xs
xsm
sm
md
lg

อภ. เผย "กัญชา" ออกดอกแล้ว สกัดทำน้ำมันกัญชาได้ ก.ค.นี้ 2,500 ขวด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อภ. เผย "กัญชา" 140 ต้นออกดอกแล้ว คาดอีก 8-10 สัปดาห์ เก็บเกี่ยวมาสกัดน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้นได้ใน ก.ค. ขนาด 5 ซีซี จำนวน 2,500 ขวด ย้ำใช้ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน และการวิจัยของกรมการแพทย์ก่อน สั่งจ่ายภายใต้การวินิจฉัยของหมอ คาดต้นปีหน้าปลูกเพิ่ม 6 เท่า

วันนี้ (16 พ.ค.) เมื่อเวลา​ 10.30​ น. นพ.โสภณ​ เมฆธน​ ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม​ (บอร์ด อภ.) แถลงข่าวความคืบหน้าโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์​ "กัญชาเมดิคัลเกรด​ออกดอกแล้ว" ว่า​ อภ.ปลูกต้นกัญชาทางการแพทย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่โรงงานผลิตยารังสิต จ.ปทุมธานี โดยปลูกทั้งหมด 3 ประเภท คือ กัญชาที่ให้สารทีเอชซีสูง กลุ่มที่ให้สารซีบีดีสูง และกลุ่มที่ให้สารเท่ากันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ใช้เทคโนโลยีปลูกระบบรากลอย โดยใช้มาตรฐานการเกษตรที่ดี (GAP) และควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน เพื่อให้ปลอดจากสารพิษ ยาฆ่าแมลง และให้ได้สารสำคัญตามที่ต้องการสม่ำเสมอ โดยขณะนี้ต้นกัญชาทั้ง 140 ต้น ได้เริ่มออกดอกแล้ว โดยจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 8-10 สัปดาห์ หรือช่วงต้น ก.ค.นี้ ดอกจะโตเต็มที่จนสามารถเก็บเกี่ยวมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้นได้

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยหาร อภ. กล่าวว่า กัญชามีการออกดอกให้เห็นชัดเจนแล้ว และได้กัญชาที่มีคุณภาพ เป็นต้นตัวเมียทั้งสิ้น ไม่มีต้นตัวผู้กรือกะเทย โดยหลังจากเก็บเกี่ยวจะนำช่อดอกมาทำให้แห้ง และนำมาสกัด ซึ่งจะมีการนำเครื่องสกัดที่ทันสมัยเข้ามาใช้ เป็นการสกัดด้วยเอทานอลโดยใช้เทคนิคเฉพาะ ระเหยเอทานอลจนหมด เหลือเป็นน้ำมัน และนำมาเจือจางผลิตเป็นน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้น ออกมา 5 มิลลิลิตร (ซีซี) จำนวน 2,500 ขวด ซึ่งแต่ละขวดจะทราบความเข้มข้นของสารสกัดทีเอชซีและซีบีดีเป็นเท่าไร อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้จะมีการฝึกการสกัดโดยใช้ของกลางจาก ป.ป.ส.ก่อน

เมื่อถามว่าจะกระจายน้ำมันกัญชานี้ไปสู่ผู้ป่วยอย่างไร นพ.โสภณ กล่าวว่า น้ำมันกัญชาที่ผลิตได้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ส่วนการสั่งจ่ายต้องอยู่ภายใต้แพทย์และเภสัชกรที่ผ่านการอบรมหลักสูตรจากกรมการแพทย์ โดยการใช้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ใช้ภายใต้โครงการวิจัย ซึ่งหารือกับกรมการแพทย์ไประดับหนึ่งแล้ว และจะหารือรายละเอียดอีกครั้งวันที่ 21 พ.ค. 2562 และ 2.ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ข้อบ่งใช้ 4 กลุ่มโรค และมีความจำเป็นต้องใช้ อาจเป็นทั้งผู้ป่วยใหม่หรือผู้ป่วยที่มาแจ้งครอบครองเพื่อขอนิรโทษ ซึ่งจะให้แพทย์ที่ผ่านการอบรมพิจารณาว่า จำเป็นต้องใช้หรือไม่ หากต้องใช้ก็ส่งเรื่องมาที่ อภ. และอภ.จะสนับสนุนน้ำมันกัญชาไปที่ รพ.

นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า แม้จะใช้ภายใต้โครงการวิจัยก็ต้องมีแพทย์พิจารณาความจำเป็นและสั่งจ่ายเช่นกัน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมการแพทย์ อภ.มีหน้าที่ผลิตให้ กระบวนการวิจัยจะเริ่มขึ้นเมื่อเราส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ โดยขณะนี้ก็เริ่มมีการเตรียมผู้ป่วยแล้ว เช่น ผู้ป่วยโรคลมชักของสถาบันประสาทวิทยา และผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สำหรับผู้ป่วยที่ขอนิรโทษกรรมก็ต้องรอความชัดเจนของจำนวนว่ามีเท่าไร ความต้องการที่แท้จริงเป็นอย่างไร ตรงนี้จะเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ส่วนเรื่องของราคากำลังคำนวณอยู่ ซึ่งการขายใต้ดินก็อยู่ที่ประมาณซีซีละ 100-200 บาท ราคาก็ไม่ควรจะเกินกว่านี้หรือเกินกว่าต่างประเทศ และต้องมาประเมินกับต้นทุนการผลิตด้วยว่าเป็นเท่าไร

นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า ส่วนแผนการดำเนินงานเฟส 2 อภ.จะมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีก 6 เท่า ซึ่งจะปลูกได้ภายในต้นปี 2563 ที่ จ.ปทุมธานี และเฟสที่ 3 จะเป็นการปลูกขนาดใหญ่ที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี แต่จะไม่ใช่การผูกขาดอย่างแน่นอน เพราะขณะนี้ก็มีหลายแห่งที่มีการขออนุญาตปลูกเพื่อการวิจัยทางการแพทย์บ้างแล้ว และขอย้ำว่า กัญชาไม่ใช่ทางเลือกหลักในการรักษาโรค แต่เป็นทางเลือกเมื่อใช้ยาแผนปัจจุบันแล้วไม่ได้ผล สำหรับความต้องการกัญชาทางการแพทย์ หากอ้างอิงจากประเทศอิสราเอล ที่มีประชากร 8 ล้านคน แพทย์สั่งจ่ายกัญชา 200 คน ผู้ป่วยลงทะเบียน 6 หมื่นคน ประเทศไทยมี 70 ล้านคน มากกว่า 8 เท่าได้ ผู้ป่วยก็น่าจะหลายแสนคนที่จะต้องใช้ เชื่อว่ากัญชาทั้งประเทศเองน่าจะประมาณ 40-50 ตัน

ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา อภ. กล่าวว่า น้ำมันกัญชา 1 ขวดจะใช้ได้นานเท่าไร ตรงนี้บอกได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับโรคและอาการด้วย ซึ่งน้ำมันกัญชาแต่ละขวดจะระบุชัดว่า มีปริมาณสารสำคัญเท่าไร ทั้งทีเอชซี และซีบีดี เพื่อให้แพทย์รับทราบและคำนวณได้ว่า ควรจะต้องใช้ปริมาณเท่าไรอย่างไรสำหรับโรคและอาการ เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยอย่างถูกต้องเหมาะสม

รศ.ดร.วิเชียร กีรตินิจกาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพราะปลูกและปรับปรุงสายพันธุ์พืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า เราทำเป็นยา ดังนั้น ทุกขวดจะต้องมีสารสำคัญเหมือนกันทั้งหมด ไม่มีสารปนเปื้อนใดๆ และสามารถรักษาได้ มีทีเอชซี หรือซีบีดีนการรักษาแต่ละโรค การปลูกจึงต้องมีสารเหล่านี้ด้วย ปัญหาคือ กัญชาสายพันธุ์ไทยมีทีเอชซีสูง แต่การรักษาโรคบางโรคต้องใช้ซีบีดี พันธุ์ไทยจึงไม่เหมาะ จึงต้องใช้สายพันธุ์ลูกผสมในการปลูก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงพันธุ์ไทยให้มีสารสำคัญที่เหมาะสมกับการนำมาสกัดเพื่อใช้ในการรักษาโรคต่างๆ อย่างเหมาะสม รวมถึงจะพัฒนาวิธีในการปลูกในโรงเรือนและปลูกแบบกลางแจ้งด้วย ซึ่งต้องเข้าใจว่า กัญชาเป้นพืชที่รักษาโรคได้ แต่ก็เปราะบางต่อสภาพแวดล้อม โรคและแมลงก็ชอบ ซ้ำยังดูดซับสารเคมีและโลหะหนักได้ง่ายมาก ขนาดควบคุมการปลูกดีแล้ว ยังพบโรคที่ไม่เคยพบมาก่อนในสารบบการปลูกกัญชาของโลก แต่ตอนนี้แก้ไขได้แล้ว จึงต้องขอเวลาในการพัมนาโมเดลในการปลูกให้ได้มีคุณภาพ เพื่อถ่ายทอดให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรที่ต้องการปลูก

"ทุกคนอาจคิดว่าปลูกกัญชาแล้วจะรวย แต่ความจริงตอนนี้คือราคากัญชากำลังลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างสารซีบีดีจากราคากิโลกรัมละล้านบาท ก็เหลือ 5 แสนบาทและกำลังลดลงมาเรื่อยๆ ความคิดที่ว่าปลูกแล้วจะร่ำรวยอาจจะไม่ใช่เช่นนั้น เพราะการส่งออกเป็นเรื่องยาก ต้องได้มาตรฐานเมดิคัลเกรด ขณะที่สหรัฐอเมริกาห้ามนำเข้าส่งออก ส่วนแคนาดาส่งออกอย่างเดียวไม่นำเข้า และการส่งออกก็ต้องผ่านคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ (INCB) อีก จึงอยากให้มองผู้ป่วยเป็นหลักทำอย่างไรได้ยาที่เหมาะกับโรค และทำให้ยาราคาถูกลงเรื่อยๆ" รศ.ดร.วิเชียร กล่าวและว่า สำหรับการใช้ผลิตน้ำมันกัญชาให้ต่อเนื่องกับผู้ป่วยที่ต้องใช้ในโครงการวิจัย จะใช้วิธีการตัดกิ่งมาปลูกเพิ่ม ซึ่งใช้เวลาอีก 4 เดือนก็จะเก็บเกี่ยวมาผลิตได้

นางศิรินุช ชีวันพิศาลนุกูล รอง ผอ.อภ. กล่าวว่า ขณะนี้ อภ.ได้ทำศูนย์ให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชา โดยให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชนใน 4 ช่องทาง คือ ผ่านทางเว็บไซต์ อภ. www.gpo.or.th ผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม โดยจะนำเสนอทั้งข้อมูวิชาการเกี่ยวกับกัญชาในทุกๆ มิติ และความคืบหน้าในขั้นตอนต่างๆ ของการปลูกและผลิตน้ำมันกัญชา เป็นต้น






กำลังโหลดความคิดเห็น...