xs
xsm
sm
md
lg

5 นักการเมืองรุ่นใหม่จาก 5 พรรคประชันนโยบายพัฒนาเด็กและเยาวชน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กลุ่มสภาเด็กและเยาวชนฯ ประกาศเจตนารมณ์ผ่านเวทีแสดงนโยบาย ขอพรรคการเมืองใหม่ ให้ความสำคัญกับเด็กและผลักดันการพัฒนาเด็กเป็นวาระแห่งชาติ ขณะที่ 5 นักการเมืองรุ่นใหม่จาก 5 พรรค ประชันนโยบายพัฒนาการศึกษา ยกระดับคุณภาพเด็กและเยาวชนของไทย มุ่งลดเหลื่อมล้ำ ดูแลเด็กตั้งแต่ปฐมวัยเป็นต้นไป

วันนี้ (4 มี.ค.) ลานกิจกรรมชั้น LG สยามสแควร์วัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดเวทีแสดงนโยบายด้านเด็กและเยาวชน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “มุมมอง NEW GEN พรรคการเมืองกับเรื่องปิดเทอมสร้างสรรค์” โดยมีตัวแทนคนรุ่นใหม่จาก 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคชาติพัฒนา โอกาสนี้กลุ่มสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และเครือข่ายเยาวชน ร่วมประกาศเจตนารมณ์แสดงพลังเด็กเยาวชน เพื่อร่วมสร้างสรรค์ประเทศไทย “ขอให้พรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารและมีอำนาจกำหนดนโยบายในอนาคต ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน เปิดรับการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจ โดยมีผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษาภายใต้แนวคิด “เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน” รวมถึงขอให้ทำเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ และสนับสนุนกิจกรรมดีๆให้เกิดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตทุกด้าน”

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์เกิดขึ้นเพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กและเยาวชน ที่เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ จึงร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมและพื้นทีสร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงทั่วประเทศ รวมถึงตำแหน่งงานพิเศษที่สนใจผ่าน www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com ขณะที่ผลการสำรวจของยูรีพอร์ต สำรวจเด็กและเยาวชน 1,882 คน พบเกือบครึ่งรู้สึกชุมชนที่อยู่ไม่ปลอดภัย 42% อยากให้รัฐบาลเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็กและเยาวชน จึงเป็นที่มาของการเวทีดังล่าวให้กลุ่มสภาพเด็กและเยาวชนได้นำเสนอแนวคิด รับฟังความคิดเห็นของผู้สมัครซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่จะมานำเสนอแนวคิด นโยบายเพื่อจะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

น.ส.เยาวภา บุรพลชัย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ในฐานะโฆษก พชน. กล่าวว่า พรรคมีนโยบายในการพัฒนาเด็กและเยาวชนใน 2 ประเด็น คือ 1.ด้านการศึกษา ปัจจุบันพบว่ามีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาระหว่างเด็กยากจน เด็กพิการ และเด็กที่มีฐานะร่ำรวย ยังมีปัญหาช่องว่างในครอบครัวจากสภาพเศรษฐกิจที่พ่อแม่ต้องหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูก ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้ พชน.ได้วางนโยบายไว้ 4 แนวทาง คือ เด็กไทย 2 ภาษาสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านห้องเรียนดิจิทัล,ทุนครูเทคโนโลยี อำเภอละ 1 ล้านบาทให้ทุนครูมีศักยภาพออกไปเรียนรู้พัฒนาท้องถิ่นตนเอง,ปรับให้เด็กเป็นนักอ่าน นักคิด นักปฏิบัติ สุดท้ายสร้างอุทยานการเรียนรู้ หรือ Thailand knowledge center เป็นพื้นที่สำหรับทุกกลุ่มทุกเพศวัย และ2.นโยบายด้านกีฬา พรรคจะสร้างมินิสปอร์ตคอมเพล็กซ์ ในทุกอำเภอ และมินิฟิตเนส ทุกหมู่บ้าน เพราะถ้าทุกคนมาเล่นกีฬาก็มีสุขภาพแข็งแรง ลดการเจ็บป่วย ลดต้นทุนการรักษา และกีฬา เป็นคีย์เวิร์ดแห่งการปรองดองในอนาคต

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรคให้ความสำคัญกับการศึกษา การพัฒนาเด็กและเยาวชนมาต่อเนื่อง ในการเลือกตั้งครั้งนี้นโยบายของพรรคจะเดินตามแนวทางแก้จน สร้างคน สร้างชาติ แม้สภาวะเศรษฐกิจแบบชี้ปัญหาปากท้องจะเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องเร่งแก้ไข แต่ ปชป.เชื่อว่าการพัฒนาประเทศและการลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนที่สุดคือ การปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เด็กไทยเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน โดยการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตมีคุณภาพ ต้องมีสุขภาพแข็งแรง และมีทักษะตอบโจทย์โลกอนาคต ทั้งการคิดวิเคราะห์ ทักษะการสื่อสารอย่างน้อย 2 ภาษา มีทักษะการใช้ชีวิต ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่มีความตั้งใจอยากเป็นผู้ประกอบการเอง จำเป็นต้องรู้และเข้าใจวินัยการคลังและการออม มีทักษะการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ คัดกรองข่าวสารได้ และเติบโตอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม เคารพสิทธิหน้าที่คนอื่นในระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนี้ จะมีการให้เบี้ยเด็กไทยเข้มแข็ง เพิ่มการลงทุนการศึกษาระดับปฐมวัย โดยจะเพิ่มศูนย์เด็กเล็กคุณภาพทั่วประเทศ ในระดับประถมและมัธยม จะพลิกบทบาทของห้องเรียนที่เน้นฝึกการคิดวิเคราะห์ ส่วนนอกห้องเรียนทำกิจกรรมค้นหาความรู้ ทำกิจกรรม อย่างไรก็ตาม ปชป.จะต่อยอดจากนโยบายเดิมในการคืนครูสู่ห้องเรียน นำเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระงานธุรการ งานเอกสารให้ครูมีเวลากับนักเรียน ปรับรูปแบบการประเมิน ขณะเดียวกัน จะขยายเรียนฟรีไปถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ดึงภาคเอกชนมาร่วมออกแบบหลักสูตรทวิภาคี ออกแบบสถานที่ฝึกงานมีสัญญาว่าจ้างการทำงาน พร้อมกันนี้จะกระจายอำนาจ ทั้งการจัดสรรงบประมาณ การตัดสินใจที่โรงเรียนสามารถดำเนินการได้ตามบริบทของพื้นที่

ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า แนวทางที่พรรคนำเสนอคือ ธนาคารเพื่อการศึกษา เป็นจุดเริ่มที่จะทำให้เด็กเข้าถึงการศึกษา ตั้งเป้าให้ทุนการศึกษาจากผลสำเร็จทางการศึกษา นั่นหมายถึงเด็กจะได้รับเงินเพื่อเข้าระบบการศึกษาและวัดผลได้ เป็นการหมุนเวียนและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง สามารถมองเห็นว่าเด็กอยู่ในระบบที่ดีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งการลงทุนตรงนี้ยอมรับว่าใช้ไม่น้อยแต่จะผลักดันโดยดึงภาคเอกชน ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมให้เกิดการหมุนเวียน นำเงินมาเข้าสู่ระบบธนาคารเพื่อการศึกษา เป็นสิ่งที่จับต้องได้จริงเห็นการเปลี่ยนแปลง

“โอกาสของเด็กและเยาวชนจะดูแลเด็กทุกช่วงวัยและทุกระดับการศึกษา ซึ่งช่วงวัยสำคัญคือเริ่มต้นแต่เด็ก พรรคพลังประชารัฐได้นำเสนอมารดาประชารัฐ เป็นนโยบายหนึ่ง ซึ่งคนมองว่าใช้งบไปกับอะไร ส่งเสริมคนท้องมากไปหรือเปล่า ซึ่งในมุมคนที่เป็นแม่คนช่วงเวลาสำคัญเริ่มต้นตั้งแต่มีลูก เพราะฉะนั้น คุณภาพของเด็กต้องเริ่มต้นแต่ในท้องแม่ ไม่มาเริ่มแก้ไขเมื่อเขาออกมา และจะนำแนวคิดไฮสโคปมาใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นต้น”ดร.ไกรเสริม กล่าว

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญการศึกษาของเด็กปฐมวัยเพราะเป็นพื้นฐานสำคัญ โดยมีนโยบายจะสร้างศูนย์พัฒนาเด็กอัจฉริยะ 2 หมื่นแห่งเพื่อช่วยเหลือชุมชน รวมถึงศูนย์ผู้สูงวัย ขณะเดียวกัน จะจัดโครงการคืนโรงเรียนสู่ผู้ปกครอง เพราะครูคือคนที่ใกล้ชิดเด็กรองจากผู้ปกครอง แต่เราจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องร่วมพูดคุยกันว่าลูกของผู้ปกครองเก่งด้านไหน มีศักยภาพอะไร อะไรควรต้องส่งเสริม รวมถึงเปลี่ยนรูปแบบการสอนจากการท่องจำ รวมถึงต้องทำให้ห้องเรียนเป็นที่ที่มีความสุขและมีความสนุก โดยอนาคตจะปรับลดขนาดห้องเรียนลงเพราะเวลานี้ห้องเรียนหนึ่งมี 45 คน มากเกินกว่าที่ครูจะสามารถจดจำหรือติมตามเด็กได้ ตลอดจนต้องกระจายอำนาจการศึกษาให้โรงเรียนซึ่งมีความรู้และเข้าใจบริบทในพื้นที่ สามารถจัดการศึกษาได้ตรงตามต้องการ รวมถึงจะส่งเสริมศักยภาพเด็กไทยให้คิดนอกกรอบและเติบโตเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ

น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่พยายามสร้างรากฐานทางการศึกษาใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มจากพื้นฐานใกล้ตัวเด็กที่สุด เพราะเวลาพูดถึงการศึกษาจะไม่นึกถึงเมกกะโปรเจกต์ แต่จะนึกถึงโครงการเล็กๆที่เพิ่มภาระครูในห้องเรียน งบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาทของการศึกษาไทยนั้น จะขอเพียงแค่ 3 หมื่นกว่าล้านบาทต่อปี นาน 3 ปีเพื่อยกระดับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับการศึกษา ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจะยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กซึ่งเป็นที่พึ่งพาของพ่อแม่ และจะทำโครงการสวัสดิการถ้วนหน้ามอบเงิน 1,200 บาทต่อเดือนให้พ่อแม่ เพราะมีงานวิจัยระบุว่า การได้รับเงินเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนที่ได้รับเงินวางแผนชีวิตได้ดีขึ้น ส่วนการยกระดับสิ่งแวดล้อมต่างๆ จะประกอบด้วยระบบอินเทอร์เน็ต ห้องน้ำ ห้องสมุด พื้นที่ต่างๆของโรงเรียนให้เด็กได้ใช้พื้นที่เรียนรู้เต็มที่ ครูได้ใช้ประโยชน์ทำงานเต็มที่ซึ่งแนวทางนี้พรรคออกแบบเพื่อการสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางกว่า 1.7 หมื่นโรงทั่วประเทศ


กำลังโหลดความคิดเห็น...