xs
xsm
sm
md
lg

ถอดบทเรียน “บ้านหุบบอน” ปฏิรูปร.ร. 2 ปี เด็กเพิ่ม100% ชุมชนเชื่อมั่นคุณภาพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โดย เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

“ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลางในพื้นที่ห่างไกลอยู่ได้ คือต้องอาศัยชุมชน เข้ามามีส่วนช่วย เพราะฉะนั้น ต้องทำให้คนในชุมชนยอมรับ เชื่อมั่น ผู้บริหารโรงเรียนก็ต้องเข้ากันกับชุมชนได้อย่างดี แต่ถ้าพื้นที่ไหนขาดชุมชนไม่มีความเชื่อมั่น ไม่ให้การสนับสนุน ไม่พาเด็กมาเรียนโรงเรียนก็จะอยู่ไม่ได้ก็ต้องปิดตัวลง ดังนั้น ชุมชนถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ” ทวีศักดิ์ เจริญเตีย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหุบบอน ต.เขาคันทรง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี สะท้อนมุมมอง

โรงเรียนบ้านหุบบอน เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนตั้งแต่อนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ในอดีตประสบปัญหาจำนวนนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่มีเด็ก 300-400 คนกลายเป็นราวปี 2559 เหลือเด็กแค่ 168 คน มีปัญหารอบด้านทั้งกายภาพ อาคารสถานที่ทรุดโทรม ครูไม่เพียงพอ ผลสัมฤทธิ์การศึกษาเด็กตกต่ำ ทำให้ชุมชนไม่เชื่อมั่นที่จะนำลูกหลานมาเข้าเรียน แต่เลือกที่จะพาลูกไปเรียนที่โรงเรียนอื่นๆในตำบลใกล้เคียง แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มก็ตาม

แต่ใครจะคิดว่า 2 ปีถัดมา (2560-2561) โรงเรียนบ้านหุบบอนจะพลิกสถานการณ์สามารถดึงเด็กกลับเข้าสู่โรงเรียนได้มากถึง 300 คนหรือเกือบ 100% “ทวีศักดิ์” เล่าว่า ตนได้เข้ามารับตำแหน่งที่โรงเรียนแห่งนี้ปลายปี 2559 ได้ศึกษาข้อมูลย้อนหลังพบปัญหารอบด้าน ในหลายอย่างอยู่ในสภาพย่ำแย่ ที่สำคัญ คือ เด็กเรียนไม่จบ แต่ไม่มีการติดตาม คล้ายปล่อยปละละเลย จนทำให้ชุมชนไม่เชื่อมั่นที่จะส่งลูกหลานมาเรียน กระทั่งปี 2560 ตัดสินใจเข้าร่วมในโครงการวิจัยปฏิบัติการ "โรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง" (School Quality Improvement Program : sQip) ภายใต้ความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ)สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมุ่งพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดกลางที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลผลสัมฤทธิ์ต่ำ ขาดการยอมรับจากชุมชน มีปัญหาระบบบริหารงานมาวางระบบการพัฒนาใหม่ โดยโรงเรียนบ้านหุบบอน เป็น 1 ใน 197 โรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกร่วมโครงการ

“ผมมองว่าชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาโรงเรียน ดังนั้น ต้องเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชน ผมลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน ไปพบผู้ปกครอง ดูความเป็นอยู่จะได้รู้ว่าทำไมเด็กถึงไม่มาเรียน ติดขัดอะไรจะได้เป็นข้อมูลในการไปวางแผนช่วยเหลือ มีการจัดประชุมเชิญคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชนมาทำความเข้าใจในเรื่องที่เราจะทำ เชิญชวนให้ช่วยกันวางแผนว่าจะพัฒนาโรงเรียนอย่างไรได้ ต้องเริ่มจากจุดไหน เช่น ปัญหาขาดครู ชุมชนก็มีการขอความร่วมมือจากโรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการช่วยสนับสนุนงบประมาณจ้างครู จ้างนักการภารโรง มาช่วย ซึ่งในการทำงานจะมีโค้ชของโครงการมาให้คำแนะนำทำให้การทำงานพัฒนาในหลายๆด้านเป็นไปอย่างก้าวกระโดด”ทวีศักดิ์ ระบุ

ทวีศักดิ์ บอกด้วยว่า นอกจากนี้ ยังได้นำระบบ Q info ที่ทางโครงการได้พัฒนาขึ้นมาใช้ประโยชน์ ระบบนี้ช่วยตนและครูผู้สอนได้มาก เพราะจะเป็นการรายงานข้อมูลนักเรียนแบบเรียลไทม์ สามารถตรวจสอบเวลาเรียนของเด็ก คะแนนการสอบกลางภาค-ปลายภาค ที่ครูจะต้องมากรอกข้อมูลไว้ ตรงนี้ครูก็สามารถนำข้อมูลไปวางแผนการสอน ดูแลเด็กรายบุคคลได้ สามารถแก้ไขปัญหาช่วยเหลือเด็กได้ทันทีท่วงที ครูใกล้ชิดเด็กมากขึ้นตรงนี้ส่งผลให้นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของพฤติกรรม มีคุณธรรมจริยธรรมมากยิ่งขึ้น และ 2 ปีมานี้ต้องบอกว่านักเรียนของโรงเรียนจบหลักสูตรครบ 100% ไม่มีหลุดออกนอกระบบ และในปีการศึกษา 2562 มีนักเรียนเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนตามเป้าเกือบ 100% เพราะชุมชนเชื่อมั่นในโรงเรียน เปลี่ยนใจพาลูกหลานกลับมาเรียนที่โรงเรียน ที่สำคัญโครงการนี้ช่วยผลักดันให้โรงเรียนได้รับรางวัล OBEC AWARD สาขานวัตกรรมในการบริหารงาน และล่าสุดได้รับเลือกจาก สพฐ.ให้เป็นโรงเรียนดีประจำตำบลด้วย

ด้าน นายนคร ตังคะภิภพ หัวหน้าโครงการวิจัยและปฏิบัติการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่องหรือ sQip อธิบายว่า โครงการนี้เป็นนวัตกรรมการจัดการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการใช้โรงเรียน ห้องเรียนเป็นฐานการเพิ่มความสุขในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ซึ่งรูปแบบการทำงานทางโครงการจะเข้าไปช่วยพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ เน้นความร่วมมือของทุกฝ่ายในโรงเรียนและชุมชน ให้ร่วมกันตั้งเป้าหมายในการจัดการโรงเรียนให้ชัดเจน ยังมีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อช่วยเหลือนักเรียนเป็นรายบุคคล และสามารถแจ้งเตือนกรณีนักเรียนที่มีความเสี่ยงสูง ช่วยลดภาระของครูในการประมวลข้อมูลและภาระทางธุรการ

อย่างไรก็ตาม เกือบ 2 ปีที่ สกว. กสศ. และสพฐ. ได้ร่วมกันยกระดับคุณภาพของโรงเรียนขนาดกลางในพื้นที่ยากลำบาก 197 แห่งครอบคลุม 14 จังหวัด คือ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย น่าน ลำปาง สุโขทัย สุรินทร์ อำนาจเจริญ กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต มีครูร่วมโครงการมากกว่า 3,500 คน ส่งผลกระทบต่อนักเรียนราว 49,086 คน ซึ่งผลปรากฎว่า 197 โรงเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงสอดคล้องกับดัชนีชี้วัดสำคัญของระบบรับรองคุณภาพระดับนานาชาติ คือ Student engagement หรือ นักเรียนเพลิดเพลินกับการเรียนรู้ โดยนักเรียนที่ร่วมโครงการมีความสุขในการมาเรียน มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับครูมากขึ้น ขณะที่นักเรียนซึ่งมีปัญหาได้รับการเอาใจใส่ดูแล ทําให้ปัญหาการเรียนและปัญหาต่างๆ เช่น อัตราการขาดเรียน การมาสาย และหนีเรียน ไม่ใส่ใจในการเรียนลดลง ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองนักเรียน ยังได้ให้ข้อมูลว่า งานวิจัยชิ้นนี้ ทำให้นักเรียนมีสัมพันธภาพในครอบครัวดีขึ้น และมีพฤติกรรมในการสนใจการเรียน การรับผิดชอบช่วยงานที่บ้านดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่ นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า จากผลความสำเร็จในการทำงานที่ผ่านมา เห็นร่วมกันว่าปีการศึกษา 2562 จะขยายผลโครงการไปสู่โรงเรียนขยายโอกาส 280 แห่งใน 17 จังหวัด พัฒนาให้เป็นสถานศึกษาต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติคุณภาพโรงเรียนและครู เพื่อนําไปสู่การพัฒนาระบบรับรองคุณภาพสําหรับโรงเรียนขนาดกลางที่มีนักเรียน 200-500 คน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการเรียนการสอน นอกจากนี้ จะร่วมสถาบันอุดมศึกษา 10 แห่งในพื้นที่พัฒนากระบวนการเรียนการสอนและหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นควบคู่ไปด้วย

“ในเรื่องการวัดทักษะการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน กสศ.จะนำเครื่องมือที่ได้พัฒนาร่วมกับองค์การความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ OECD มาใช้สนับสนุนการทำงานของครูและสถานศึกษาต้นแบบ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้คือแนวทางการปฏิรูปการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับโรงเรียนในชนบท”นพ.สุภกร กล่าวในที่สุด





กำลังโหลดความคิดเห็น...