xs
xsm
sm
md
lg

ภาพรวมอปท.กว่า 2 พันแห่งมีสัดส่วนเด็กปฐมวัย 3% ชูสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาพัฒนาการเรียนรู้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เปิดสถานการณ์เด็กปฐมวัย จากการสำรวจข้อมูลใน อปท.กว่า 2 พันแห่งพบมีเด็กปฐมวัย เพียง 3% ส่วนใหญ่อาศัยกับปู่ย่า และญาติ แนะต่อยอดใช้โมเดลสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา กระตุ้นเรียนรู้ หลัง สสส. จับมือ สถ. ทำใน 12 แห่ง ช่วยพัฒนาการเด็ก ลดพฤติกรรมก้าวร้าว ติดโซเชียล ขณะที่ สถ.ตั้งเป้าปีนี้พร้อมขยายผลไปยัง อปท. ทั่วประเทศเกิดสนามเด็กเล่นฯอย่างน้อย 1 แห่ง

วันนี้ (22 เม.ย.) ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย มูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เครือข่ายคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายภาค (ศวภ.) จัด “เวทีสานพลัง สร้างปัญญา พัฒนาเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา” เพื่อจัดการความรู้ระบบการดูแลเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาโดยชุมชนท้องถิ่น

น.ส.ดวงพร  เฮงบุณยพันธ์  ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. กล่าวว่า สถานการณ์ครอบครัวของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ จาก 2,148 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ในปัจจุบัน พบว่า ในพื้นที่อปท.มีเด็กปฐมวัยไม่เกิน 3% ซึ่งเด็กอยู่กับพ่อและแม่ 28.35% อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย 43.38% และอยู่กับบุคคลอื่น หรือพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเดี่ยว 28.27% ซึ่งปัญหาที่จะพบตามมาคือ เรื่องการเจริญเติบโต พัฒนาการล่าช้า ปัญหาการเจ็บป่วย ขาดผู้ดูแลและความรุนแรง

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ด้านสุขภาพ เด็กปฐมวัยทั้งหมด 263,242 คน ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง 6,082 คน อัตราป่วย 29.6 คน ต่อ 1,000 ประชากร โดยโรคที่พบในเด็กมากที่สุด คือ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ และโรคหัวใจ นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องการขาดสารอาหาร 77 คน คิดเป็นอัตรา 1.2 คน ต่อประชากร 1,000 คน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่สำรวจครั้งนี้ เป็นข้อมูลภาพรวมจากทุกหน่วยงานซึ่งได้มาเพียงบางพื้นที่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงข้อมูลยังไม่เพียงพอ ดังนั้นควรจะมีการจัดการข้อมูลเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยจากทุกภาคส่วน ให้ความรู้ปู่ย่าตายายในการดูแลเด็กปฐมวัย

"ตอนนี้การเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยไม่ใช่เป็นรูปแบบพ่อแม่ลูก แต่เป็นปู่ยาตายาย และคนอื่นๆ เช่น ญาติ เป็นต้น ดังนั้น การดูแลเด็กปฐมวัย ต้องให้ความรู้ปู่ยาตายาย คนเหล่านี้และทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วม ต้องสร้างชุดความรู้ใหม่ ซึ่งสสส.ได้จุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจ สร้างการมีส่วนร่วมพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยด้วยสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ส่งเสริมการเล่นของเด็ก สร้างพื้นที่ต้นแบบ 12 แห่ง ได้ทดลองดำเนินการมาแล้ว 2 ปี พบว่า การเรียนรู้จากการเล่นให้เกิดการคิดวิเคราะห์ สร้างการมีวินัยทางสังคม มีทักษะในการช่วยเหลือตนเองในการดำเนินชีวิตประจำวัน และมีวิถีชีวิตที่สอดรับกับบริบททางสังคมวัฒนธรรมของพื้นที่ ซึ่งหากการเรียนรู้ถูกกระตุ้นด้วยการเล่นในสนามเด็กเล่นที่ออกแบบให้กระตุ้นพัฒนาการของสมองและร่างกาย พัฒนาการทางสังคมที่มาพร้อมปัญญาและอารมณ์ รวมทั้งส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ด้วย โดยทุนทางสังคมในพื้นที่ที่สามารถร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย

นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวว่า การดูแลเด็กปฐมวัยไม่ใช่งานของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นงานของทุกคน โครงการสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ถือเป็นอีกนโยบายที่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดี สถ.ส่งเสริมและผลักดันให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปขับเคลื่อน เพราะการออกกำลังกาย เป็นอีกกิจกรรมที่มีความสำคัญเพราะการ มีความสำคัญกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและเด็กปฐมวัย เพราะในแต่ละฐานของสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาช่วยให้เด็กได้เคลื่อนไหว เป็นการออกกำลังกายถือเป็นการพัฒนา ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญาของเด็ก และการจัดกิจกรรมแต่ละฐานสามารถนำไปปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้ ปัจจุบันมี อปท.ที่ดำเนินโครงการดังกล่าว 524 แห่ง ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ กิจกรรมครั้งนี้จะได้นำ 23 แห่งที่ประสบคสามสำเร็จมาถ่ายทอดบทเรียนให้แก่ อปท.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และผู้ที่ทำงานด้านปฐมวัยได้เรียนรู้ ซึ่งในการสร้างสนามเล่นสร้างปัญญาไม่สำเร็จได้ด้วยเพียงงบประมาณ 1 แสนบาท แต่ต้องอาศัยความมีส่วนร่วมในพื้นที่มาช่วยกันขับเคลื่อน ดังนั้น จึงนับเป็นการดึงพลังชุมชน สร้างความสามัคคีและความเป็นเจ้าของร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 นี้ สถ.มีเป้าหมายจะขยายผลให้เกิดสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาให้ครอบคลุม อปท.ทั่วประเทศประเทศ อย่างน้อย อปท.ละ 1 แห่ง ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมให้มีห้องสมุดประจำอปท.ละ 1 แห่งเพื่อเป็นแหล่งในการศึกษาข้อมูล อ่านหนังสือให้เด็กและเยาวชน เพราะปัจจุบันพบว่าเด็กในชนบทมีปัญหาการอ่านออกเขียนได้






กำลังโหลดความคิดเห็น...