xs
xsm
sm
md
lg

ในวันที่เจ้าชายน้อยของบ้านอ่าน ‘เจ้าชายน้อย’/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ดิฉันหยิบยื่นหนังสือเรื่อง “เจ้าชายน้อย” ให้เจ้าลูกชายคนโต “สรวง สิทธิสมาน” นำไปอ่านครั้งแรกเมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำได้ว่าช่วงนั้นเขาชอบอ่านหนังสือมาก ทุกครั้งที่ต้องไปโรงเรียนวชิราวุธซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ จะกลับบ้านทุกสองสัปดาห์ ก็ต้องนำหนังสืออ่านเล่นเข้าไปในโรงเรียนทุกครั้งและครั้งละหลายเล่ม ส่วนใหญ่จะออกแนวหนังสือการ์ตูน มีอยู่ครั้งหนึ่งก็เลยลองหยิบยื่นหนังสือเจ้าชายน้อยให้เขาอ่าน เขาก็อ่านแต่ไม่ได้สนใจนัก จนกระทั่งเมื่อปิดเทอมครั้งที่ผ่านมาเมื่อเขาอายุครบ 21 ปี เกิดนึกคึกอยากอ่านหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยอีกครั้ง และการอ่านครั้งนี้ของเขาก็เกิดแรงบันดาลใจกลายเป็นงานเขียนชิ้นนี้

และประโยคข้อเขียนท่อนหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่ถึงกับสะดุดกึกและตรึงใจก็คือ

….สิ่งที่ทำให้ผมซาบซึ้งกับ 'เจ้าชายน้อย' มากเป็นพิเศษก็คงจะเป็นเพราะผมเคยอ่านหนังสือเล่มนี้ในวันที่ผมยังเป็น "เด็กที่อยากโตเป็นผู้ใหญ่" มาก่อน ซึ่งต่างจากรอบล่าสุดที่ได้อ่านในวันที่ผมเป็น "ผู้ใหญ่ที่อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง" ! …..
………………………………………………
“เจ้าชายน้อย"

หนังสือเล่มหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ของผมชื่นชอบเป็นที่สุด หนังสือที่ผมเคยอ่านตอนเด็ก ๆ ชั้นประถมแล้วไม่มีความรู้สึกร่วมอะไรด้วยเลย ไม่เห็นมีการต่อสู้ระเบิดตูมตามเหมือนการ์ตูนเล่มอื่นที่ชอบอ่านช่วงนั้น เป็นหนังสือที่ผมเคยมองข้ามเพราะรู้สึกว่ามันเป็นนิทานสำหรับ "เด็ก" และตอนนั้นผมมักจะรู้สึกว่าตัวเอง "โตแล้ว" !

ในวันนี้ หลังจากที่กลายเป็นคนรักการอ่าน โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับปรัชญา ความรัก และการเดินทาง หนังสือที่ชื่อว่า 'เจ้าชายน้อย' ได้รับการแนะนำให้ผมนำกลับมาอ่านอีกครั้งโดยคุณพ่อคุณแม่

คุณพ่อเล่าให้ผมฟังว่าชอบหนังสือเล่มนี้มาก ถึงขนาดยอมลงทุนจ่ายค่าลิขสิทธิ์ฉบับแปลและค่าพิมพ์ เพื่อนำมาเป็นของชำร่วยแจกในงานแต่งงานกับคุณแม่เมื่อ 22 ปีที่แล้ว

โฆษณามาขนาดนี้ ผมต้องอ่านเสียหน่อยแล้วล่ะ

ก็อ่านจากฉบับที่แจกในงานแต่งงานคุณพ่อคุณแม่ผมนี่แหละครับ ฉบับนี้แปลโดย 'อำพรรณ โอตระกูล' ต้นฉบับเขียนโดยชาวฝรั่งเศสนาม 'อองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี' เมื่อ 76 ปีที่แล้ว และได้รับความนิยมไปทั่วโลก มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 250 ภาษา

สิ่งที่ทำให้ผมซาบซึ้งกับ 'เจ้าชายน้อย' มากเป็นพิเศษก็คงจะเป็นเพราะผมเคยอ่านหนังสือเล่มนี้ในวันที่ผมยังเป็น "เด็กที่อยากโตเป็นผู้ใหญ่" มาก่อน

ซึ่งต่างจากรอบล่าสุดที่ได้อ่านในวันที่ผมเป็น "ผู้ใหญ่ที่อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง" !

เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องการเดินทางของตัว 'เจ้าชายน้อย' ผู้มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์เช่นเดียวกับเด็กน้อยทั่วไปในโลกแห่งความจริง สิ่งที่ได้พบเจอระหว่างการเดินทางทำให้เขาได้เข้าใจ "โลกแห่งความจริง" อันเต็มไปด้วย "พวกผู้ใหญ่" หนังสือเล่มนี้ได้เล่าถึงแง่มุม ความรัก การเดินทาง ความสัมพันธ์ และมิตรภาพในมุมของเด็กน้อย ซึ่งคงยากที่พวกผู้ใหญ่จะเข้าใจ
หนังสือเล่มนี้ได้แสดงให้เห็นมุมมองของเด็กน้อยซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดระดับปรัชญา มุมมองที่ทำให้ผมตระหนักขึ้นมาว่า บางครั้งมุมมองแบบเด็ก ๆ ก็ไม่ได้ไร้เดียงสาเสมอไป ในทางกลับกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมล้วนเกิดจากพวกผู้ใหญ่ที่เย่อหยิ่งทะนงในความคิดของตัวเองทั้งนั้น

หนังสือเล่มนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความบ้าอำนาจของเหล่าผู้นำ ความโลภของนักธุรกิจ ความเกียจคร้านของคนทำงาน การคิดแต่ไม่ลงมือทำของเหล่านักวิชาการ และความหลงใหลในตนเองของผู้มีชื่อเสียง
'เจ้าชายน้อย' มักจะปรารภอยู่เสมอว่า "พวกคนมีอายุนี่พิลึกจริง ๆ ทีเดียว"

มิติที่น่าสนใจในตัวเจ้าชายน้อยสำหรับผมเห็นจะเป็น "ความขี้สงสัย" เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ทั่วไปในโลกความจริง ซึ่งสังเกตุได้จากอุปนิสัยที่เป็นคนชอบถาม ถามแบบไม่อ้อมค้อม ถามจนกว่าจะได้คำตอบ และหากได้คำตอบไม่ตรงกับคำถาม 'เจ้าชายน้อย' ก็จะถามซ้ำอีกรอบจนกว่าจะได้คำตอบที่เที่ยงตรงเช่นเดียวกับคำถามของเขา และเขาไม่เคยละทิ้งความพยายามที่จะถามแม้แต่ครั้งเดียว

ที่ผมซาบซึ้งที่สุดก็คือความซื่อตรงต่อ "ดอกไม้" อันเป็นที่รักของเขา นั่นก็เป็นเพราะเขาได้ใช้เวลาร่วมกับดอกไม้ที่มีอยู่เพียงดอกเดียวบนดาวของเขา เขามีความสัมพันธ์กับมัน รดน้ำให้มัน ดูแลและปกป้องมันจากพวกแมลงร้าย แต่เมื่อเขาเดินทางมายังโลกและเจอกับดอกไม้ชนิดเดียวกันนับพันดอก แทนที่เขาจะตื่นเต้นกับดอกไม้เหล่านั้น เขากลับคิดถึงดอกไม้ที่ทิ้งเอาไว้เพียงดอกเดียวบนดาวของเขา

แน่ล่ะ เมื่อเราผูกพันกับใครเข้าแล้ว เขาจะเป็นคนพิเศษเพียงคนเดียว ที่ต่อให้มีคนอีกเป็นล้านคนในจักรวาลแห่งนี้ คนเหล่านั้นก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเรา ถึงจะงดงามเพียงไหนแต่ก็ไม่เคยใช้เวลาร่วมกับเราเหมือนอย่างคนพิเศษคนนั้น
แต่ก็อีกนั่นแหละ ทั้งมิตรภาพและ "ความรักที่ดี" สุดท้ายมักจะกลายเป็นเพียง "ความทรงจำ" ที่เราจะหัวเราะออกมาได้ทุกครั้งที่นึกถึงมัน มันจะอยู่กับเราไปเรื่อย ๆ ได้ ต่อเมื่อเรายังอยากให้มันอยู่

"สิ่งสำคัญที่ดวงตาไม่อาจมองเห็น" เจ้าชายน้อยนิยามมันเอาไว้เช่นนี้...
โลกใบเดียวกันก็แตกต่างได้หากเพียงเราเปลี่ยนจากการมองมันด้วยตา เป็นการมองมันด้วยใจ..
อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ "จินตนาการ" ของเด็ก ๆ ซึ่งมักจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน ที่พวกผู้ใหญ่มักจะมองว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะมันมักจะขัดต่อความเป็นจริงที่พวกเขาต้องเผชิญในการเป็นผู้ใหญ่

ในบางครั้ง มุมมองง่าย ๆ ของเด็ก อาจเป็นปรัชญาที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาใหญ่ ๆ ในสังคม หากเราเพียงคิดที่จะ "ฟัง" พวกเขาอย่างจริงจัง

โดยรวมแล้ว 'เจ้าชายน้อย' เป็นหนังสือที่มีคุณค่าทางจิตใจเป็นอย่างมาก อ่านง่าย สื่อสารความหมายที่ดูไม่ซับซ้อน แต่แฝงไว้ด้วยปรัชญาที่ล้ำลึก เหมาะกับทุกวัยอย่างแท้จริง โดยจากประสบการณ์ของผม ซึ่งเคยอ่านทั้งในวัยเด็ก และตอนนี้ที่เพิ่งจะอ่านจบไปอีกรอบขณะเป็นวัยรุ่น อายุ 21 ปี ขอบอกว่าทั้ง 2 รอบที่อ่านไปนั้นได้สารัตถะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาจจะด้วยความคิดและมุมมองต่อโลกของตัวเราที่เปลี่ยนไป

สิ่งที่ผมได้รับจาก 'เจ้าชายน้อย' ในวันที่อายุ 21 ปีนี้ มันคือแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตด้วยพลังบวก พลังการทุ่มเท ทุ่มเทให้กับความรัก ความรักที่มีต่อทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ความรักต่อดาวทุกดวงบนท้องฟ้า ราวกับว่าหนึ่งในดวงดาวเหล่านั้นมีดอกไม้ดอกหนึ่งที่เรากำลังคิดถึง

ราวกับว่า...

ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ มี "สิ่งสำคัญ" ที่เราไม่อาจมองเห็นอยู่....


กำลังโหลดความคิดเห็น...