xs
xsm
sm
md
lg

อาชีวะเปิดระบบ Big Data ดันยอดผู้เรียนให้ถึงเป้า 45%

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ประเทศไทยยังต้องการกำลังคนเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ ฯลฯ โดยเฉพาะกำลังคนในสายอาชีพที่ไม่ใช่แค่เรียนจบมีวุฒิการศึกษาการันตีเท่านั้น แต่ต้องเป็นกำลังคนที่มีทักษะวิชาชีพขั้นสูงด้วย เมื่อมองในบริบทของภาคการศึกษาในฐานะผู้ผลิต ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่ตอบโจทย์ ทั้งในแง่คุณภาพ และปริมาณไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจเท่าใดนัก

เวลาร่วม 1 ปีเศษในความพยายามผลักดันให้เกิด “ศูนย์ผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา” สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่จัดตั้งขึ้นทั่วประเทศ แบ่งเป็น 1 ศูนย์กลาง 6 ศูนย์ภูมิภาค 18 ศูนย์กลุ่มจังหวัด ภายใต้การกำกับของ “บิ๊กน้อย” พล.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ศูนย์ดังกล่าวนี้เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีวศึกษา ทั้งการสำรวจกำลังคนอาชีวะ เพื่อวางแผนผลิตและพัฒนาบุคลากรสาขาวิชาชีพต่างๆ พัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ แสวงหาความร่วมมือ สนับสนุนการมีงานทำ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ประกอบการ

ที่ผ่านมายังได้มีการพัฒนาต่อยอดสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมอาชีวศึกษาสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม โดยการจับคู่ธุรกิจเกิดการซื้อขาย ที่สำคัญยังได้จัดทำระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลกำลังคนอาชีวศึกษา (Big Data) ของศูนย์ประสานงานการผลิตฯ ปัจจุบันมีสถานประกอบการ ลงทะเบียนในระบบฐานข้อมูลดังกล่าว 129,341 บริษัท คิดเป็น 100% ของสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยในระยะเวลา 1- 3 ปีตัวเลขความต้องการกำลังคน อยู่ที่กว่า 300,000 อัตรา

จากข้อมูลในระบบ Big Data พบว่า ภาคกลาง ต้องการให้ขยายการรับผู้เรียนเพิ่มขึ้นในสาขาเมคคาทรอนิกส์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และสาขาเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ขณะที่ภาคอื่นๆ มีความต้องการให้เปิดการสอนเพิ่มในหลายสาขา ดังนี้ ภาคตะวันออก เช่น ช่างกลโรงงาน คอมพิวเตอร์ธุรกิจ งานตรวจสอบโดยไม่ทำลาย วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ภาคเหนือ เช่น งานการดูแลผู้สูงอายุ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ช่างอากาศยาน ขนส่งทางราง ฯลฯ

ขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องการให้เพิ่มในสาขา เช่น เทคนิคคอมพิวเตอร์ ธุรกิจการบิน เมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ ฯลฯ ภาคใต้ เช่น การท่องเที่ยว การโรงแรม ช่างกลเรือ การจัดการโลจิสติกส์ อาหารเพื่อการท่องเที่ยว ฯลฯ และภาคใต้ชายแดน ต้องการให้เปิดเพิ่มในสาขาช่างเชื่อม โลจิสติกส์ อิเล็กทรอนิกส์การแพทย์ ธุรกิจประมง เป็นต้น

“ระบบ Big Data นี้จะเชื่อมโยงกับทุกศูนย์ประสานงานการผลิตฯ มีประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาอาชีวศึกษา ทั้งด้านการเรียนการสอน รวมถึงการวางแผนรับนักเรียน เวลานี้ได้เปิดให้งานได้เป็นทางการ โดยผมได้กำชับว่าต้องพร้อมสมบูรณ์ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2562 นี้ และปีนี้วางเป้าหมายจะรับไม่น้อยกว่า 45% เบื้องต้นกำหนดกลุ่มเป้าหมายการ 6 กลุ่ม คือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (กรอ.อศ.), อาชีวศึกษาจังหวัด 77 จังหวัด, ศึกษาธิการภาค, ศึกษาธิการจังหวัด, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัด”พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบ Big Data

รู้เขา-รู้เราช่วยวางแผนผลิตกำลังคนอาชีวะได้ตรงความต้องการ ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า จุดบอดในการผลิตและพัฒนากำลังคนในสายอาชีพที่ผ่านมา คือ การไม่รู้เข รู้เรา ไม่รู้ว่าความต้องการกำลังคนที่แท้จริงของภาคประกอบการว่าต้องการจำนวนเท่าไร ฝ่ายผลิตก็ผลิตไม่ตรงที่ต้องการ แต่จากที่ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ฯลฯ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือลงทะเบียนผ่านศูนย์ประสานงานการผลิตฯ แจ้งตัวเลขความต้องการแรงงานและสาขาที่ขาดแคลนและสาขาเป็นที่ต้องการ ส่งผลให้ขณะนี้ข้อมูลอาชีวศึกษาจะมีความเป็นเอกภาพเดียวกัน

“ข้อมูลต่างๆ ความต้องการแรงงาน กำลังการผลิตจะอัพเดตอย่างต่อเนื่อง โดยสถานประกอบ129,341 บริษัทชั้นนำที่ลงทะเบียน ทำให้จากไม่รู้เขารู้เรา มาเป็น รู้เขารู้เรา คือรู้ว่าสถานประกอบการประเภทใดต้องการกำลังคนเท่าไร อาชีวะจะได้สามารถผลิตคนได้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้ ซึ่งจะเริ่มทันทีในการวางแผนรับนักเรียน นักศึกษาอาชีวะในปีการศึกษา 2562 นี้ ขณะเดียวกัน ศูนย์ประสานงานการผลิตฯ จะเป็นฐานข้อมูลในการวางแผนพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การพัฒนาบุคลากรในสังกัด สอศ.ผู้บริหารสถานศึกษา ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักเรียนนักศึกษา ครูในสถานประกอบ ถือได้ว่าเป็นหลักในการบริหารงานของอาขีวศึกษาทั้งหมด ให้เกิดประสิทธิภาพและคุณภาพ”ดร.สุเทพ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีธัญบุรี ให้ความเห็นว่า ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างฐานข้อมูลแรงงานและการศึกษา ที่ทำให้ทั้งอาชีวะ รวมถึงอุดมศึกษาที่ก็มีการจัดการศึกษาในสาขาสายอาชีพ และภาคประกอบการมีข้อมูลตรงกันซึ่งจำเป็นอย่างมาก อีกทั้งอาชีวะไม่ได้มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี เท่านั้น แต่ยังสำคัญกับการพัฒนาภาคการผลิตได้ทั่วประเทศ ดังนั้น การมีระบบฐานข้อมูลที่ทำให้รู้ตั้งแต่ผู้ยังไม่จบว่ามีจำนวนเท่าไร และความต้องการของสถานประกอบการ จะทำให้สามารถจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการผลิตได้ตรงเป้า ขณะเดียวกัน ยังเป็นประโยชน์ที่ภาคส่วนต่างๆ นำไปใช้ในการยกระดับบุคลากร พัฒนาทักษะของคนทำงานที่จบไปหลายๆ ปีให้สูงขึ้น

“ระดับอุดมศึกษาก็มีการทำระบบฐานข้อมูลบนเครือข่ายยูนิเน็ต (UniNet) โดยรวมฐานข้อมูลผู้เรียน ฐานการวิจัยต่างๆ อนาคตหากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทั้งอาชีวะและอุดมศึกษาเข้าด้วยกันได้ ก็จะเกิดฐานข้อมูลเด็ก 2 กลุ่มเป็นฐานสำคัญให้แก่ทุกกระทรวง"รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวในที่สุด.





กำลังโหลดความคิดเห็น...