xs
xsm
sm
md
lg

“จับกุม-ขาดยา” ส่องทิศ “กัญชา” หลังพ้นโปรโมชันนิรโทษ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

โดย...สิรวุฒิ รวีไชยวัฒน์ 

วันที่ 21 พ.ค. เป็นวันสุดท้ายของโปรโมชันแจ้งครอบครอง “กัญชา” โดยไม่ต้องรับโทษ ซึ่งขยายเพิ่มมาจากวันที่ 19 พ.ค. ที่ตรงกับวันหยุดราชการ โดยเมื่อพ้นจากวันนี้ไป เรื่องที่หลายคนกังวลหลักๆ มีอยู่ 2 ประเด็น คือ การจับกุมผู้ครอบครองกัญชา และยากัญชาจะมีเพียงพอหรือไม่ เพราะขณะนี้ยังไม่มีการผลิตจากภาครัฐออกมา 

เรื่องของการจับกุม หากตีความตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ที่ให้เวลา 90 วันในการมาแจ้งครอบครองโดยไม่ต้องรับโทษ เท่ากับว่า เมื่อพ้นวันที่กำหนดแล้ว ผู้บังคับใช้กฎหมาย มีสิทธิที่จะจับกุมดำเนินคดีผู้ที่มีกัญชา แต่ไม่มีเอกสารครอบครอง 

บทลงโทษของการครอบครองกัญชา ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภท 5 คือ หากมีปริมาณไม่ถึง 10 กิโลกรัม จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเกิน 10 กิโลกรัมขึ้นไป มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสน - 1.5 ล้านบาท ซึ่งถือว่าแรงมาก

ที่น่าห่วง คือ เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้มาแจ้งครอบครองกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว พบว่า มีอยู่ประมาณหลักหมื่นเท่านั้น ทั้งที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ว่า น่าจะมีถึงแสนคน ขณะที่การแจ้งการใช้กัญชาผ่านอินเทอร์เน็ตที่สภากาชาดไทยทำร่วมกับ อย. ก็ต้องมาดูว่า สุดท้ายจะมีจำนวนเท่าไร ซึ่งประเด็นสำคัญ คือ จะต้องยื่นเอกสารให้ครบภายในวันที่ 21 พ.ค.เช่นกัน ทั้งข้อมูลส่วนตัว อาการป่วย และใบรับรองแพทย์ แต่ดีตรงที่ว่า เมื่อแจ้งผ่านอินเทอร์เน็ตแล้ว แต่ไปแจ้งที่ อย.หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ไม่ทัน ก็สามารถนำหลักฐานที่แจ้งในอินเทอร์เน็ตมาแจ้งภายหลังได้ 

ดังนั้น คนที่ไปแจ้งครอบครองกัญชาไม่ทันหรือไม่ได้ไปแจ้ง จึงน่าเป็นห่วง และน่าจะมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งคงต้องอยู่กับความอกสั่นขวัญแขวนว่าจะถูกจับหรือไม่ และต้องใช้อย่างหลบๆ ซ่อนๆ จนกว่าของที่มีอยู่จะหมดไป หรือเข้าถึงน้ำมันกัญชาถูกกฎหมายจากภาครัฐ และเข้าสู่การรักษาโดยไปพบแพทย์ที่สั่งใช้กัญชาได้ ภายใต้ข้อแม้ว่า โรคที่เป็นอยู่นั้นจำเป็นที่จะต้องใช้กัญชารักษาจริงๆ

ส่วนคนที่มีใบอนุญาตครอบครองอยู่แล้ว นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. ระบุว่า หลังวันที่ 21 พ.ค.ไปแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะเมื่อมีใบอนุญาตครอบครองชัดเจน ก็สามารถครอบครองได้จนถึงวันตามที่แจ้งไว้ แต่เป็นการครอบครองของเดิมที่มีอยู่ ไม่ได้แปลว่าให้ไปหากัญชาใหม่หรือปลูกใหม่เพื่อนำมาใช้รักษาโรค ซึ่งการตรวจเข้มการกระทำผิดนั้น จะเป็นหน้าที่ของผู้บังคับใช้กฎหมาย คือ ตำรวจป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แต่เชื่อว่าจะเน้นไปในส่วนของผู้ที่จะค้าขายและปลูกเพื่อเสพมากกว่าที่จะมาเน้นที่ผู้ป่วย 

สอดคล้องกับที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ รพ.จุฬาลงกรณ์ กล่าวไว้ชัดเจนว่าต้องจัดการกลุ่มที่ลักลอบขาย เพราะเอาเปรียบผู้บริโภคหรือผู้ป่วย และอันตรายกว่าจากการที่ผลิตภัณฑ์อาจไม่มีความปลอดภัย ซึ่งคนที่ต้องการทำอย่างถูกต้องกลุ่มจิตอาสาที่ทำเพื่อผู้ป่วยจริงๆ เขาก็จะขึ้นมาบนดิน มาทำร่วมกับแพทย์ที่สามารถสั่งใช้กัญชาได้ เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย ส่วนพวกที่ลักลอบขายต้องจับอย่างจริงจัง

ก็ต้องมาลุ้นว่า ป.ป.ส.จะลุยดะจับผู้ครอบครองกัญชาแบบไหนอย่างไร จะไปเน้นที่ผู้ลักลอบขายจริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีการจับกุมในช่วงนิรโทษกรรม คือ มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ที่มีอาจารย์เดชา ศิริภัทร เป็นประธาน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องลงมาสั่งการ ช่วยเหลือให้ อ.เดชาสามารถเดินหน้าใช้น้ำมันกัญชาช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไปได้ จนนำมาสู่การร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการวิจัย 

ตรงนี้เองอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ไว้วางใจทางที่ดี คือ ต้องพกใบอนุญาตครอบครองไว้ให้ดี ว่าได้รับอนุญาตแล้ว 

ส่วนประเด็นเรื่องของการขาดยา ต้องมาทำความเข้าใจทีละส่วน 

เริ่มจากผู้ป่วยที่แจ้งครอบครองกัญชาแล้ว จะมีกัญชาไว้ใช้รักษาตัวเองได้ตามปริมาณ จำนวน และระยะเวลาที่แจ้งไว้ตามความจำเป็น เช่น 3 เดือน 6 เดือน เป็นต้น ดังนั้น ระหว่างนี้ผู้ป่วยจะยังคงมีน้ำมันกัญชาไว้ใช้ไปอีกสักระยะ 

แล้วน้ำมันกัญชาจากภาครัฐที่ถูกกฎหมายจะมาเมื่อไร เพราะกัญชาที่มีอาจจะหมดก่อน

จากการที่ นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม(บอร์ด อภ.) แถลงถึงความคืบหน้าของการปลูกกัญชา พบว่า ต้นกัญชาออกดอกแล้ว ใช้เวลาอีกประมาณ 8-10 สัปดาห์ ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ นำมาสกัดเป็นน้ำมันกัญชาปริมาณ 5 มิลลิลิตร จำนวน 2,500 ขวด ซึ่งจะได้ล็อตแรกในปลาย ก.ค. - ต้น ส.ค.นี้ น่าจะอยู่ในช่วงรอยต่อที่ผู้ป่วยจะสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อขอใช้กัญชารักษาอย่างถูกกฎหมายได้ 

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจ คือ ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยจะได้ใช้กัญชารักษาโรคทุกคน

เพราะการใช้กัญชารักษาจะต้องวินิจฉัยและสั่งใช้โดย “แพทย์” ที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น ดังนั้น ผู้ป่วยที่ต้องการใช้กัญชารักษา ก็ต้องไปพบแพทย์ตามโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ได้รับอนุญาตให้จ่ายกัญชาได้ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยว่า เป็นโรคที่จำเป็นต้องใช้กัญชาหรือไม่ เพราะบางโรคไม่จำเป็นต้องใช้กัญชา เช่น โรคหัวใจ อัมพฤกษ์อัมพาต เป็นต้น หรือบางโรคสามารถใช้ยาแผนปัจจุบันรักษาได้ เพราะกัญชาไม่ใช่ตัวเลือกแรกในการรักษา แต่เป็นทางเลือกเมื่อการรักษาตามปกติไม่ได้ผล 

ทั้งนี้ โรคที่จะสามารถใช้กัญชาก่อนได้คือ กลุ่มโรคที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน งมี 4 โรค คือ  1.ลมชักในเด็ก 2.ปลอกประสาทอักเสบ 3.ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับยาเคมีบำบัด และ 4.ปวดเรื้อรัง รวมถึงกลุ่มโรคที่อาจต้องใช้ เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ และมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นต้น ซึ่งน้ำมันกัญชาของ อภ.ล็อตแรก ส่วนหนึ่งจะส่งไปโรงพยาบาลที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่า ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้กัญชา 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังสามารถเข้าถึงได้ผ่านโครงการวิจัยต่างๆ เช่น โครงการวิจัยของกรมการแพทย์ ซึ่งจะใช้น้ำมันกัญชาล็อตแรกจาก อภ.เช่นกัน หรืองานวิจัยน้ำมันกัญชาสูตรของ อ.เดชา ที่ทำร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งรออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมวิจัยในคน หากผ่านก็จะเข้าสู่กระบวนการวิจัยและได้รับยาอย่างต่อเนื่อง หรืองานวิจัยอื่นๆ เช่น มหาวิทยาลัยรังสิตที่พัฒนายาหลายตำรับ เหลือแค่การวิจัยในคน หรือการจับคู่ระหว่างสถานพยาบาล หน่วยงานวิจัย และกลุ่มจิตอาสา ในการวิจัยกัญชาอีกจำนวนมาก ทำให้ได้ข้อมูลมากขึ้น ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ผ่านการวิจัย

รวมถึงการพิจารณาน้ำมันกัญชาสูตร อ.เดชา ว่าเข้าข่ายภูมิปัญญาดั้งเดิมหรือไม่ ซึ่งมีการเลื่อนพิจารณามาในสัปดาห์นี้ หากคณะกรรมการฯ เห็นว่าเข้าข่าย ก็จะเป็นตำรับยาที่หมอพื้นบ้านสามารถจ่ายได้ ทำให้ อ.เดชา สามารถจ่ายน้ำมันกัญชาแก่คนในชุมชนหรือพื้นที่ของตัวเองได้ ก็จะเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง แต่หากจะทำให้จ่ายได้ทั่วประเทศ คงต้องรอผลการวิจัยร่วมกับจุฬาฯ ว่า มีประสิทธิภาพประสิทธิผลอย่างไร รักษาโรคใดได้ ปลอดภัยหรือไม่ เพื่อที่จะยื่นเป็นตำรับยาที่ 17 ที่แพทย์แผนไทยสั่งจ่ายได้ จะทำให้เข้าถึงยาได้มากขึ้น 

แต่ที่ต้องเข้าใจให้แจ่มชัด คือ “กัญชา” ต้องใช้อย่างมีสติ ยึดหลักความปลอดภัย เพราะกัญชาไม่ได้รักษาทุกโรค และไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกในการรักษา



กำลังโหลดความคิดเห็น...