหรือคำพูด มีเจตนาให้เจ็บ (รู้ตัว) กระทำซ้ำ หรืออาจจะเลิกทำ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอับอาย และทำลายความภาคภูมิใจในตนเอง การล้อเลียน จึงเป็นการทำร้ายจิตใจรูปแบบหนึ่งที่ลดคุณค่าในตัวผู้ฟัง

เหยียดหยาม : มีเจตนาให้ตัวเองสนุก (รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว) มีการกระทำหรือคำพูด มีเจตนาให้เจ็บ (รู้ตัว) กระทำซ้ำ หรืออาจจะเลิกทำ เป้าหมายคือ พูดให้ด้อย พูดให้อาย พูดให้สะใจ

ไม่ว่าจะเป็นการ Bully แบบไหน ก็ล้วนแล้วแต่เจ็บปวด

การลงโทษแต่ละครั้งต้องมีความพอดีความเหมาะสม และควรมีการกำหนดไว้ในกฎระเบียบ ว่าถ้าทำผิดแบบนี้จะต้องรับโทษแบบไหน

ส่วนเรื่องการลงโทษเด็กในบ้านเราก็ยังคงเป็นปัญหาต่อไป เพราะไม่ว่าจะเป็นการลงโทษเด็กด้วยน้ำมือของพ่อแม่ หรือคุณครู ถ้าปราศจากการลงโทษด้วยความรัก ความเมตตา แต่ลงโทษเพื่อสะใจ หรือไม่ระมัดระวัง หรือไม่รู้ตัวเพราะคิดว่าหวังดีต่อเด็ก ฯลฯ สุดท้ายเด็กก็ตกเป็นเหยื่อของโมหะและโทสะของผู้ใหญ่อยู่ดี

แล้วเมื่อเด็กทำผิดระเบียบโรงเรียน วิธีการลงโทษนักเรียนทำได้แค่ไหน ?

“ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา พ.ศ. 2548” ระบุวิธีการลงโทษในประเด็นที่เป็นสาระสำคัญดังนี้

ข้อ 4. ...“การลงโทษ” หมายความว่า การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด โดยมีความมุ่งหมายเพื่อการอบรมสั่งสอน

ข้อ 5 โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำผิดมี 4 สถาน ดังนี้
(1) ว่ากล่าวตักเตือน
(2) ทำทัณฑ์บน
(3) ตัดคะแนนประพฤติ
(4) ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ข้อ 6. ห้ามลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียนหรือนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติการณ์ประกอบการลงโทษด้วย การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาให้เป็นไปเพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความ ประพฤติไม่ดีของนักเรียนหรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับมาประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป ให้ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือผู้ที่ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษามอบหมายเป็นผู้มีอำนาจในการลงโทษ นักเรียน นักศึกษา

ข้อ 7. การว่ากล่าวตักเตือน ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษากระทำความผิดไม่ร้ายแรง

ข้อ 8. การทำทัณฑ์บนใช้ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับสภาพ นักเรียนหรือนักศึกษา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา หรือกรณีทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของสถานศึกษา หรือฝ่าฝืนระเบียบของสถานศึกษา หรือได้รับโทษว่ากล่าวตักเตือนแล้ว แต่ยังไม่เข็ดหลาบ การทำทัณฑ์บนให้ทำเป็นหนังสือ และเชิญบิดามารดาหรือผู้ปกครองมาบันทึกรับทราบความผิดและรับรองการทำทัณฑ์บน ไว้ด้วย

ข้อ 9. การตัดคะแนนความประพฤติ ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤตินักเรียน และนักศึกษาของแต่ละสถานศึกษากำหนด และให้ทำบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน

ข้อ10. ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้ในกรณีที่นักเรียนและนักศึกษากระทำความผิดที่สมควรต้องปรับเปลี่ยน พฤติกรรม การจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

จะพบว่า ไม่มีข้อใดที่ให้อำนาจของคุณครูละเมิดเหนือสิทธิร่างกายของนักเรียน

การกล้อนผมแม้ไม่ได้ส่งผลรุนแรงเกิดความเจ็บปวดต่อร่างกาย แต่ก็สร้างความอับอายให้แก่เด็ก ซึ่งอาจถูกล้อเลียนจากผู้พบเห็น อันจะทำให้เกิดบาดแผลทางด้านจิตใจอย่างรุนแรงแก่นักเรียนได้

นี่ยังไม่นับการนำรูปไปโพสต์บนโลกออนไลน์ที่ยังเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอีกต่างหาก

นึกไม่ถึงว่าเรื่องแบบนี้จะยังเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย

ถ้าคนที่เป็น “ครู” ที่ควรจะมีเมตตาธรรมต่อลูกศิษย์เป็นพื้นฐาน ยังทำลงไปแล้วสารภาพผิดว่าที่ทำลงไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วคนอื่นที่ไม่ใช่ “ครู” ล่ะ เราจะคาดหวังอะไรได้

มิน่า การปะทะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านจึงได้เกิดขึ้นเป็นปกติในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม !


กำลังโหลดความคิดเห็น...