xs
xsm
sm
md
lg

‘ทฤษฎีเซลล์กระจกเงา’ วาจาร้อนทางการเมืองส่งผลกระทบต่อเด็ก !/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ช่วงนี้อุณหภูมิทางการเมืองร้อนรายวัน บรรยากาศการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งท่ามกลางการหาเสียง การดีเบต การใช้วาจา และวาทกรรมที่เน้นนำไปสู่ความขัดแย้งที่กระจายไปทั่วสังคม ยิ่งทำให้สถานการณ์บ้านเมืองร้อนระอุตับแล่บต้อนรับเข้าสู่ฤดูร้อนพอดีเชียว

ผนวกเข้ากับสภาพสังคมยุคปัจจุบันที่มีความสลับซับซ้อนไปแทบจะทุกมิติ

เด็กและเยาวชนยุคนี้ต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสภาพสังคมไทยที่แบ่งขั้วชัดเจน และมีการใช้ภาษาที่แสดงออกถึงความขัดแย้ง จนไปถึงการใช้ความรุนแรงทางภาษา

อย่าว่าแต่เด็กและเยาวชนเลยที่เกิดคำถามมากมายท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้ง แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ก็อีดอัดคับข้องใจมิใช่น้อย !

โดยเฉพาะเรื่องคำพูดที่กลายเป็นประเด็นที่ต่อความยาวสาวความยืดได้ทุกวัน !

พลันทำให้นึกถึงข้อความเกี่ยวกับหลักปฏิบัติในการพูดที่น่าสนใจ ซึ่งส่งต่อๆ กันมา จนไม่แน่ใจในเรื่องที่มา บ้างก็ว่ามาจากภาษิตจีน แต่มีประโยชน์จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อ มี 14 ข้อ

1. เรื่องด่วน พูดให้ช้า ๆ

2. เรื่องใหญ่ พูดให้ชัด ๆ

3. เรื่องเล็กพูดให้มีอารมณ์ขัน

4. เรื่องไม่มั่นใจทบทวนให้ดีค่อยพูด

5. เรื่องยังไม่เกิดอย่าพูดส่งเดช

6. เรื่องที่ทำไม่ได้อย่าพูดอย่างมักง่าย

7. เรื่องให้ร้ายอย่าได้พูด

8. เรื่องลำบากใจมุ่งที่เรื่อง ไม่มุ่งคน

9. เรื่องสนุกต้องดูกาละเทศะ

10. เรื่องเศร้า อย่าได้เจอใครก็พูด

11. เรื่องคนอื่นพูดอย่างระมัดระวัง

12. เรื่องตนเองตั้งใจฟังใจเราพูดอย่างไร

13. เรื่องปัจจุบันทำแล้วค่อยพูด

14. เรื่องอนาคตไว้พูดในอนาคต

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 14 ข้อ เป็นเรื่องที่คนพูดต้องมีสติอย่างมาก มิเช่นนั้นแล้วก็อาจทำให้เกิดเรื่องบานปลายจากคำพูดของเราได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีสารพัดสื่อทุกรูปแบบ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ ฯลฯ

ที่อยากจะเน้นเรื่องคำพูดก็เนื่องเพราะเป็นห่วงเด็กและเยาวชนไทยที่ต้องเสพรับสื่อต่าง ๆ เหล่านี้รอบตัวอยู่ทุกวี่วัน ทั้งจากพ่อแม่หรือครอบครัวที่มีอารมณ์ร่วมในการชอบหรือไม่ชอบผู้สมัครในแต่ละพรรคการเมือง ที่อาจมีการวิพากษ์วิจารณ์โดยขาดความระมัดระวัง หรือใช้ถ้อยคำหยาบคายก็มีไม่น้อย

หรือแม้แต่สื่อในทุกช่องทางที่มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เน้นประเด็นเรื่องความขัดแย้งมากกว่าการแสดงวิสัยทัศน์ทางด้านนโยบาย

เรียกว่า ในสถานการณ์ที่มีการแบ่งขั้วที่ชัดเจน ชอบไม่ชอบผู้สมัครแบบไม่มีกั๊ก ทำให้ผู้คนมีอารมณ์ร่วมต่อสถานการณ์เป็นอย่างมาก และผลที่ตามมาคือไม่ได้นึกถึงผลกระทบที่เกิดกับลูกหลานของเรา หรือเด็กและเยาวชนที่ต้องเสพรับเอาอารมณ์ร่วมเหล่านั้นไปด้วย

นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี (Dr.Vittorio Gallese, Dr.Leonardo Fogassi และ Dr.Giacomo Rizzolatti) จากมหาวิทยาลัยพาร์มา ประเทศอิตาลี ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ทฤษฎีเซลล์กระจกเงา” มาจากการค้นพบเซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron) คือการเชื่อมโยงทฤษฎีทางสมองกับการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กไทย โดยอธิบายไว้ว่าเซลล์กระจกเงาเป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในสมองของมนุษย์ที่ทำหน้าที่เลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้อื่นมาเป็นพฤติกรรมของตนเอง เช่น พฤติกรรมของเด็กและเยาวชนเป็นผลมาจากเซลล์กระจกเงาไปลอกเลียนแบบพฤติกรรมตัวอย่างที่ได้พบเห็นในสังคม พัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กเล็ก ๆ เป็นผลมาจากการทำงานของเซลล์กระจกเงา ทำให้เด็กสามารถเข้าใจเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดของผู้พูดได้ เป็นต้น

หน้าที่ของเซลล์ชนิดนี้ ก็คือ “การลอกเลียนแบบ” เมื่อเราเห็นการกระทำของใครก็ตามที่แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายหรือเจตนาของการกระทำของคนนั้น จะกระตุ้นให้เซลล์ชนิดนี้เกิดการลอกเลียนแบบ หรือทำตามทั้งภายในสมองและพฤติกรรมการแสดงออกภายนอก กระบวนการเลียนแบบทั้งภายในสมองและท่าทางที่แสดงออกนี้ จะทำให้เราสามารถเข้าใจเจตนาในการกระทำของคน ๆ นั้นได้อย่างแจ่มชัด และความเข้าใจในเจตนาหรือท่าทีของผู้อื่น

จึงทำให้ห่วงเด็กและเยาวชนในช่วงนี้มากเป็นพิเศษ

จริงอยู่เด็กเล็กจะมีพัฒนาการในเรื่องการพูด มาจากการสอนของพ่อแม่ โดยเด็กจะเลียนแบบการพูดของพ่อแม่เป็นหลัก ซึ่งเป็นพัฒนาการของเด็กตั้งแต่วัยเด็กเล็กจนถึงประถม เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ถ้าพ่อแม่พูดจาไพเราะ เด็กก็จะพูดไพเราะตามพ่อแม่ แต่ถ้าพ่อแม่พูดคำหยาบให้เด็กได้ยิน เด็กก็จะเลียนแบบเช่นกัน

ดร.โรเบิร์ต โคลส์ (Dr. Robert Coles) จิตแพทย์เด็กแห่งมหาวิทยาลัยฮารNวาร์ด กล่าวว่า “แม่สามารถปลูกฝังให้ลูกเป็นคนมีจริยธรรมได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่ไม่ใช่ด้วยการพูดสั่งสอน เพราะเด็กยังไม่รู้เรื่อง แต่เด็กจะซึมซับจากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จากการกระทำของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ก็ต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี”

ในช่วง 2 - 3 ปีแรกเริ่มของชีวิตลูก เราสามารถปลูกฝังให้ลูกเป็นเด็กดีหรือเป็นเด็กเหลวไหลได้พอ ๆ กัน เพราะเด็กเล็กไม่สามารถจะแยกตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อม

และเมื่อเข้าสู่วัยเด็กโต ความรับรู้มากขึ้น จะมีคำถามมากมาย และคอยเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใหญ่รอบตัวว่ามีพฤติกรรมแบบไหน อย่างไร ซึ่งจะส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็กเช่นกัน

ยิ่งถ้าเป็นช่วงวัยรุ่น สภาพร่างกายและจิตใจของกลุ่มวัยรุ่นมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านฮอร์โมน ทางกายวิภาคของสมอง และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กวัยรุ่นจึงมักหุนหันพลันแล่น และขาดความยับยั้งชั่งใจ เพราะสมองส่วนหน้าจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาที่ดี ที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ ประสบการณ์ จนกว่าจะบรรลุวุฒิภาวะ

ไหน ๆ ช่วงนี้ยังต้องอยู่ในบรรยากาศการชุลมุนหาเสียงเลือกตั้งไปจนถึงวันเลือกตั้ง ก็แค่อยากจะเตือนพ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนก็ควรจะระมัดระวังในการใช้คำพูด หรือการสื่อสารในทุกช่องทางที่อย่าแค่เอามันส์ สะใจ หยาบคาย รุนแรง ฯลฯ เพราะผลกระทบก็ตกไปที่ลูกหลานของเราอยู่ดี

ในขณะเดียวกันก็อยากบอกบรรดาผู้สมัครพรรคการเมืองทั้งหลายไหน ๆ จะอาสามาทำงานเพื่อประชาชนแล้ว จุดเริ่มต้นควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนด้วยนะคะ

ขัดแย้งกันได้ เห็นต่างกันได้ แต่แสดงออกอย่างสุภาพและเคารพกันและกันเถอะ


กำลังโหลดความคิดเห็น...